ทุกคนที่มีรถคงรู้จัก พ.ร.บ. กันอยู่แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ต้องจ่ายค่า พ.ร.บ. ประกันภัย ตามด้วยภาษีประจำปี ถือเป็นภาคบังคับหรือหน้าที่ที่เจ้าของรถทุกคันจะต้องทำกันทุกปี สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่ทราบว่า พ.ร.บ.รถยนต์กี่บาท และให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่ารถทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกจำเป็นต้องต่อ พ.ร.บ. รถยนต์อย่างต่อเนื่องทุกปี ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ประสบภัยจากการใช้รถบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นคนขับ ผู้โดยสาร หรือบุคคลภายนอกที่สัญจรบนท้องถนน หากบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็จะได้รับการรักษาและเงินชดเชยต่าง ๆ ส่วนค่าเสียหายและความบุบสลายของตัวรถยนต์ไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด เรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายภาคบังคับที่เจ้าของรถยนต์ต้องรับผิดชอบจ่ายเงินก้อนนี้ในทุก ๆ ปี
โดยปกติเบี้ยประกันจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของรถยนต์ เช่น
-รถยนต์โดยสาร (รถเก๋ง) มีที่นั่งไม่เกิน 7 คน จ่ายเบี้ยประกัน ราคา 600 บาท
-รถยนต์โดยสาร (รถตู้) มีที่นั่ง 7-15 คน จ่ายเบี้ยประกัน ราคา 1,100 บาท
เปรียบเทียบกับความคุ้มครองที่ได้รับจาก พ.ร.บ.รถยนต์ แล้ว ถือว่าราคาค่อนข้างย่อมเยา เมื่อเทียบกับเงินชดเชยที่มีให้ตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาลในกรณีบาดเจ็บ และค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต ประกันจ่ายให้คนขับและผู้โดยสารที่เป็นผู้ประสบภัยอันตรายบนท้องถนน
-ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง จำนวนเงินไม่เกิน 30,000 บาท/คน
-กรณีผู้ประสบภัยสูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิต จ่ายค่าชดเชยจำนวน 35,000 บาท/คน
-กรณีผู้ประสบภัยได้รับบาดเจ็บ ต่อมาภายหลังได้สูญเสียอวัยวะด้วย จ่ายค่าชดเชยให้รวมกันไม่เกิน 65,000 บาท/คน
-ในกรณีที่ผู้ประสบภัยบาดเจ็บและเข้ารักษาพยาบาล ต่อมาเกิดคนเจ็บเสียชีวิตในภายหลัง ประกันจ่ายเงินชดเชยไม่เกิน 65,000 บาท/คน
-ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายอื่น ๆ ไม่เกิน 80,000 บาท/คน
-บริษัทประกันจ่ายให้กรณีสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร มูลค่า 200,000-500,000 บาท/คน
-ในกรณีเสียชีวิต จ่ายค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท/คน
-บริษัทประกันจ่ายค่าชดเชยรายวัน กรณีเข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยในในโรงพยาบาล วันละ 200 บาท จำนวนรวมกันไม่เกิน 20 วัน
ทั้งหมดนี้เป็นค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ที่ควรทราบว่า พ.ร.บ.รถยนต์กี่บาท ก็ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายรายปีที่ไม่แพงเลยหากขับรถยนต์ที่ไม่มี พ.ร.บ. หรือหมดอายุ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของรถหรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และยังต่อภาษีรถยนต์ไม่ได้อีกด้วย นอกจากนี้เวลาเกิดอุบัติเหตุระหว่างขับรถขึ้นมาจริง ๆ ก็จะไม่รับความคุ้มครองใด ๆ เลย และยังจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดด้วยตัวเอง แถมยังเสียค่าปรับที่นำรถไม่มี พ.ร.บ. ออกมาขับอีกด้วย
เมื่อคิดรวมค่าปรับแล้วก็จัดเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลยจริง ๆ อย่างไรก็ตามเพื่อความคุ้มครองที่มากกว่า ปัจจุบันนี้มีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจให้เลือกทำเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างครอบคลุม และสามารถเลือกได้ตามไลฟ์สไตล์คุณ วันนี้อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ insurverse ประกันภัยรถยนต์ออนไลน์ที่คุณสามารถเลือกได้ตามใจ เช็กเบี้ยผ่านระบบออนไลน์ได้ ซื้อประกันแล้วคุ้มครองทันที เช็กเบี้ย พ.ร.บ. ที่นี่!
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
การต่อภาษีรถยนต์ประจำปี ถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ครอบครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกคน แต่ด้วยภารกิจที่รัดตัว หลายคนอาจเผลอลืมวันหมดอายุจนทำให้ภาษีรถยนต์ขาด และเกิดความกังวลว่า ค่าปรับภาษีรถยนต์ คิดอย่างไร? ขาดกี่วันจึงจะเริ่มโดนปรับ? และหากขาดต่อภาษีเกิน 1 ปีหรือ 3 ปีจะมีผลเสียอย่างไรบ้าง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกอัตราค่าปรับตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก วิธีคำนวณค่าปรับแบบเข้าใจง่าย เอกสารที่ต้องใช้ และขั้นตอนการต่อภาษีรถยนต์ย้อนหลังพร้อมต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ออนไลน์ เพื่อให้รถของคุณกลับมาถูกต้องตามกฎหมายและขับขี่ได้อย่างสบายใจ 100% ค่าปรับภาษีรถยนต์ คิดอย่างไร? สรุปอัตราค่าปรับตามกฎหมายกรมการขนส่งทางบก ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดอัตราค่าปรับสำหรับผู้ที่ชำระภาษีรถยนต์ประจำปีล่าช้ากว่ากำหนดไว้อย่างชัดเจน อัตราค่าปรับร้อยละ 1 ต่อเดือน (เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน) หากคุณไม่ได้ชำระภาษีรถยนต์ภายในเวลาที่กำหนด คุณจะต้องเสียค่าปรับในอัตรา “ร้อยละ 1 ต่อเดือน” ของยอดภาษีประจำปีที่ต้องชำระ โดยนับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดจนถึงวันที่มาชำระเงิน และหากมีเศษของเดือนแม้เพียง 1 วัน กฎหมายจะปัดเศษนับเป็น 1 เดือนเต็มทันที ตัวอย่างการคำนวณค่าปรับภาษีรถยนต์ขาดต่อ 3 เดือน, 6 เดือน และ 1 ปี… Continue reading ค่าปรับภาษีรถยนต์ ขาดต่อคิดอย่างไร? สรุปอัตราค่าปรับ วิธีคำนวณ และขั้นตอนต่อภาษีย้อนหลัง
สำหรับเจ้าของรถจักรยานยนต์ที่ใช้งานรถคู่ใจมาหลายปี เมื่อถึงกำหนดเวลาต่อภาษีประจำปี (ต่อทะเบียนรถ) หลายคนอาจสงสัยว่า รถจักรยานยนต์ที่มีอายุครบกี่ปีต้องนำไปตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี? ต้องตรวจที่ไหน? มีค่าใช้จ่ายเท่าไร? และสามารถตรวจสภาพแล้วต่อภาษีออนไลน์ได้หรือไม่ บทความนี้จะสรุปเกณฑ์กฎหมายการตรวจสภาพรถจักรยานยนต์จากกรมการขนส่งทางบก รายการตรวจเช็กมาตรฐานของสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) พร้อมขั้นตอนการเตรียมเอกสารและต่อ พ.ร.บ. ออนไลน์ (ซึ่งมีขั้นตอนที่สะดวกสบายไม่แพ้การต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ เพื่อให้คุณดำเนินการต่อภาษีรถได้อย่างสะดวกรวดเร็วและถูกต้อง 100% รถจักรยานยนต์อายุครบกี่ปี ต้องนำไปตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ก่อนเสียภาษี? เกณฑ์กฎหมาย: รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป ตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป (นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก) จะต้องนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) หรือสำนักงานขนส่ง เพื่อรับใบรับรองการตรวจสภาพรถ ก่อนจึงจะสามารถชำระภาษีรถประจำปีได้ วิธีนับอายุรถจักรยานยนต์จากเล่มทะเบียนรถ (นับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก) การนับอายุรถให้นับจาก “วันจดทะเบียนครั้งแรก” ที่ระบุในใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มเขียว) จนถึงวันสิ้นอายุภาษีประจำปีรอบปัจจุบัน เช่น จดทะเบียนวันที่ 10 กันยายน 2564 เมื่อถึงรอบต่อภาษีวันที่ 10 กันยายน 2569… Continue reading รถจักรยานยนต์ที่มีอายุครบกี่ปีต้องนำไปตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี?
พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ หรือประกันภัยภาคบังคับตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คือเอกสารสำคัญที่สุดที่ผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ทุกคนต้องจัดทำเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และใช้เป็นหลักฐานจำเป็นในการต่อภาษีรถประจำปี ซึ่งมีความสำคัญและเป็นไฟลท์บังคับตามกฎหมายเช่นเดียวกับการทำ พ.ร.บ. รถยนต์ สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวต่อ พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ และสงสัยว่า ต่อพรบรถจักรยานยนต์ ใช้อะไรบ้าง? ค่าเบี้ย พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ ราคาเท่าไรตามขนาด ซีซี? และสามารถต่อ พ.ร.บ. ออนไลน์ได้ทันทีหรือไม่ บทความนี้สรุปทุกข้อมูลให้ครบถ้วนในที่เดียว เช็กลิสต์เอกสารที่ต้องใช้ในการต่อ พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ การต่อ พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ในปัจจุบันสะดวกรวดเร็วมาก โดยเฉพาะการต่อออนไลน์ ใช้เอกสารเพียงไม่กี่อย่าง 1.ใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มเขียว) หรือสำเนาหน้าทะเบียนรถ ใช้สำหรับดูข้อมูลสำคัญของรถ ได้แก่ หมายเลขทะเบียนรถ จังหวัดที่จดทะเบียน หมายเลขตัวถัง และขนาดเครื่องยนต์ (CC) 2. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถ ใช้ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้เอาประกันภัย 3. ข้อมูลขนาดเครื่องยนต์ (CC) และเลขตัวถังรถ เพื่อใช้คำนวณอัตราเบี้ยประกันภัย… Continue reading ต่อพรบรถจักรยานยนต์ ใช้อะไรบ้าง? เช็กเอกสาร ราคา พ.ร.บ. ตามซีซี และวิธีต่อออนไลน์