เมื่อพูดถึงอุบัติเหตุบนท้องถนน ถ้าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากสองฝ่ายขึ้นไป นอกจากไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประมาท บ่อยครั้งเราได้ยินคำว่า ประมาทร่วม ส่วนความหมายคืออะไร ใครเป็นฝ่ายต้องรับผิดชอบ สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจาก พ.ร.บ. รถยนต์ และประกันภัยรถยนต์ที่ทำไว้ได้หรือไม่ มาไขข้อสงสัยในบทความนี้ เผื่อว่าจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นด้วยว่าทำประกันไว้ดีไหม
ความจริงแล้วในทางกฎหมาย ไม่มีข้อหา “ประมาทร่วม” แต่เป็นคำที่หลายคนใช้กันเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่าอุบัติที่เหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของสองฝ่าย ทำผิดกฎหมายจราจรจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น การชนกันในวงเวียน รถสองคันเข้าสู่วงเวียนพร้อมกันโดยไม่มีใครชะลอเพื่อให้รถที่อยู่ในวงเวียนไปก่อนตามกฎจราจร ส่งผลให้เกิดการชนกลางวงเวียน ซึ่งทั้งสองฝ่ายประมาทร่วมจนทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนเพราะละเมิดกฎจราจรเรื่องการให้สิทธิ์รถในวงเวียน โดยในทางกฎหมายจะใช้คำว่า “ต่างฝ่ายต่างประมาท” ทำไปโดยขาดความระมัดระวัง ไม่ได้มีเจตนาจะขับมาชนกัน ศาลจะตัดสินให้ต่างฝ่ายแยกย้ายไปรับผิดชอบความเสียหายด้วยตนเอง มีทั้งค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล และอื่น ๆ หากฝ่ายใดประมาทมากกว่า อาจต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือจ่ายค่าทำขวัญให้อีกฝ่ายด้วย
หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว คำว่าประมาทร่วมจะหมายถึงต่างฝ่ายต่างมีส่วนผิดเหมือนกัน ต่างฝ่ายแยกย้ายกันไปเคลมค่าซ่อมรถยนต์และค่ารักษาพยาบาลกับประกันของตัวเองได้เลย ในกรณีที่มี พ.ร.บ. สามารถใช้สิทธิ์ค่ารักษาพยาบาลได้เลย แต่ พ.ร.บ. จะคุ้มครองเฉพาะค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น ค่าซ่อมแซมหรือค่าอื่น ๆ จะต้องจ่ายเอง
อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น ถ้าหากไม่ทำประกัน ก็ยังใช้สิทธิ์จาก พ.ร.บ. คุ้มครองได้ โดยได้รับค่าชดเชยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลหรือค่าปลงศพเท่านั้น ไม่รวมค่าเสียหายของทรัพย์สินด้วย
ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแบบประมาทร่วม หมายความว่าทั้งสองฝ่ายต่างกระทำความผิด แน่นอนว่าแต่ละฝ่ายต้องแยกย้ายกันไปรับผิดชอบค่าเสียหายกันเอง แทบทุกอย่างจะต้องแชร์กันจ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมรถ, ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าเสียหายของบุคคลที่ 3 หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายใดประมาทมากกว่า ก็จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้อีกฝ่ายตามสมควร ส่วนจะแบ่งความรับผิดชอบยังไงไปดูกัน
กรณีที่เราเป็นฝ่ายผิด เบิก พ.ร.บ. กับประกันได้ไหม ไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็ตาม สามารถเคลม พ.ร.บ. ได้ เพราะ พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งจะดูแลค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยโดยไม่รอพิสูจน์ความผิด ในส่วนของคู่กรณีบาดเจ็บ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจาก พ.ร.บ. ที่ทำเอาไว้ได้ เว้นแต่ คู่กรณีขับรถไม่มี พ.ร.บ. จะไม่สามารถเคลม เรียกค่าเสียหายเบื้องต้น ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด และจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้อีกฝ่ายด้วย
สำหรับประกันรถยนต์ที่เราทำไว้จะรับผิดชอบส่วนต่างที่เหลือ ไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็เคลมประกันได้ตามแผนกรมธรรม์ที่ทำไว้ เช่น ค่าเสียหาย ค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชย ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุบัติเหตุทั้งหมด อย่างไรก็ตามกรณีที่ทำประกันชั้น 2 หรือ 3 จะไม่คุ้มครองความเสียหายรถของเรา ยิ่งถ้าหากไม่ได้ทำประกัน ต่างฝ่ายต้องรับผิดชอบค่าเสียหายกันเอง
หลังเกิดอุบัติเหตุ ในกรณีที่รถคันของคู่กรณีมีผู้บาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นประกันรถยนต์ชั้นไหนก็เคลมกรณีคู่กรณีบาดเจ็บได้ เท่ากับว่าประกันภาคสมัครใจคือ ประกันชั้น 1, ชั้น 2+, ชั้น 3+ และชั้น 3 ล้วนให้ความคุ้มครองการบาดเจ็บและเสียชีวิตของบุคคลภายนอกทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคู่กรณีหรือคนเดินถนน โดยแต่ละประเภทจะมีเงื่อนไขความคุ้มครองที่แตกต่างกัน เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ความคุ้มครองจากประกันแต่ละชั้น มีดังนี้
จะเห็นว่าการมีประกันภาคสมัครใจ ถือว่าเป็นความคุ้มครองที่ครอบคลุมในหลายส่วน หากเกิดอุบัติไม่ว่าจะเพราะประมาทร่วมหรือไม่ แผนกรมธรรม์ที่เลือกก็จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายได้ไม่มากก็น้อย มีประกันไว้จึงดีกว่าไม่มี
จริง ๆ แล้ว ประมาทร่วมไม่มีในข้อกฎหมาย แต่จะใช้ว่าทั้งสองฝ่ายทำการประมาทด้วยกันทั้งคู่ หากประมาทร่วมแล้วคู่กรณีบาดเจ็บ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจาก พ.ร.บ. ที่ทำเอาไว้ได้ ถ้ามีส่วนต่างที่เหลือก็ให้ประกันรถยนต์ที่ทำไว้รับผิดชอบ โดยคนที่ประมาทกว่าอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายให้อีกฝ่ายด้วย
อย่างไรก็ตามหากคู่กรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิต สามารถเบิกจาก พ.ร.บ. รถยนต์ได้ ไม่ว่าประกันรถยนต์ชั้น 1, 2+, 3+, 3 ความคุ้มครองของประกัน พ.ร.บ. ช่วยบรรเทาความทุกข์ร้อนในยามเมื่อเกิดเหตุได้
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ที่ใช้งานรถกระบะเพื่อการค้า การเกษตร หรือการขนส่งสินค้าในชีวิตประจำวัน หากเปิดดูสมุดคู่มือจดทะเบียนรถจะพบรหัสระบุประเภทรถว่า รย.3 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเภทยานพาหนะที่มีการใช้งานแพร่หลายมากที่สุดในประเทศไทย แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า รย.3 คือ รถประเภทไหน มีเงื่อนไขการเสียภาษี การทำ พ.ร.บ. และการเลือกประกันภัยที่แตกต่างจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบครบถ้วน รย.3 คืออะไร ตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก? รย.3 คือ รหัสประเภทรถที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 หมายถึง “รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล” ซึ่งหมายถึง รถยนต์ที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงเพื่อใช้ในการบรรทุกสิ่งของหรือสัตว์ โดยมีน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกินที่กฎหมายกำหนด และใช้งานเพื่อกิจการส่วนตัวหรือในธุรกิจส่วนบุคคล มิได้นำไปใช้รับจ้างขนส่งเป็นประจำเหมือนรถบรรทุกตามกฎหมายการขนส่งทางบก เช็กลักษณะรถ รย.3 แตกต่างจากรถ รย.1 อย่างไร? ความแตกต่างสำคัญระหว่างรถ รย.3 และ รย.1 ที่ผู้ใช้รถมักเปรียบเทียบกัน ได้แก่: ป้ายทะเบียน รย.3 สีอะไร มีความหมายว่าอย่างไร? รถประเภท รย.3 จะใช้ ป้ายทะเบียนพื้นสีขาว สะท้อนแสง ตัวอักษรและตัวเลขเป็นสีเขียว (หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “ป้ายขาวอักษรเขียว”)… Continue reading รย.3 คือรถอะไร รู้จักรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ป้ายขาวอักษรเขียว ภาษี และ พ.ร.บ.
หากคุณเปิดดูเล่มทะเบียนรถ (สมุดคู่มือจดทะเบียนเล่มสีฟ้า) ตรงหน้ารายการจดทะเบียน ในช่อง “ประเภท” มักจะปรากฏข้อความระบุว่า รย.1 หลายคนอาจสงสัยว่ารหัสนี้ย่อมาจากอะไร มีความหมายอย่างไรต่อการเสียภาษีประจำปี และเกี่ยวข้องกับการเลือกซื้อประกันภัยหรือ พ.ร.บ. อย่างไรบ้าง บทความนี้ได้รวบรวมทุกข้อมูลเกี่ยวกับรถประเภท รย.1 มาสรุปให้เข้าใจง่ายในที่เดียว รย.1 คืออะไร ในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ? รย.1 คือ รหัสประเภทรถที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 หมายถึง “รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน” ซึ่งเป็นกลุ่มรถยนต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดบนท้องถนนในประเทศไทย ใช้สำหรับโดยสารส่วนตัวหรือภายในครอบครัว และไม่ได้นำไปใช้รับจ้างในเชิงพาณิชย์ ลักษณะของรถที่จัดอยู่ในกลุ่ม รย.1 มีรถรุ่นใดบ้าง? ยานพาหนะที่จัดอยู่ในกลุ่ม รย.1 มีหลากหลายรูปแบบ ขอเพียงมีจำนวนที่นั่งผู้โดยสารตามมาตรฐานไม่เกิน 7 ที่นั่ง ได้แก่: ป้ายทะเบียนของรถ รย.1 มีลักษณะอย่างไร? จุดสังเกตที่ชัดเจนที่สุดของรถยนต์ประเภท รย.1 จากภายนอก คือ ป้ายทะเบียนพื้นสีขาว สะท้อนแสง ตัวอักษรและตัวเลขเป็นสีดำ (กรณีที่เป็นป้ายประมูลอาจมีลวดลายกราฟิกประจำจังหวัด แต่ตัวอักษรและตัวเลขจะยังคงเป็นสีดำเช่นเดียวกัน) วิธีคำนวณภาษีรถยนต์ประจำปีสำหรับรถประเภท รย.1 การต่อภาษีรถยนต์ประจำปีของรถประเภท… Continue reading รย.1 คือรถอะไร เช็กข้อมูลรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน เล่มทะเบียน และ พ.ร.บ.
ในยุคที่อาชีพไรเดอร์รับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Grab, LINE MAN หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ คำถามสำคัญที่คนขับมอเตอร์ไซค์หลายคนสงสัยคือ รย.17 คือ รถประเภทไหน และทำไมกรมการขนส่งทางบกจึงกำหนดให้ไรเดอร์ต้องนำรถไปจดทะเบียนเปลี่ยนประเภทรถ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกรายละเอียด ตั้งแต่ความหมาย เงื่อนไข กฎหมาย ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านประกันภัย เพื่อให้คุณสามารถวิ่งรับงานได้อย่างถูกต้อง สบายใจ และปลอดภัยสูงสุด รย.17 คืออะไร ตามคำนิยามของกรมการขนส่งทางบก รย.17 คือ รหัสประเภทรถที่กรมการขนส่งทางบกใช้ระบุสำหรับ “รถจักรยานยนต์สาธารณะที่ให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์” หรือที่เข้าใจง่าย ๆ คือ รถมอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคลที่นำมาให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เดิมทีรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั่วไปจะเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะแบบดั้งเดิม (วินมอเตอร์ไซค์ ป้ายเหลือง) แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นและมีผู้ให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน กรมการขนส่งทางบกจึงได้ออกกฎกระทรวงรองรับ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมาขึ้นทะเบียนให้บริการได้อย่างถูกกฎหมาย โดยกำหนดให้อยู่ในหมวด รย.17 นั่นเอง ความแตกต่างระหว่าง รย.12, รย.17 และ รย.18 มีอะไรบ้าง? หลายคนมักสับสนระหว่างรหัสประเภทรถที่มีตัวเลขใกล้เคียงกัน ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามกฎหมาย ดังนี้: เงื่อนไขและคุณสมบัติของรถมอเตอร์ไซค์ที่จะจดทะเบียน รย.17 หากต้องการเปลี่ยนประเภทรถเป็น รย.17 รถและผู้ขับขี่ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนด: ขั้นตอนการดำเนินการจดทะเบียน… Continue reading รย.17 คือรถอะไร สรุปคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์รับจ้างผ่านแอปให้ถูกกฎหมาย