ขับรถเป็นทักษะที่มีความจำเป็นในปัจจุบัน สำหรับมือใหม่เรียนหัดขับรถต้องใจกล้า ไม่ว่าจะเป็นเรียนจากโรงเรียนสอนขับรถใกล้ฉัน หรือการศึกษาหัดขับรถยนต์ด้วยตนเอง เมื่อขับบ่อย ๆ จนเริ่มมีความชำนาญในการขับขี่มากขึ้นแล้ว เรามีวิธีหัดขับรถ เป็นเร็ว เหมาะกับมือใหม่มาฝากกันดังนี้
มือใหม่หัดขับรถยนต์เพื่อสอบใบขับขี่และขับออกถนนใหญ่ได้ไม่ผิดกฎหมาย ต้องเข้าใจทักษะพื้นฐานที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการขับเดินหน้า ถอยหลัง จอดรถเลียบทสางเท้า ถอยรถเข้าซอง แสดงให้เห็นทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัยสำหรับตัวคุณเองและผู้ร่วมทาง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือคนเดินถนน
ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดขับหรือมือเก่าที่มีประสบการณ์ขับขี่มานานแล้ว ล้วนต้องสอบปฏิบัติเป็นขั้นตอนสุดท้ายให้เจ้าหน้าที่ดู คนที่ไม่เคยมีพื้นฐานในการขับรถมาก่อนอาจใช้เวลาเรียนประมาณ 4-5 วัน ควรจะเริ่มจากการหัดขับรถช้า ๆ เหยียบคันเร่งเบา ๆ ขับให้คล่องในซอยที่มีรถน้อย หรือลานโล่งกว้าง ฝึกการเลี้ยว ฝึกการมองกระจกมองหลังและกระจกมองข้าง ฝึกเบรกบ่อย ๆ จนมีทักษะควบคุมรถมากขึ้นและได้คล่องมากขึ้น ก่อนขยับเพิ่มความเร็วจากเกียร์ 1-2-3-4 หากขับรถไปต่างจังหวัดก็มีโอกาสขับเร็วและปลอดภัยในช่วงรถน้อย ถนนโล่ง ๆ
1.ทำความเข้าใจระบบการทำงานในรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ระบบไฟ ตรวจเช็กอุปกรณ์ เช่น ล้อ ยาง และกระจกให้ใช้งานได้ดีที่สุด
2.ขณะที่ยังเป็นมือใหม่ควรหัดขับในที่ฝึกขับรถ หรือถนนที่มีรถน้อยและหัดขับช้า ๆ เพื่อให้มีความเคยชินกับคันเร่งและเบรก เมื่อขับคล่องแล้วค่อยเพิ่มความเร็ว
3.ขับในเส้นทางตรงให้คุ้นเคยและชำนาญ จากนั้นลองขับในทางเลี้ยวให้คล่องก่อนออกถนนใหญ่
4.ค่อย ๆ ฝึกทักษะการแซงรถคันหน้าเพื่อให้เกิดความมั่นใจและมีความปลอดภัยมากขึ้น
5.ฝึกทักษะอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าถอยหลังทางตรง การจอดรถเลียบทางเท้าและการถอยเข้าซองซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการหัดขับรถ
ตำแหน่งของรถยนต์เกียร์ธรรมดา บนหัวของเกียร์ธรรมดาจะมีตัวเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษกำกับอยู่ เกียร์ว่าง อยู่ตำแหน่งตรงกลางระหว่างเกียร์ 3 และ 4 พร้อมเกียร์ R หรือเกียร์ถอยหลัง
ในส่วนของแป้นควบคุมด้วยเท้า มีทั้งหมด 3 แป้นด้วยกัน ได้แก่
-แป้นเหยียบทางด้านซ้าย คือตำแหน่งของ คลัตช์
-แป้นเหยียบตรงกลาง คือตำแหน่งของ เบรก
-แป้นเหยียบทางด้านขวา คือตำแหน่งของ คันเร่ง
บางคนคิดว่าหัดขับรถยนต์เกียร์ธรรมดายุ่งยากจังเลย มือใหม่กับเกียร์กระปุกเป็นแบบนี้แทบทุกคน เพราะยังไม่รู้จังหวะการปล่อยคลัทซ์กับคันเร่ง อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย ผู้ชายก็เป็น วิธีแก้ไขง่าย ๆ คือขับบ่อย ๆ เท่านั้น มองหาถนนที่ขับง่าย ๆ รถน้อย ๆ แล้วขับวนไปวนมาบ่อย ๆ ให้ชินกับรถก่อน จอดขนานจอดเข้าซองเดินหน้าถอยหลังไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็คล่องเอง
วิธีขับรถเกียร์ธรรมดา เริ่มจากเหยียบคลัตช์ (แป้นเหยียบซ้าย) จนสุด พร้อมกับบิดกุญแจสตาร์ตเครื่องยนตร์ เลื่อนตำแหน่งเกียร์ไปที่เกียร์ 1 ค่อย ๆ ผ่อนแรงเท้าที่เหยียบคลัตช์ รถเริ่มไหลไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ใช้เท้าขวาค่อย ๆ กดคันเร่ง พร้อมกับปล่อยคลัตช์จนสุด สักพักเสียงเริ่มตื้อตัน ให้เปลี่ยนเกียร์ โดยการผ่อนเท้าที่เหยียบคันเร่ง เหยียบคลัตช์ให้สุด และเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ไปที่เกียร์ 2 ค่อย ๆ ผ่อนเท้าจากแป้นคลัตช์จนสุด พร้อมกับเหยียบคันเร่ง ทำแบบเดียวกันไปเรื่อย ๆ ทีละเกียร์ ถ้าต้องการจอดชะลอรถให้ช้าลงจนหยุดสนิทให้ปลดเกียร์ว่าง พร้อมทั้งดึงเบรกมือเพื่อป้องกันรถไหล
เพราะมือใหม่ยังไม่รู้จังหวะการปล่อยคลัทซ์กับคันเร่ง อาจทำให้เครื่องดับ ต้องขับบ่อย ๆ ให้ชิน แล้วจะรู้จังหวะเอง โดยเฉพาะขับเกียร์ธรรมดา จะยากตรงการออกตัวตอนรถอยู่บนเนินหรือบนสะพานไม่ให้รถไหลถอยหลัง และออกตัวไม่ให้เครื่องยนต์ดับ ฝึกออกตัวเป็นหลักพอชำนาญอีกหน่อยก็สบาย มือใหม่ก็กลายเป็นมือเก่าแล้ว
สมัยนี้หาคนหัดขับรถยนต์เกียร์ธรรมดายากเพราะส่วนใหญ่ขับแต่เกียร์อัตโนมัติหรือเกียร์ออโต้เพราะขับง่าย ขับสะดวกและไม่ซับซ้อน บางคนขับรถเป็นแต่เกียร์ออโต้พอจะให้ขับเกียร์ธรรมดาปรากฏว่า ขับไม่ได้ หลายคนจึงสนใจเรียนขับเกียร์ออโต้มากกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องการเหยียบแป้นคลัทช์เพื่อเข้าแต่ละเกียร์
ผู้ขับรถเพียงแต่เหยียบเบรกเก่อนเข้าเกียร์ D หรือ Drive จากนั้นค่อยปล่อยเบรกให้รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าแล้วแตะคันเร่งให้รถแล่นเท่านั้น โดยเกียร์ D จะมีด้วยกัน 3 เกียร์ ดังนี้
1.เกียร์ D1 หรือ L คือเกียร์ต่ำ เหมาะสำหรับเคลื่อนที่บนทางลาดชันมาก ขึ้นเนิน ขึ้นสะพาน หรือภูเขาสูง
2.เกียร์ D2 เหมาะสำหรับเคลื่อนที่บนทางลาดชันไม่มาก เช่น ทางขึ้นลานจอดในห้างสรรพสินค้า
3.เกียร์ D3 เหมาะสำหรับถนนที่ลานชันเล็กน้อย เช่น ทางขึ้นสะพาน
นอกจากนี้ยังมีเกียร์ P หรือ Park สำหรับจอดรถนิ่งสนิท ส่วนเกียร์ N หรือ Neutral คือเกียร์ว่าง สำหรับจอดรถชั่วคราวบนพื้นราบปกติ
ระบบเกียร์ออโต้ยังมีตำแหน่งเกียร์อื่น ๆ ได้แก่
แม้จะขับง่ายขึ้น แต่มือใหม่จำเป็นต้องเรียนรู้ว่ามีข้อควรระวังอย่างไรบ้างเพื่อไม่ให้เข้าเกียร์ผิดตำแหน่ง โดยเฉพาะการเหยียบเบรกทุกครั้งก่อนเข้าเกียร์ ต้องเข้าเกียร์ N ทุกครั้งที่จอดติดไฟแดง และขณะรถแล่นต้องระวังไม่เข้าเกียร์ว่างเด็ดขาด
หลายคนสงสัยว่าเกมแข่งรถสามารถช่วยพัฒนาการขับรถบนโลกจริงได้หรือไม่ ทุกวันนี้เกมแข่งรถยอดนิยมมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น บางเกมเพิ่มทักษะการรับรู้ รวมทั้งการทำงานได้หลายด้านพร้อมกันได้ คล้ายกับการหัดขับรถยนต์ที่จะต้องควบคุมหลายอย่างพร้อมกัน มือที่ต้องจับพวงมาลัยและเกียร์ ส่วนขาที่ต้องแตะเบรกหรือคันเร่ง ทำให้ร่างกายสามารถเรียนรู้ที่จะประสานงานระหว่างการทำงานของกล้ามเนื้อและภาพที่มองเห็นส่งไปยังสมองช่วยเพิ่มทักษะในการขับรถจริงได้เหมือนกัน ทั้งการบังคับเลี้ยวรถอย่างแม่นยำที่มากขึ้น นับเป็นวิธีฝึกขับรถให้เป็นเร็วอย่างหนึ่ง นำไปใช้ฝึกขับรถได้ดีแต่อาจมีแนวโน้มทำให้ทำผิดกฎจราจรได้มากขึ้นเช่นกัน
การขับรถนั้นไม่ยาก เลือกเกียร์ที่คุณต้องต้องการฝึกฝน เกียร์ธรรมดา หรือเกียร์ออโต้ ตั้งสติก่อนสตาร์ทรถ มีสติในการขับรถทุกขณะ ขับรถด้วยความรอบคอบเสมอ และเพื่อความอุ่นใจแนะนำเช็คเบี้ยประกันรถยนต์ กับบริษัทประกันที่น่าเชื่อถือ เช่น ที่ insurverse เป็นประกันรถออนไลน์ วันนี้พร้อมมอบความคุ้มครองทันทีหลังซื้อประกันรถยนต์ผ่านเว็บไซต์โดยตรง ซึ่งแนะนำสำหรับมือใหม่หัดขับควรทำ ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เพราะไม่ว่าจะเกิดความเสียหายใด ชนฟุตบาท ชนกำแพง เล็กน้อยหรือร้ายแรงก็จะได้รับความคุ้มครองตามแผนกรมธรรม์
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ในยามค่ำคืนหรือช่วงเวลาที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากฝนตกหนักและหมอกควัน ไฟหน้ารถยนต์ คืออุปกรณ์ความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของยานพาหนะ เพราะทำหน้าที่ส่องสว่างเส้นทางข้างหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสิ่งกีดขวาง ป้ายจราจร และคนเดินถนนได้อย่างชัดเจน สำหรับคนรักรถที่กำลังสงสัยว่า ไฟหน้ารถยนต์ในปัจจุบันมีกี่ประเภท? หลอด Halogen, LED และ Xenon แตกต่างกันอย่างไร? หากโคมไฟหน้าเหลืองขุ่นมัวจะแก้ไขได้อย่างไร? และมีข้อกฎหมายการเปลี่ยนไฟหน้ารถอย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย บทความนี้รวบรวมคำตอบฉบับสมบูรณ์มาให้คุณแล้ว ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่ประเภท? เปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดของแต่ละแบบ เทคโนโลยีไฟหน้ารถยนต์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก: 1. หลอดฮาโลเจน (Halogen): ไฟหน้ารถยนต์ดั้งเดิม ราคาประหยัด ทนทาน เป็นหลอดไฟมาตรฐานที่ใช้ในรถยนต์มาอย่างยาวนาน ทำงานโดยใช้ไส้หลอดทังสเตนบรรจุก๊าซฮาโลเจน ให้แสงสีเหลืองนวล (ประมาณ 3,000 – 4,300 Kelvin) มีข้อดีคือราคาถูก เปลี่ยนง่าย ทัศนวิสัยดีเมื่อขับลุยฝนหรือหมอกหนา แต่กินไฟและมีความร้อนสะสมสูง 2. หลอดซีนอน (HID / Xenon): สว่างสูง แสงพุ่งไกล แต่ต้องมีโปรเจกเตอร์ ทำงานโดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านก๊าซซีนอน ให้แสงสว่างมากกว่าหลอดฮาโลเจนถึง 2-3 เท่า… Continue reading ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่แบบ? เจาะลึก Halogen LED Xenon วิธีดูแลรักษา และกฎหมายดัดแปลงไฟหน้า
ในยุคที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวนและกระแสรักษ์โลกกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) ได้กลายมาเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมอันดับต้นๆ ของผู้ใช้รถในไทย เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานความประหยัดและความสะดวกสบายเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สำหรับคนที่กำลังวางแผนซื้อรถคันใหม่และสงสัยว่า รถยนต์ไฮบริดคืออะไร? ระบบไฮบริดแบบ HEV และ PHEV แตกต่างกันอย่างไร? ประหยัดน้ำมันจริงไหม? แบตเตอรี่ไฮบริดทนทานแค่ไหน? และมีแนวทางการเลือกซื้อประกันภัยอย่างไร บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกข้อมูลก่อนตัดสินใจ รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Car) คืออะไร? ทำงานอย่างไร หลักการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า ความแตกต่างระหว่าง HEV (Full Hybrid), PHEV (Plug-in Hybrid) และ MHEV (Mild Hybrid) ข้อดีและข้อจำกัดของรถยนต์ไฮบริดที่ควรรู้ก่อนซื้อ จุดเด่น: ประหยัดน้ำมัน อัตราเร่งออกตัวเงียบเรียบ ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ ข้อจำกัด: ค่าตัวรถเริ่มต้นสูงกว่า ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่และการซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ไฮบริดให้มีอายุการใช้งานยาวนาน การเลือกทำประกันภัยสำหรับรถยนต์ไฮบริด เนื่องจากรถยนต์ไฮบริดมีชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงและแบตเตอรี่ที่มีมูลค่า การเลือกทำ ประกันรถยนต์ ชั้น 1 ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งตัวรถ แบตเตอรี่ไฮบริด… Continue reading รถยนต์ไฮบริด คืออะไร? เจาะลึกข้อดี ข้อจำกัด การดูแลรักษา และความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจซื้อ
เมื่อมีการซื้อขายรถยนต์มือสอง การส่งมอบรถให้คนในครอบครัว หรือการรับมรดกรถยนต์ ขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือการ โอนรถยนต์ เพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ถือกกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถให้ถูกต้องตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวซื้อขายหรือส่งมอบรถ และสงสัยว่าการโอนรถยนต์ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์คิดอย่างไร? โอนตรงกับโอนลอยต่างกันอย่างไร? บทความนี้ได้รวบรวมคู่มือสรุปขั้นตอนการโอนรถยนต์แบบเข้าใจง่ายมาให้ครบถ้วนในที่เดียว การโอนรถยนต์ คืออะไร? มีกี่รูปแบบที่ควรรู้ 1. การโอนรถยนต์แบบโอนตรง (ไปทำเรื่องพร้อมกันที่สำนักงานขนส่ง) คือการที่ผู้โอน (ผู้ขาย) และผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) เดินทางไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์และนำรถเข้าตรวจสภาพพร้อมกัน ณ สำนักงานขนส่งทางบกที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่ เป็นวิธีที่ปลอดภัยและเสร็จสิ้นขั้นตอนทันที 2. การโอนลอย (เซ็นเอกสารมอบอำนาจให้ผู้ซื้อไปโอนเอง) และข้อควรระวัง คือการที่ผู้ขายเซ็นชื่อในแบบคำขอโอนและหนังสือมอบอำนาจ พร้อมมอบเล่มทะเบียนและสำเนาบัตรประชาชนให้ผู้ซื้อไปดำเนินการโอนเองในภายหลัง ข้อควรระวังสำหรับผู้ขายคือ หากผู้ซื้อไม่ยอมไปโอนรถและนำรถไปทำผิดกฎหมายหรือเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขายเดิมอาจยังต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนรถยนต์ เอกสารสำหรับผู้โอน (ผู้ขาย) เอกสารสำหรับผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) 4 ขั้นตอนการโอนรถยนต์ ณ สำนักงานขนส่งทางบก 1. ยื่นเอกสารและนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ อาคารตรวจสภาพรถ ขับรถยนต์เข้าช่องตรวจสภาพเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของหมายเลขตัวถัง หมายเลขเครื่องยนต์ และสภาพรถทั่วไป 2. ยื่นเรื่องขอโอนกรรมสิทธิ์และตรวจสอบความถูกต้อง นำผลตรวจสภาพพร้อมชุดเอกสารโอนรถยื่นที่เคาน์เตอร์ฝ่ายทะเบียน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและประเมินราคารถ 3.… Continue reading โอนรถยนต์ ต้องใช้อะไรบ้าง? สรุปขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าธรรมเนียมฉบับอัปเดต