สำหรับสายรถที่ต้องขับกันทุกวัน เติมน้ำมันก็คงเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายหลักที่เลี่ยงไม่ได้ แต่รู้หรือเปล่าว่ามีบัตรเครดิตหลายใบที่ช่วยให้การเติมน้ำมันไม่ใช่แค่เรื่องของการจ่ายเงินแล้วขับออกไปเฉย ๆ เพราะบางใบให้เครดิตเงินคืน บางใบมีโปรโมชันเด็ด ๆ หรือแม้แต่สิทธิพิเศษในการใช้บริการต่าง ๆ ที่คาดไม่ถึง ยิ่งถ้าเลือกบัตรให้ตรงกับปั๊มที่ใช้งานบ่อย ก็จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ไม่น้อยเลย แถมบางบัตรยังมีประกันอุบัติเหตุหรือคุ้มครองการเดินทางอีกต่างหาก
แต่ถ้าอยากให้คุ้มไปอีกขั้น ลองพิจารณาเรื่องประกันภัยรถยนต์ด้วย เพราะ insurverse ให้คุณออกแบบความคุ้มครองเองได้ ไม่ต้องจ่ายเกินจำเป็น แถมซื้อตรงไม่ผ่านตัวแทน ถูกชัวร์อีกต่างหาก!
ถ้าชีวิตคุณวนเวียนอยู่กับปั๊มบางจาก บัตรเครดิตเติมน้ำมัน นี้ตอบโจทย์สุด ๆ ทุกครั้งที่เติมน้ำมัน จะได้รับเครดิตเงินคืน 1% เมื่อยอดชำระไม่เกิน 3,000 บาทต่อเซลสลิป เงินจะเข้าบัญชีในเดือนถัดไปแบบไม่ต้องลุ้น ฟรีค่าธรรมเนียมรายปีตลอดชีพ ไม่ต้องห่วงเรื่องโดนหักเงินรายปี รายได้ขั้นต่ำในการสมัครอยู่ที่ 15,000 บาท และอายุ 20 ปีขึ้นไป
นอกจากเงินคืนแล้ว ยังมีสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นประกันอุบัติเหตุการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงประกันกระเป๋าเดินทางหาย คุ้มครองการซื้อสินค้าออนไลน์วงเงินสูงสุด 200 ดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2568 และที่พิเศษคือคุ้มครองอุบัติเหตุสูงสุด 300,000 บาท นาน 90 วัน หลังเปิดใช้บัตรในช่วงโปรโมชันต้นปี 2567
ใครที่ชอบบัตร VISA บัตรเครดิตเติมน้ำมัน นี้จัดเต็มไม่แพ้กัน เติมน้ำมันบางจากก็รับเครดิตเงินคืน 1% เงื่อนไขเหมือนกับบัตร Mastercard ทุกประการ ฟรีค่าธรรมเนียมรายปี รายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท อายุ 20 ปีขึ้นไป
ความพิเศษอยู่ที่ประกันอุบัติเหตุการเดินทางสูงสุดถึง 8 ล้านบาท! ประกันกระเป๋าเดินทางเสียหายหรือหายได้วงเงินสูงสุด 40,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนยอดชำระสินค้าเป็นผ่อน 0.74% สูงสุด 10 เดือนผ่านแอป KTC Mobile หรือโทร 02 123 5000 กด 4 ได้เลย
บัตรเครดิตเติมน้ำมัน นี้ไม่ธรรมดา เพราะต้องได้รับการเชิญจากธนาคารเท่านั้น รายได้ขั้นต่ำต้องถึง 500,000 บาทต่อเดือน อายุผู้สมัครระหว่าง 20 – 60 ปี ค่าธรรมเนียมรายปี 39,055 บาท (ปีแรก 36,500 บาท) แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะสิทธิพิเศษที่ได้ถือว่าคุ้มค่ามาก!
เติมน้ำมันคาลเท็กซ์หรือเชลล์ รับเครดิตเงินคืนอัตโนมัติ 10% ไม่มีขั้นต่ำ แต่ถ้าใช้คะแนนสะสมแลกเครดิตเงินคืน จะได้คืนสูงสุดถึง 15% ที่คาลเท็กซ์ และ 12.5% ที่เชลล์ เงื่อนไขคือใช้คะแนน 3,200 คะแนนต่อเดือน สำหรับคนที่ขับรถบ่อย บัตรนี้ตอบโจทย์แน่นอน
สำหรับคนที่ชอบเติมน้ำมันที่ปั๊ม PTT หรือบางจาก บัตรเครดิตเติมน้ำมัน นี้คือของมันต้องมี ทุก 500 K Point สามารถแลกส่วนลดน้ำมันที่ PTT Station ได้ 100 บาท และทุก 1,000 K Point แลกส่วนลดที่ปั๊มบางจากได้อีก 100 บาท (โปรโมชันถึงสิ้นปี 2567)
ยังไม่หมด! ทุก 100 K Point แลกรับส่วนลด 20 บาทกับร้านค้าในเครือ OR ได้อีกด้วย แถมยังได้สิทธิ์เข้าใช้ Miracle Lounge ที่สนามบินสุวรรณภูมิถึง 9 จุด ใครที่เดินทางบ่อยจะต้องหลงรักบัตรนี้ รายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท ฟรีค่าธรรมเนียมปีแรก ปีถัดไปฟรีเมื่อมียอดใช้จ่าย 12 ครั้งต่อปี
บัตรเครดิตเติมน้ำมัน นี้เอาใจสายมูและสายเติมน้ำมันไปพร้อมกัน! เติมน้ำมันตั้งแต่ 800 บาทต่อเซลสลิป รับเครดิตเงินคืน 6% แบบจุก ๆ และยังได้เครดิตเงินคืน 4% เมื่อใช้จ่ายร้านอาหารตั้งแต่ 1,000 บาทต่อเซลสลิป (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท)
นอกจากนั้นยังได้สิทธิ์ซื้อ E-Voucher ใช้บริการ Dragon Pass Lounge ราคาพิเศษสูงสุด 6 ครั้งต่อปี ที่พิเศษคือรับคะแนนสะสม 5 เท่าในเดือนเกิด และ 2 เท่าเมื่อใช้จ่ายในหมวดโรงแรมและการบิน รายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 3,000 บาท คุ้มมากสำหรับคนที่ชอบเดินทางและดูดวงไปพร้อมกัน
บัตรเครดิตเติมน้ำมัน นี้เหมาะสำหรับสายบางจากตัวจริง เติมน้ำมันทุก 800 บาทต่อเซลสลิป รับเครดิตเงินคืน 3% ทุกครั้ง รายได้ขั้นต่ำ 70,000 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 4,280 บาท (ฟรีปีแรก)
นอกจากนี้ยังได้ Krungsri Point ทุกการใช้จ่าย 25 บาท และถ้าใช้จ่ายในห้างสรรพสินค้า ออนไลน์ หรือร้านอาหารที่ร่วมรายการ จะได้รับคะแนนสะสม 5 เท่า สามารถแลกคะแนนเท่ายอดใช้จ่ายเพื่อรับส่วนลดทันที 15% ที่ห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ ชำระเบี้ยประกันก็ยังรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 28,000 บาท
สิทธิพิเศษอื่น ๆ รวมถึงชมภาพยนตร์ที่เอ็มบาสซี ดิโพลแมทสกรีนพร้อมส่วนลดสูงสุด 50% และประกันอุบัติเหตุทั้งในและต่างประเทศวงเงินสูงสุด 20 ล้านบาท
สายคาลเท็กซ์ต้องไม่พลาดบัตรนี้! เติมน้ำมันครบ 700 บาทต่อเซลสลิป รับเครดิตเงินคืน 3% และถ้าชำระผ่าน CaltexGo จะได้เครดิตเงินคืนเพิ่มอีก 1% รวมเป็น 4% เต็ม ๆ รายได้ขั้นต่ำ 75,000 บาท ฟรีค่าธรรมเนียมรายปี
ทุกการใช้จ่าย 20 บาทจะได้รับ 1 คะแนน และเมื่อช้อปออนไลน์ทั่วโลกจะได้รับคะแนนสะสม X2 ค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงินต่างประเทศลดเหลือเพียง 1% จากปกติ 2.5% นอกจากนี้ยังมีบริการห้องรับรอง Airport Lounge 2 ครั้งต่อปี และประกันอุบัติเหตุการเดินทางวงเงินสูงสุด 16 ล้านบาท
บัตรนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบเติมน้ำมันบางจากและช้อปที่โลตัส เติมน้ำมันครบ 700 บาทต่อเซลสลิป รับเครดิตเงินคืน 3% (ไม่เกิน 3 ครั้งต่อรอบบัญชี) และยังได้เครดิตเงินคืน 5% จากยอดใช้จ่ายที่โลตัสและโลตัสออนไลน์ รายได้ขั้นต่ำ 30,000 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 1,200 บาท (ฟรีเมื่อมียอดใช้จ่ายครบ 200,000 บาทต่อปี)
ทุกการใช้จ่าย 20 บาท จะได้รับ 1 คะแนนโลตัส รีวอร์ด (ยกเว้นยอดใช้จ่ายบางประเภท) และคะแนนจะเปลี่ยนเป็นคูปองเงินสดโลตัสทุก 3 เดือน นอกจากนี้ยังมีประกันคุ้มครองการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์วงเงินสูงสุด 20,000 บาทต่อปี
ไม่ว่าคุณจะเป็นสายบางจาก ปตท. คาลเท็กซ์ หรือเชลล์ ก็มีบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์การใช้งานในแบบของคุณ เติมน้ำมันก็คุ้ม ช้อปปิ้งก็ได้คะแนนสะสม หรือแม้แต่ได้สิทธิพิเศษสำหรับการเดินทาง บัตรเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันอีกด้วย
และเมื่อเติมน้ำมันแล้ว อย่าลืมดูแลรถของคุณให้พร้อมเสมอ ด้วยประกันรถชั้น 1 จาก insurverse ที่คุณสามารถปรับแต่งแผนประกันเองได้ง่าย ๆ ทุกขั้นตอนออนไลน์ 100% ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง เห็นราคาชัดเจน จ่ายเท่าที่เห็น มั่นใจได้ว่ารถของคุณจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุดในทุกการเดินทาง
หลายบัตรเครดิตที่ออกแบบมาเพื่อการเติมน้ำมันมักจะฟรีค่าธรรมเนียมรายปี หรือมีเงื่อนไขการใช้จ่ายขั้นต่ำเพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียม ซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร
บัตรแต่ละใบมักจะมีพันธมิตรกับปั๊มน้ำมันเฉพาะ เช่น บัตรที่ให้เครดิตเงินคืนสำหรับการเติมที่ปั๊มบางจาก อาจไม่ให้สิทธิพิเศษเดียวกันกับปั๊มอื่น
ส่วนใหญ่เครดิตเงินคืนจะถูกโอนเข้าบัญชีในรอบบิลถัดไป หรือภายใน 30 วันหลังจากการทำรายการ
นอกจากเครดิตเงินคืน หลายบัตรยังมีสิทธิพิเศษเพิ่มเติม เช่น ส่วนลดร้านอาหาร คะแนนสะสมพิเศษ หรือการเข้าห้องรับรองพิเศษที่สนามบิน
บัตรบางใบอนุญาตให้เปลี่ยนยอดชำระค่าน้ำมันเป็นยอดผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ผ่านแอปพลิเคชันธนาคารหรือบริการออนไลน์
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ในยามค่ำคืนหรือช่วงเวลาที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากฝนตกหนักและหมอกควัน ไฟหน้ารถยนต์ คืออุปกรณ์ความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของยานพาหนะ เพราะทำหน้าที่ส่องสว่างเส้นทางข้างหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสิ่งกีดขวาง ป้ายจราจร และคนเดินถนนได้อย่างชัดเจน สำหรับคนรักรถที่กำลังสงสัยว่า ไฟหน้ารถยนต์ในปัจจุบันมีกี่ประเภท? หลอด Halogen, LED และ Xenon แตกต่างกันอย่างไร? หากโคมไฟหน้าเหลืองขุ่นมัวจะแก้ไขได้อย่างไร? และมีข้อกฎหมายการเปลี่ยนไฟหน้ารถอย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย บทความนี้รวบรวมคำตอบฉบับสมบูรณ์มาให้คุณแล้ว ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่ประเภท? เปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดของแต่ละแบบ เทคโนโลยีไฟหน้ารถยนต์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก: 1. หลอดฮาโลเจน (Halogen): ไฟหน้ารถยนต์ดั้งเดิม ราคาประหยัด ทนทาน เป็นหลอดไฟมาตรฐานที่ใช้ในรถยนต์มาอย่างยาวนาน ทำงานโดยใช้ไส้หลอดทังสเตนบรรจุก๊าซฮาโลเจน ให้แสงสีเหลืองนวล (ประมาณ 3,000 – 4,300 Kelvin) มีข้อดีคือราคาถูก เปลี่ยนง่าย ทัศนวิสัยดีเมื่อขับลุยฝนหรือหมอกหนา แต่กินไฟและมีความร้อนสะสมสูง 2. หลอดซีนอน (HID / Xenon): สว่างสูง แสงพุ่งไกล แต่ต้องมีโปรเจกเตอร์ ทำงานโดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านก๊าซซีนอน ให้แสงสว่างมากกว่าหลอดฮาโลเจนถึง 2-3 เท่า… Continue reading ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่แบบ? เจาะลึก Halogen LED Xenon วิธีดูแลรักษา และกฎหมายดัดแปลงไฟหน้า
ในยุคที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวนและกระแสรักษ์โลกกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) ได้กลายมาเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมอันดับต้นๆ ของผู้ใช้รถในไทย เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานความประหยัดและความสะดวกสบายเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สำหรับคนที่กำลังวางแผนซื้อรถคันใหม่และสงสัยว่า รถยนต์ไฮบริดคืออะไร? ระบบไฮบริดแบบ HEV และ PHEV แตกต่างกันอย่างไร? ประหยัดน้ำมันจริงไหม? แบตเตอรี่ไฮบริดทนทานแค่ไหน? และมีแนวทางการเลือกซื้อประกันภัยอย่างไร บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกข้อมูลก่อนตัดสินใจ รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Car) คืออะไร? ทำงานอย่างไร หลักการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า ความแตกต่างระหว่าง HEV (Full Hybrid), PHEV (Plug-in Hybrid) และ MHEV (Mild Hybrid) ข้อดีและข้อจำกัดของรถยนต์ไฮบริดที่ควรรู้ก่อนซื้อ จุดเด่น: ประหยัดน้ำมัน อัตราเร่งออกตัวเงียบเรียบ ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ ข้อจำกัด: ค่าตัวรถเริ่มต้นสูงกว่า ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่และการซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ไฮบริดให้มีอายุการใช้งานยาวนาน การเลือกทำประกันภัยสำหรับรถยนต์ไฮบริด เนื่องจากรถยนต์ไฮบริดมีชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงและแบตเตอรี่ที่มีมูลค่า การเลือกทำ ประกันรถยนต์ ชั้น 1 ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งตัวรถ แบตเตอรี่ไฮบริด… Continue reading รถยนต์ไฮบริด คืออะไร? เจาะลึกข้อดี ข้อจำกัด การดูแลรักษา และความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจซื้อ
เมื่อมีการซื้อขายรถยนต์มือสอง การส่งมอบรถให้คนในครอบครัว หรือการรับมรดกรถยนต์ ขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือการ โอนรถยนต์ เพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ถือกกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถให้ถูกต้องตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวซื้อขายหรือส่งมอบรถ และสงสัยว่าการโอนรถยนต์ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์คิดอย่างไร? โอนตรงกับโอนลอยต่างกันอย่างไร? บทความนี้ได้รวบรวมคู่มือสรุปขั้นตอนการโอนรถยนต์แบบเข้าใจง่ายมาให้ครบถ้วนในที่เดียว การโอนรถยนต์ คืออะไร? มีกี่รูปแบบที่ควรรู้ 1. การโอนรถยนต์แบบโอนตรง (ไปทำเรื่องพร้อมกันที่สำนักงานขนส่ง) คือการที่ผู้โอน (ผู้ขาย) และผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) เดินทางไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์และนำรถเข้าตรวจสภาพพร้อมกัน ณ สำนักงานขนส่งทางบกที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่ เป็นวิธีที่ปลอดภัยและเสร็จสิ้นขั้นตอนทันที 2. การโอนลอย (เซ็นเอกสารมอบอำนาจให้ผู้ซื้อไปโอนเอง) และข้อควรระวัง คือการที่ผู้ขายเซ็นชื่อในแบบคำขอโอนและหนังสือมอบอำนาจ พร้อมมอบเล่มทะเบียนและสำเนาบัตรประชาชนให้ผู้ซื้อไปดำเนินการโอนเองในภายหลัง ข้อควรระวังสำหรับผู้ขายคือ หากผู้ซื้อไม่ยอมไปโอนรถและนำรถไปทำผิดกฎหมายหรือเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขายเดิมอาจยังต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนรถยนต์ เอกสารสำหรับผู้โอน (ผู้ขาย) เอกสารสำหรับผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) 4 ขั้นตอนการโอนรถยนต์ ณ สำนักงานขนส่งทางบก 1. ยื่นเอกสารและนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ อาคารตรวจสภาพรถ ขับรถยนต์เข้าช่องตรวจสภาพเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของหมายเลขตัวถัง หมายเลขเครื่องยนต์ และสภาพรถทั่วไป 2. ยื่นเรื่องขอโอนกรรมสิทธิ์และตรวจสอบความถูกต้อง นำผลตรวจสภาพพร้อมชุดเอกสารโอนรถยื่นที่เคาน์เตอร์ฝ่ายทะเบียน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและประเมินราคารถ 3.… Continue reading โอนรถยนต์ ต้องใช้อะไรบ้าง? สรุปขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าธรรมเนียมฉบับอัปเดต