ในการดูแลรถยนต์ หลายคนอาจนึกถึงเรื่องใหญ่ ๆ เช่น การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง การตรวจเบรก หรือการต่อประกันรถยนต์เพื่อความคุ้มครอง แต่รู้ไหมว่าชิ้นส่วนเล็ก ๆ อย่าง “บูชคันเกียร์” ก็มีความสำคัญไม่น้อยเลยนะบูชคันเกียร์จริง ๆ แล้วก็คือปลอกยางเล็ก ๆ ที่ช่วยล็อกคันเกียร์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเวลาที่เราเปลี่ยนเกียร์ ถ้าเจ้าบูชชิ้นนี้เสื่อมหรือแตก เราอาจเข้าเกียร์ได้ยาก คันเกียร์หลวมโยกไปมา หรือมีเสียงดังผิดปกติขณะขับขี่ อาการเหล่านี้ไม่เพียงน่ารำคาญ แต่ยังอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับรถได้ด้วย
นอกจากนี้ ในด้านความปลอดภัย การมีความคุ้มครองจากประกันรถยนต์ดี ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน ใครที่กำลังมองหาประกันรถยนต์ที่คุ้มค่าและไม่แพง insurverse ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลย เพราะที่นี่คุณสามารถซื้อตรงกับบริษัทประกันภัยได้โดยไม่ต้องผ่านตัวแทน ซื้อตรง ถูกชัวร์ ทำให้เบี้ยประกันถูกกว่าการซื้อผ่านช่องทางอื่น ๆ เมื่อเราดูแลทั้งตัวรถและความคุ้มครองพร้อมแล้ว คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่าทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับบูชคันเกียร์มีอะไรบ้าง
บูชคันเกียร์ (Gear Shift Bushing) คือชิ้นส่วนเล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่มีบทบาทสำคัญมากในระบบเกียร์ของรถยนต์ มันมักทำจากวัสดุประเภทยางหรือพลาสติกยูรีเทน มีหน้าที่เป็นเหมือน ตัวรองรับและลดแรงสั่นสะเทือน ระหว่างคันเกียร์กับชุดเกียร์ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลไม่กระตุก และยังล็อกคันเกียร์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ ไม่เลื่อนหลุดง่ายๆ พูดง่ายๆ คือเจ้าบูชชิ้นจิ๋วนี้ทำให้เราขับรถเปลี่ยนเกียร์ได้ลื่นไหล ไม่ต้องออกแรงเยอะ และเกียร์เข้าตำแหน่งเป๊ะตามที่เราต้องการ
ลองนึกภาพว่าถ้าไม่มีบูชคันเกียร์ คันเกียร์โลหะจะแนบติดกับชุดเกียร์แข็งๆ เลย ซึ่งเวลาขับจะสั่นสะเทือนมาก เสียงดัง และเกียร์อาจเข้า ยากสุดๆ เพราะไม่มีตัวช่วยรองรับแรง แน่นอนว่าผู้ผลิตรถทุกเจ้าไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้น จึงต้องใส่บูชคันเกียร์มาให้ตั้งแต่ออกจากโรงงานนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้งานไประยะหนึ่ง บูชคันเกียร์ก็มีวันเสื่อมสภาพได้ ถ้าเจ้าบูชนี้เริ่มหลวม แตก หรือสึกหรอ ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา เช่น เข้าเกียร์ยากขึ้น หรือคันเกียร์โคลงเคลงผิดปกติ และถ้าแย่สุดๆ คือบูชแตกหายไปเลยจนไม่สามารถเข้าเกียร์ได้ (เกียร์หลุดว่างไปดื้อๆ) เพราะคันเกียร์ไม่ถูกยึดให้อยู่ตำแหน่งเดิม นั่นหมายความว่ารถคุณจะไปต่อไม่ได้จนกว่าจะซ่อมชิ้นส่วนนี้ ดังนั้นอย่าได้มองข้ามเจ้าชิ้นเล็กนี้เชียว
บูชคันเกียร์มีการผลิตจากวัสดุหลากหลาย โดยแต่ละแบบก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไป มาดูกันว่า วัสดุยอดฮิต ที่ใช้ทำบูชคันเกียร์มีอะไรบ้าง
บางรุ่นรถจะใช้บูชพลาสติก (เช่น ไนลอน หรือเดลริน) ซึ่งจริงๆ ก็จัดเป็นยูรีเทนเกรดแข็งแบบหนึ่ง ข้อดีคือ ไม่ต้องหล่อลื่นและทนต่อสิ่งสกปรก ใช้งานได้โอเคและราคาถูกมาก แต่ข้อเสียคือพลาสติกกรอบแตกได้เมื่ออายุเยอะๆ หรือโดนความร้อน/เคมีนานๆ เช่นเดียวกับบูชยาง
บูชที่แตกจะทำให้คันเกียร์ไม่เชื่อมต่อกับกลไกเกียร์อย่างมั่นคง ส่งผลให้เรา เข้าเกียร์ไม่ได้เลย หรือเกียร์หลุดจากตำแหน่งเดิม เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือทำให้รถจอดนิ่งไปต่อไม่ได้ ต้องรีบซ่อมด่วนๆ เลย
เมื่อไหร่ที่ควรเช็กหรือเปลี่ยนบูชคันเกียร์? สังเกตง่ายๆ จากอาการผิดปกติเหล่านี้
ส่วนรถเกียร์ออโต้ ถ้าบูชพังจะเกิดเคสที่เกียร์ค้างในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง เช่น ค้างที่เกียร์ถอยหลัง (R) เข้าเกียร์อื่นแล้วแต่รถยังถอยหลังอยู่ ไม่ยอมเปลี่ยนตาม อาการนี้อันตรายมากและรถจะใช้งานต่อไม่ได้เลย ต้องหยุดรถแล้วจัดการซ่อมทันที
ถ้ารถคุณมีอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่าปล่อยไว้เด็ดขาด! ควรนำรถเข้าศูนย์หรืออู่ให้ช่างตรวจเช็กบูชคันเกียร์ทันที เพราะหากบูชแตกกลางทาง รถอาจเกิดอาการเกียร์หลุดหรือเข้าเกียร์ไม่ได้ขึ้นมากะทันหัน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและสร้างความลำบากแบบสุดๆ ทางที่ดี เปลี่ยนบูชใหม่ก่อนที่จะพัง จะอุ่นใจกว่า
แม้บูชคันเกียร์จะเป็นอะไหล่ที่หลีกเลี่ยงการสึกหรอไปไม่ได้ (ใช้ไปนานๆ ก็ต้องเปลี่ยน) แต่เราก็มีวิธี ถนอมให้มันอยู่กับเราได้นานขึ้น และลดโอกาสพังกลางทางได้ ดังนี้
การดูแลเหล่านี้อาจฟังดูจุกจิกไปบ้าง แต่เชื่อเถอะว่าช่วยยืดอายุบูชคันเกียร์ของคุณได้แน่นอน และที่สำคัญคือช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เกียร์พังกลางทาง ต้องให้รถยกไปอู่ (เสียเวลาและค่าใช้จ่ายบานปลาย) สู้ลงทุนดูแลนิดๆ หน่อยๆ จะดีกว่า
หวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้จะทำให้เพื่อนๆ ได้รู้จัก บูชคันเกียร์ มากขึ้น เจ้าอะไหล่เล็กๆ ชิ้นนี้ถึงจะดูธรรมดาแต่ก็สำคัญไม่เบาเลยทีเดียว ครั้งหน้าถ้าเกียร์รถมีอาการแปลกๆ จะได้ไม่ตกใจ เพราะเราอาจแก้ไขได้ง่ายๆ แค่เช็ก บูชคันเกียร์ นี่แหละ
บูชคันเกียร์อาจเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ แต่ก็มีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้การเข้าเกียร์เป็นไปอย่างราบรื่นและแม่นยำ ดังนั้นเราควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น คันเกียร์หลวมหรือเข้าเกียร์ยาก หากเริ่มมีอาการเหล่านี้ก็ควรเปลี่ยนบูชคันเกียร์เพื่อป้องกันปัญหาระหว่างขับขี่และรักษาความปลอดภัยบนท้องถนน
แต่ต่อให้เราดูแลรถดีแค่ไหน อุบัติเหตุก็อาจเกิดขึ้นได้เสมออยู่ดี การมีประกันรถยนต์คอยคุ้มครองไว้จึงจำเป็นสำหรับความอุ่นใจ ใครที่ยังไม่มีประกันหรืออยากได้ความคุ้มครองที่คุ้มค่ากว่าเดิม ลองเข้าไปเช็กเบี้ยประกันรถยนต์กับ insurverse ได้เลย เพราะที่ insurverse คุณสามารถเช็กเบี้ยและเปรียบเทียบแผนประกันจากหลายบริษัทได้ง่าย ๆ ในที่เดียว แถมยังมีอู่ในเครือที่ให้คุณเข้าซ่อมได้เลยโดยไม่ต้องออกเงินก่อนด้วย ทำให้คุณอุ่นใจได้มากขึ้นแม้ในยามเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน
ส่วนใหญ่แล้ว บูชคันเกียร์จะต้องเปลี่ยนใหม่เพราะเป็นชิ้นส่วนที่เสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน หากบูชแค่หลวมอาจพอปรับตั้งได้ในบางกรณี แต่ถ้าฉีกขาดหรือสึกหรอจนเกินไปก็แนะนำให้เปลี่ยนใหม่ดีกว่า เพราะการซ่อมชั่วคราวอาจไม่ทนทานและส่งผลต่อการขับขี่
ได้ วิธีเบื้องต้นคือจับที่คันเกียร์แล้วลองโยกดู ถ้ารู้สึกว่าหลวมผิดปกติหรือมีเสียงก๊อกแก๊กเวลาเปลี่ยนเกียร์ อาจเป็นสัญญาณว่าบูชเริ่มเสื่อม อีกวิธีคือสังเกตว่าการเข้าเกียร์ยากขึ้นหรือมีแรงสั่นสะเทือนผิดปกติ ถ้ามีอาการเหล่านี้ แนะนำให้ให้ช่างตรวจสอบเพื่อความชัวร์
สามารถใช้ของตลาดได้ แต่ต้องเลือกที่มีคุณภาพดีและตรงรุ่นรถ ส่วนบูชแท้จากศูนย์จะให้ความมั่นใจในเรื่องอายุการใช้งานและความเข้ากันได้พอดี หากต้องการอัปเกรด อาจเลือกบูชยูรีเทนหรือทองเหลืองเพื่อความทนทานขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าฟีลลิ่งอาจแข็งกว่าบูชยางเดิม
โดยตรงอาจไม่มาก แต่ทางอ้อมมีแน่นอน! เพราะหากบูชเสียหายจนทำให้เข้าเกียร์ผิดพลาดหรือเกียร์ไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม อาจทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันสูงกว่าปกติได้ นอกจากนี้ หากเข้าเกียร์ได้ไม่แม่นยำ อาจต้องเร่งเครื่องบ่อยขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งก็ทำให้เปลืองน้ำมันมากขึ้น
ได้! ถ้าอยากให้บูชทนทานกว่าเดิม บูชยูรีเทนหรือบูชโลหะเป็นตัวเลือกที่ดี บูชยูรีเทนจะช่วยให้คันเกียร์แน่นขึ้น ไม่ย้วย แต่ยังมีความยืดหยุ่นอยู่ ส่วนบูชโลหะ (เช่น ทองเหลือง) จะให้ฟีลลิ่งคันเกียร์กระชับสุด ๆ แต่แรงสั่นสะเทือนอาจเพิ่มขึ้น หากเน้นขับขี่สบายเหมือนเดิม บูชยางแท้จากศูนย์ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) คือ รถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นคือ สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอกได้ ทำให้มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่ารถไฮบริดทั่วไป สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ในระยะทางที่กำหนด และเมื่อแบตเตอรี่หมด ก็จะสลับไปใช้น้ำมันผ่านเครื่องยนต์สันดาปโดยอัตโนมัติ ทำให้หมดกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จระหว่างทาง รถยนต์ PHEV ย่อมาจากอะไร? รถ PHEV ย่อมาจาก Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือที่คนไทยมักเรียกกันติดปากว่า “รถปลั๊กอินไฮบริด” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ตรงกลางระหว่างรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม และรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% (EV) โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อลดการปล่อยมลพิษ และเพิ่มความประหยัดน้ำมันให้ได้มากที่สุด หลักการทำงานของรถ PHEV เป็นอย่างไร? หลายคนที่กำลังสงสัยว่า รถ PHEV คือ รถที่ทำงานแบบไหน? อธิบายง่ายๆ คือ รถประเภทนี้จะมีทั้ง “ถังน้ำมัน” และ “ช่องเสียบชาร์จไฟ” โดยมีโหมดการขับเคลื่อนหลักๆ 2 รูปแบบ ดังนี้: การขับเคลื่อนด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน (EV… Continue reading รถ PHEV คืออะไร? สรุปข้อมูลรถปลั๊กอินไฮบริดที่คนอยากมีรถต้องรู้
เมื่อพูดถึงการซื้อรถมือสอง การทำประกันภัย หรือแม้กระทั่งการนำรถเข้าศูนย์บริการ คำศัพท์หนึ่งที่คุณจะได้ยินบ่อยๆ คือคำว่า “เลขตัวถัง” หรือ VIN Code หลายคนอาจสงสัยว่ารหัสยาวๆ เหล่านี้คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และเราจะ เช็คเลขตัวถัง ได้จากตรงไหนบ้าง? บทความนี้มีคำตอบแบบเจาะลึก ครบจบในที่เดียว เลขตัวถัง (VIN Code) สำคัญอย่างไร? เลขตัวถัง (Vehicle Identification Number หรือ VIN) หรือที่หลายคนเรียกว่า แชสซี (Chassis Number) คือ รหัสประจำตัวรถยนต์ที่มีจำนวน 17 หลัก ประกอบด้วยตัวเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษ เปรียบเสมือน “เลขบัตรประจำตัวประชาชน” ของรถคันนั้นๆ ซึ่งรถยนต์ทุกคันบนโลกจะมีรหัสนี้ไม่ซ้ำกันเลย ความสำคัญของเลขตัวถังมีดังนี้: วิธีอ่านเลขตัวถังรถยนต์ 17 หลัก บอกอะไรเราบ้าง? ตัวเลขและตัวอักษรทั้ง 17 หลักนั้นไม่ได้ถูกสุ่มขึ้นมา แต่แฝงความหมายที่เป็นมาตรฐานสากลไว้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ หลักที่ 1-3:… Continue reading เลขตัวถังรถยนต์ (VIN) คืออะไร? วิธีเช็คและตำแหน่งดูเลขตัวถัง
m flow จ่ายเงิน สามารถทำได้ง่ายๆ 2 รูปแบบหลัก คือ 1. สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก ระบบจะตัดเงินอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต/เดบิต หรือบัญชี M-Pass/Easy Pass และ 2. สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ mflowthai.com พิมพ์เลขทะเบียนรถ แล้วสร้าง QR Code เพื่อสแกนจ่ายผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) ได้ทันที โดยต้องชำระภายใน 7 วันหลังขับผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับสูงสุด 10 เท่า การขับขี่บนทางด่วนหรือมอเตอร์เวย์ด้วยความเร็วสูง นอกจากจะต้องศึกษาวิธีการใช้งาน M-Flow เพื่อความคล่องตัวแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการตรวจเช็กสภาพรถ และต่อพ.ร.บ. รถยนต์ ให้เรียบร้อย รวมถึงควรมีประกันภัยรถยนต์ ติดรถไว้ เพื่อความอุ่นใจคุ้มครองทุกอุบัติเหตุบนท้องถนน M-Flow คืออะไร? สิ่งที่ควรรู้ก่อนขับผ่านเลนขวา M-Flow (เอ็มโฟลว์) คือ ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (Free Flow) ของกรมทางหลวง ช่วยระบายรถบนหน้าด่านให้ลื่นไหล โดยใช้กล้อง… Continue reading m flow จ่ายเงิน อย่างไร? รวมวิธีชำระค่าผ่านทางอัปเดตล่าสุด