vertical_align_top
keyboard_arrow_leftย้อนกลับ

ทำใบขับขี่อายุเท่าไหร่ สรุปเกณฑ์ตามกฎหมาย พร้อมขั้นตอนสอบ

schedule
share
ใบขับขี่รถยนต์ทำได้ตอนอายุเท่าไหร่

สำหรับวัยรุ่นหรือผู้ที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ การได้ขับรถยนต์ด้วยตนเองถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่เปิดโลกอิสรภาพและการเดินทาง แต่ก่อนที่จะสตาร์ทรถออกสู่ถนนสาธารณะได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งแรกที่ต้องมีคือ “ใบอนุญาตขับรถยนต์” หรือใบขับขี่ คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยคือ “ใบขับขี่รถยนต์ทําได้ตอนอายุเท่าไหร่” ต้องนับอายุแบบไหน และมีขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและคู่มือฉบับสมบูรณ์มาให้คุณแล้ว

ใบขับขี่รถยนต์ทำได้ตอนอายุเท่าไหร่ เช็กเกณฑ์อายุตามกฎหมายขนส่ง

ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ของกรมการขนส่งทางบก ได้ระบุเกณฑ์อายุขั้นต่ำของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวไว้อย่างชัดเจนว่า “ต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป” โดยจะนับแบบวันชนวันตามวันเดือนปีเกิดที่ระบุในบัตรประจำตัวประชาชน หากอายุยังไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ แม้จะขาดเพียงแค่วันเดียวก็ยังไม่สามารถยื่นคำขอทำใบขับขี่รถยนต์ได้

เปรียบเทียบเกณฑ์อายุในการทำใบขับขี่แต่ละประเภท

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เกณฑ์อายุของผู้ขอใบอนุญาตขับขี่ในยานพาหนะแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน ดังนี้

ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว

ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ เมื่อสอบผ่านจะได้รับใบขับขี่ชนิดชั่วคราวที่มีอายุการใช้งาน 2 ปี ก่อนจะสามารถเปลี่ยนเป็นใบขับขี่ชนิด 5 ปีได้ในภายหลัง

ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว

สำหรับรถจักรยานยนต์ กฎหมายอนุญาตให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถทำใบขับขี่ได้ แต่จะถูกจำกัดขนาดกระบอกสูบเครื่องยนต์ไม่เกิน 110 ซีซี จนกว่าจะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ จึงจะสามารถขับขี่รถจักรยานยนต์ความจุซีซีเกินกว่านั้นได้

ใบอนุญาตขับรถสาธารณะและรถบรรทุก

สำหรับผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพขับรถสาธารณะ (เช่น แท็กซี่ รถรับจ้าง) ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 22 ปีบริบูรณ์ และต้องเคยถือใบขับขี่ส่วนบุคคลมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ส่วนใบขับขี่ประเภทรถบรรทุกหรือรถเพื่อการขนส่งขนาดใหญ่ ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 หรือ 25 ปีขึ้นไปตามประเภทของใบอนุญาต

เอกสารจำเป็นและขั้นตอนการทำใบขับขี่รถยนต์ครั้งแรก

เมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว สามารถเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการสอบได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัคร

สิ่งที่ต้องเตรียมมีเพียง 2 อย่างหลัก ได้แก่

1. บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง (ที่ยังไม่หมดอายุ)

2. ใบรับรองแพทย์ฉบับจริง ตามแบบฟอร์มที่แพทยสภารับรอง ซึ่งมีอายุไม่เกิน 1 เดือนนับจากวันที่ออกเอกสาร

4 ขั้นตอนการสอบใบขับขี่จนได้รับบัตรจริง

ในปัจจุบันแนะนำให้จองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue โดยขั้นตอนที่สำนักงานขนส่งประกอบด้วย

1. ตรวจสอบเอกสารและทดสอบสมรรถภาพทางกายภาพ: ทดสอบตาบอดสี สายตาทางกว้าง-ลึก และปฏิกิริยาเท้าในการเหยียบเบรก

2. อบรมภาคทฤษฎี: รับชมวิดีโอและฟังบรรยายกฎจราจร มารยาทการขับขี่ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น (ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง)

3. สอบข้อเขียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-exam): ข้อสอบ 50 ข้อ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 90% (ผ่าน 45 ข้อขึ้นไป)

4. สอบขับรถภาคปฏิบัติ: ทดสอบ 3 ท่ามาตรฐาน ได้แก่ ท่าเดินหน้าและถอยหลังตรง, ท่าเทียบทางเท้า (ห่างไม่เกิน 25 ซม.) และท่าถอยหลังเข้าซอง

เมื่อผ่านทุกขั้นตอนแล้ว ชำระค่าธรรมเนียม 205 บาท ถ่ายรูปติดบัตร และรับใบขับขี่ชั่วคราว 2 ปีได้ทันที

ทำไมการมีใบขับขี่จึงสำคัญต่อการเคลมประกันรถยนต์

นอกจากการขับขี่อย่างถูกกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงโทษปรับแล้ว “ใบขับขี่” ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความคุ้มครองของประกันรถยนต์ เพราะตามเงื่อนไขกรมธรรม์มาตรฐาน หากผู้ขับขี่ “ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อนเลย” หรือมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ตนเองเป็นฝ่ายผิด บริษัทประกันภัยจะไม่คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถคันเอาประกันภัย (แต่ยังคงดูแลบุคคลภายนอกตามกฎหมาย) นอกจากนี้ รถยนต์ทุกคันยังต้องมีพ.ร.บ. รถยนต์ ภาคบังคับติดรถไว้เสมอเพื่อคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจากอุบัติเหตุ

check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย

© Copyright 2023 บริษัท อินชัวร์เวิร์ส จำกัด (มหาชน)