ชิ้นส่วนรถยนต์ มีระยะเวลาการใช้งาน ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ ยิ่งเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ หากขอบยางประตูรถเสื่อมในช่วงฤดูฝน คงจะว้าวุ่นกันไม่น้อย เพราะถ้าไม่รีบเปลี่ยน ขอบยางอาจจะเป็นสาเหตุน้ำเข้ารถยนต์ได้ แล้วยังส่งผลเสียเรื่องเสียงและกลิ่นเข้ารถ ซึ่งมีผลกระทบต่อการขับขี่อีกด้วย ดังนั้นมาเตรียมตัวรับมือด้วยการเช็คขอบประตูรถว่าเสื่อมหรือยัง? จะได้รีบเปลี่ยนก่อนปัญหาเกิด ยังไงกันไว้ก่อน ก็ดีกว่าแก้อยู่แล้ว ไปดูวิธีกันเลย
ขอบยางประตูรถเสื่อมเป็นสิ่งที่ควรเช็คให้พร้อม จะทำให้การขับขี่ในฤดูฝนสบายใจขึ้น เพราะหน้าที่ขอบยางประตูรถยนต์ คือ ตัวช่วยป้องกันไม่ให้น้ำ, เสียงและกลิ่นเข้ามายังภายในรถยนต์ แถมยังเป็นตัวที่ช่วยลดแรงกระแทกอีกด้วย ถ้าถามว่าขอบยางประตูรถเสื่อมต้องเปลี่ยนไหม? เราลองไปดูให้หายสงสัยกันเลย
หลายคนมีความกังวลใจว่าขอบยางประตูรถเสื่อมจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่หรือเปล่า? แน่นอนว่าถ้าชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใดเสียหายหรือชำรุด ควรรีบเปลี่ยนทันที เพื่อลดปัญหาตามมาภายหลัง แล้วยางขอบประตูอยู่ได้กี่ปี? โดยปกติจะใช้งานได้ประมาณ 5-10 ปี ขึ้นอยู่อายุการใช้งานและสภาพ ถ้าหากสภาพไม่ไหวจะเคลียร์แล้ว ไม่ต้องรอให้ถึง 5 ปี ก็เปลี่ยนใหม่ได้เลย
ยางขอบประตูรถควรหมั่นตรวจเช็คสภาพทุกๆ 4 เดือน ว่ายังสามารถใช้งานได้เหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า? ให้ลองจับยางขอบประตูรถดู ว่ามีสัมผัสเป็นอย่างไร ซึ่งยางที่ใช้ได้ดีนั้น ไม่ควรนิ่มหรือแข็งเกินไปรวมถึงไม่ควรมีรอยแตกร้าวเกิดขึ้น หากพบความผิดปกติ ควรตัดสินใจให้ช่างเปลี่ยนให้ใหม่และเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ที่ดียิ่งกว่า ควรซื้อประกันรถยนต์ไว้ทุกการขับขี่ด้วย จะขับรถได้อย่างต่อเนื่องไม่ Lose Control ลองมาดูจุดสังเกตเพิ่มเติม ว่าขอบยางผิดปกติแบบไหนอีก ที่ควรรีบเปลี่ยนทันที
1. ขอบยางประตูรถเสื่อมสามารถสังเกตได้ง่ายๆ การที่ขอบยางประตูรถเสื่อมเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงกระแทกจากการปิดประตูที่แรงจนเกินไปหรือการจอดตากรถเป็นระยะเวลายาวนานติดต่อกันก็ทำให้ขอบยางเสื่อมได้ง่าย ส่วนใหญ่ถ้าเสื่อมแล้วมักจะมีรอยร้าวหรือจะมีรอยแตกอยู่บริเวณผิวยางขอบประตู ลองสังเกตดูให้ละเอียด จะได้รู้ว่ามีส่วนไหนเกิดความผิดปกติบ้าง
2. เปิดประตูได้ยากยิ่งขึ้น ประตูปิดไม่สนิท ยางสูญเสียความยืดหยุ่น
3. ถ้าลองใช้หูฟัง ระหว่างที่ขับรถก็จะได้ยินเสียงลมจากภายนอกเข้ามาภายในรถ ทั้งนี้เกิดจากขอบยางเสื่อมสภาพจนเกิดเป็นช่องว่าง ทำให้ลมสามารถเข้ามาภายในรถได้
4. ช่วงหน้าฝนเราสามารถสังเกตได้ง่ายว่าขอบยางประตูรถเสื่อมแล้วหรือยัง? ถ้าหากได้กลิ่นภายนอกรถชัดเจน ก็คือสัญญาณบ่งบอกว่าควรรีบเปลี่ยนขอบยางได้แล้ว
5. เมื่อต้องขับฝ่าฝนตกหนักจะเริ่มสังเกตได้ว่ามีน้ำรั่วเข้ามาภายในรถยนต์ ก็จะทำให้เราฟันธงได้ทันทีเมื่อเกิดสาเหตุน้ำเข้ารถยนต์เมื่อไหร่ แสดงว่านี่แหละขอบยางประตูรถเสื่อมต้องรีบตัดสินใจเปลี่ยนทันที
6. สภาพยางขอบประตูที่อยู่ในสภาพดีจะต้องปิดประตูได้หนึบ จับดูแล้วไม่นิ่มไปหรือแข็งกระด้างจนเกินไป ถ้ายางขอบประตูเริ่มไม่ยืดหยุ่นเหมือนเดิมแล้ว คงถึงเวลาเปลี่ยนขอบยางกันแล้วล่ะ
เมื่อรู้วิธีเช็คขอบยางประตูรถเสื่อมแล้ว ก็ช่วยทำให้รถอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานและลดอุบัติเหตุจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น ไม่มีเสียงรบกวนเวลาขับรถและไม่มีน้ำกระเด็นเข้ามาในรถจนอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถพัง ทีนี้ก็พร้อมเดินทางไปที่ไหนก็ได้อย่างสบายใจ แต่เมื่อไหร่ที่ต้องการเดินทางให้ปลอดภัย ไม่ควรมองข้ามการพกประกันรถยนต์ติดตัวไว้ด้วย จะได้เดินทางอย่างได้อย่างอุ่นใจและปลอดภัยมากที่สุด เสริมเกราะป้องกันให้ทุกการขับขี่ด้วยประกันรถยนต์ ราคาถูกใจกับ insurverse คุ้มค่า คุ้มครอง คุ้มถึงใจ อย่างครอบคลุมจากอุบัติเหตุ พร้อมให้การช่วยเหลือและการ Support ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง คุ้มไม่คุ้มต้องลองเข้ามาสัมผัสด้วยตัวเอง บอกได้คำเดียว ว่าดีต่อใจแน่นอน!
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ประกันวินาศภัย คือ การทำสัญญาประกันภัยรูปแบบหนึ่ง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งสามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ (โดยไม่รวมถึงการประกันชีวิต) หลักการทำงานคือ ผู้เอาประกันภัย ตกลงจ่ายเงินค่า เบี้ยประกัน ให้กับ ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกัน) และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามที่ระบุไว้ใน กรมธรรม์ ทางบริษัทประกันจะทำการจ่าย ค่าสินไหมทดแทน เพื่อเยียวยาความเสียหายนั้นๆ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุมากที่สุด การทำประกันวินาศภัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คุณอุ่นใจว่าทรัพย์สินที่มีค่าจะได้รับ ความคุ้มครอง อย่างเต็มที่ ประกันวินาศภัย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? หลายคนอาจสงสัยว่า ประกันวินาศภัย มีอะไรบ้าง ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่ง ประกันวินาศภัย 4 ประเภท หลักๆ ได้ดังต่อไปนี้: 1.ประกันอัคคีภัย (Fire Insurance) ประกันอัคคีภัย เป็นรูปแบบการคุ้มครองทรัพย์สินประเภทสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคาร จากเหตุไฟไหม้ ฟ้าผ่า หรือภัยระเบิด นอกจากนี้ยังสามารถซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเติมได้ (เช่น น้ำท่วม ลมพายุ) สำหรับใครที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การเลือกทำ ประกันบ้านและคอนโด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า… Continue reading ประกันวินาศภัย คืออะไร? สิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ
เวลาที่เรากำลังจะเลือกซื้อประกันรถยนต์ หลายคนมักจะเจอคำศัพท์ประกันภัยที่ชวนสับสน หนึ่งในนั้นคือคำว่า “Deductible” หรือ ค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันรายปีของเราถูกลงได้อย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า Deductible คืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน และต่างจากค่า Excess อย่างไร เพื่อให้คุณเลือกแผนกรมธรรม์ได้คุ้มค่าที่สุด Key Takeaways ความหมายของ ค่า Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ) ค่า Deductible (อ่านว่า ดีดักทิเบิล) หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ คือ จำนวนเงินแรกที่คุณตกลงกับบริษัทประกันภัยว่าจะรับผิดชอบจ่ายเองในแต่ละครั้งที่มีการเคลมประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น คุณเป็น “ฝ่ายผิด” หรือ “ไม่มีคู่กรณี” การระบุค่า Deductible ไว้ในกรมธรรม์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เอาประกันประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันรายปีได้มาก เพราะบริษัทประกันจะนำจำนวนเงิน Deductible ที่คุณเลือก ไปเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันตอนซื้อนั่นเอง นอกจากการทำประกันภาคสมัครใจแล้ว ผู้ขับขี่ต้องไม่ลืมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับ เพื่อรับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามกฎหมายด้วย Deductible กับ Excess แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไม่สับสนเวลาเคลมประกัน เราขอสรุปความแตกต่างของค่าเสียหายส่วนแรกทั้ง 2 แบบ… Continue reading Deductible คืออะไร? สิ่งที่คนมีรถต้องรู้ก่อนซื้อประกัน
ค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร เวลาเลือกซื้อประกันรถยนต์ ผลต่อการเคลมหรือค่าใช้จ่ายอย่างไร แม้ทั้งสองอย่างจะเป็น "ค่าเสียหายส่วนแรก" เหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ซื้อประกันรถยนต์ได้เหมาะกับการใช้งาน ไม่พลาดย้อนหลัง