ในท้องตลาดปัจจุบัน มีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เปิดตัวออกมาอย่างต่อเนื่องพร้อมคำเรียกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Sedan, Hatchback, SUV, PPV, Crossover หรือ EV จนทำให้หลายคนที่กำลังมองหารถคู่ใจเกิดความสับสนว่าแท้จริงแล้ว “ประเภทรถยนต์” มีกี่แบบ และแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร การเข้าใจการแบ่งประเภทรถยนต์ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณเลือกรถที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างตรงจุดเท่านั้น แต่ยังมีผลโดยตรงต่อการคิดอัตราภาษีประจำปีและเบี้ยประกันภัยอีกด้วย บทความนี้จะสรุปประเภทของรถยนต์ยอดนิยมให้คุณเข้าใจได้ในทันที
รถยนต์แต่ละประเภทถูกออกแบบโครงสร้างตัวถัง สมรรถนะเครื่องยนต์ และระบบช่วงล่างมาเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน การเลือกประเภทรถที่เหมาะสมกับรูปแบบชีวิต เช่น ขับในเมือง ทางไกล หรือขนส่งสัมภาระ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ประหยัดน้ำมัน และลดค่าบำรุงรักษา นอกจากนี้ ทางกรมการขนส่งทางบกและบริษัทประกันภัยยังใช้ประเภทรถในการคำนวณเบี้ย [พ.ร.บ. รถยนต์] และแผนความคุ้มครองอีกด้วย
รถยนต์ส่วนบุคคลที่พบเห็นได้บ่อยบนท้องถนนเมืองไทย แบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้แก่
รถเก๋ง 4 ประตู (Sedan) เป็นทรงมาตรฐานที่แยกห้องโดยสารและห้องเก็บสัมภาระด้านหลังชัดเจน เหมาะกับการเดินทางทั่วไป ขับขี่นุ่มนวล คล่องตัว ส่วนแฮทช์แบ็ก (Hatchback) จะมี 3 หรือ 5 ประตู โดยฝากระโปรงท้ายเปิดเชื่อมกับห้องโดยสาร ช่วยให้พับเบาะบรรทุกของได้มากขึ้น เหมาะกับคนรุ่นใหม่และคนเมือง
รถ SUV (Sport Utility Vehicle) เป็นรถยกสูงที่เน้นความนุ่มนวลแบบรถเก๋งแต่ลุยได้มากกว่า ส่วน PPV (Pick-up Passenger Vehicle) คือรถอเนกประสงค์ที่สร้างบนพื้นฐานแชสซีส์รถกระบะ เช่น Fortuner หรือ Everest มีความสมบุกสมบัน ทนทาน เบาะนั่ง 7 ที่นั่ง เหมาะสำหรับการเดินทางแบบครอบครัวใหญ่
ยานพาหนะยอดนิยมคู่เมืองไทยที่รองรับงานบรรทุกหนัก ทนทาน สมบุกสมบัน มีทั้งแบบตอนเดียว (Single Cab), ตอนครึ่ง (Space Cab) และ 4 ประตู (Double Cab) เพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์และชีวิตประจำวัน
ยานยนต์ที่เน้นพื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เบาะนั่งกว้างขวาง เหมาะสำหรับการรับส่งผู้โดยสาร ธุรกิจท่องเที่ยว หรือครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการความสะดวกสบายสูงสุดในการเดินทางไกล
เทรนด์ยานยนต์ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ไร้มลพิษ ประหยัดค่าพลังงาน และมีอัตราเร่งที่ตอบสนองรวดเร็ว กำลังเป็นที่นิยมอย่างก้าวกระโดดในปัจจุบัน
ในวงการประกันภัย จะมีการกำหนดรหัสประเภทรถยนต์บนหน้าตารางกรมธรรม์ เช่น
รหัสเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดอัตราเบี้ย พ.ร.บ. ภาคบังคับและเบี้ยประกันภาคสมัครใจ ซึ่งการเลือกทำประกันต้องระบุรหัสให้ถูกต้องตามลักษณะการใช้งานจริง
เมื่อคุณเลือกประเภทรถยนต์ที่สอดคล้องกับการใช้งานได้แล้ว สิ่งสำคัญลำดับถัดไปคือการเลือกทำประกันรถยนต์ ที่ให้ความคุ้มครองคุ้มค่าที่สุด ที่ Insurverse เรามีแผนประกันรถยนต์ออนไลน์ครอบคลุมทุกประเภทรถ ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถกระบะ รถ SUV หรือรถยนต์ไฟฟ้า EV ให้คุณเลือกปรับแต่งทุนประกันและความคุ้มครองได้ตามพฤติกรรมการขับขี่จริง เพื่อให้คุณจ่ายเฉพาะสิ่งที่คุณต้องการ ประหยัดค่าใช้จ่าย และได้รับความอุ่นใจอย่างเต็มที่ในทุกการเดินทาง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
เคยวางน้ำหอมปรับอากาศไว้ในรถจนกลิ่นตีกับกลิ่นอาหาร หรือล้างแอร์แล้วแต่กลิ่นอับชื้นก็ยังไม่หายไปหรือไม่? ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ เชื้อรา และแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในห้องโดยสารและระบบท่อแอร์ เป็นสิ่งที่สร้างความรำคาญใจและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของคนมีรถเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในวิธียอดนิยมของศูนย์คาร์แคร์ยุคใหม่ในการแก้ปัญหานี้คือ “การอบโอโซนรถ” สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าการอบโอโซนคืออะไร ช่วยดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคได้จริงไหม และมีความปลอดภัยเพียงใด บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกคำตอบอย่างรอบด้าน การอบโอโซนรถยนต์คืออะไร ทำงานอย่างไรในห้องโดยสาร การอบโอโซนรถยนต์ (Car Ozone Treatment) คือการใช้เครื่องกำเนิดก๊าซโอโซน (Ozone Generator) แปลงก๊าซออกซิเจน (O2) ในอากาศให้กลายเป็น “ก๊าซโอโซน” (O3) ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ที่รุนแรง โดยอะตอมของออกซิเจนส่วนเกินจะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส และเข้าสลายโครงสร้างโมเลกุลของสารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับจนแตกสลายไปอย่างหมดจด จากนั้นก๊าซโอโซนจะสลายตัวกลับคืนเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ภายในเวลาไม่นาน 4 ประโยชน์สำคัญของการอบโอโซนรถยนต์ การทำความสะอาดด้วยโอโซนมีข้อดีเหนือกว่าการใช้น้ำหอมปรับอากาศทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้ กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์อย่างลึกซึ้งถึงต้นตอ โอโซนสามารถแทรกซึมเข้าไปตามเส้นใยเบาะผ้า พรมปูพื้น เพดานรถ และซอกมุมต่างๆ เพื่อทำลายโมเลกุลกลิ่นฝังแน่น เช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอาหาร กลิ่นอับชื้น กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นสัตว์เลี้ยง แทนที่จะเป็นเพียงการเอากลิ่นหอมไปกลบกลิ่นเหม็น ฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส… Continue reading อบโอโซนรถยนต์คืออะไร ดับกลิ่นอับฆ่าเชื้อโรค ดีจริงไหมข้อควรรู้
สำหรับคนที่กำลังมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางหรือประกอบอาชีพ แต่ในอดีตเคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อต่างๆ จนกังวลว่าประวัติที่ถูกบันทึกไว้ในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) จะทำให้หมดสิทธิ์ซื้อรถ คำถามยอดฮิตที่สร้างความกังวลใจอย่างมากก็คือ “ติดบูโรออกรถได้ไหม” และมีโอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ ความจริงแล้วการติดบูโรไม่ได้แปลว่าคุณจะซื้อรถไม่ได้ตลอดไป บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเผย 5 วิธีเตรียมตัวยื่นกู้ให้ผ่านฉลุย คลายข้อสงสัย ติดบูโรออกรถได้ไหมในความเป็นจริง คำตอบที่ชัดเจนคือ “ออกรถได้” ทั้งรถยนต์ป้ายแดงและรถยนต์มือสอง แต่ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสถานะบูโรและเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน โดยทั่วไป สถาบันการเงินขนาดใหญ่หรือธนาคารพาณิชย์หลักอาจมีความเข้มงวดสูง แต่ยังมีบริษัทลีสซิ่งหรือไฟแนนซ์ทางเลือกหลายแห่งที่มีนโยบายยืดหยุ่นและพิจารณาจากความสามารถในการผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นหลัก เข้าใจสถานะเครดิตบูโร ติดแบบไหนมีโอกาสผ่านง่ายกว่ากัน โอกาสในการขอสินเชื่อรถยนต์ขึ้นอยู่กับสถานะในรายงานเครดิตบูโรของคุณ ดังนี้ สถานะปิดบัญชีหนี้เสียแล้ว (มีใบปิดหนี้) หากคุณเคยค้างชำระแต่ได้ทำการเคลียร์หนี้สินจนหมดสิ้นแล้ว และได้รับ “ใบปลดหนี้” หรือหนังสือยืนยันการปิดบัญชีมาแล้วอย่างน้อย 3-6 เดือนขึ้นไป โอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อจะมีสูงมาก เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบและความพร้อมทางการเงินที่ดีขึ้น สถานะค้างชำระเกิน 90 วัน หรือยังไม่ได้ปิดหนี้ หากยังมีหนี้ค้างชำระอยู่และยังไม่ได้รับการสะสาง การขอสินเชื่อจะมีความยากมากขึ้น ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่อาจปฏิเสธ หรือกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่เข้มงวด เช่น ต้องวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงมาก และต้องมีคนค้ำประกันที่มั่นคง 5 วิธีเตรียมตัวออกรถสำหรับคนติดบูโรให้ไฟแนนซ์อนุมัติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไฟแนนซ์อนุมัติผ่านได้อย่างราบรื่น แนะนำให้ปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ 1.… Continue reading ติดบูโรออกรถได้ไหม สรุปวิธีออกรถให้ผ่าน เตรียมตัวอย่างไรให้ฉลุย
สำหรับผู้ใช้รถยนต์ทุกคน แบตเตอรี่คือหัวใจหลักที่คอยจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ไดสตาร์ทและระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในตัวรถ แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยเมื่อต้องตรวจเช็กสภาพแบตเตอรี่ว่าแท้จริงแล้ว “แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์” ค่าเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าไฟเต็ม และค่าเท่าไหร่ที่แปลว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพจนเสี่ยงสตาร์ทไม่ติด การเข้าใจตัวเลขแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ในสภาวะต่างๆ จะช่วยให้คุณประเมินสภาพแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำและป้องกันปัญหารถดับไม่คาดฝัน บทความนี้ได้รวบรวมเกณฑ์ค่ามาตรฐานทั้งหมดมาให้คุณตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์ ทำความเข้าใจค่าแรงดันไฟฟ้ามาตรฐาน โดยมาตรฐานสากล รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถกระบะ หรือรถ SUV จะใช้ระบบแรงดันไฟฟ้าขนาด “12 โวลต์” (12V) ซึ่งภายในแบตเตอรี่จะประกอบด้วยเซลล์ตะกั่ว-กรดจำนวน 6 เซลล์ต่ออนุกรมกัน (แต่ละเซลล์มีแรงดันประมาณ 2.1 โวลต์) ในขณะที่รถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถบัสจะใช้ระบบไฟฟ้าขนาด 24 โวลต์ (24V) โดยการนำแบตเตอรี่ 12V จำนวน 2 ลูกมาต่ออนุกรมกัน ตารางเช็กค่าโวลต์แบตเตอรี่รถยนต์ในแต่ละสภาวะการทำงาน แม้จะเรียกว่าแบตเตอรี่ 12V แต่ในความเป็นจริง แรงดันไฟฟ้าที่วัดได้จะไม่เท่ากับ 12.0V พอดี โดยจะแปรผันตามสภาวะการทำงานดังนี้ ค่าโวลต์ตอนดับเครื่องยนต์ (แรงดันขณะไม่มีโหลด) เมื่อดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ข้ามคืนหรืออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ค่าแรงดันที่เหมาะสมควรเป็นดังนี้: ค่าโวลต์ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ (จังหวะดึงกระแสสูงสุด) ในจังหวะที่บิดกุญแจหรือกดปุ่ม… Continue reading แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์ สรุปค่ามาตรฐาน เช็กเองได้ง่ายๆ