เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) ได้ประกาศรับความเห็นชอบพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ (ภาคสมัครใจ) รถยนต์สันดาป และ รถไฟฟ้า สำหรับลักษณะรถใช้ส่วนบุคคล ซึ่งส่งผลให้ในปี 2569
โดยมีบริษัทที่เข้าร่วมทั้งหมด 31 บริษัท มีผลตั้งแต่ปี 2568 และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากระบบเดิมอย่างชัดเจน คือ วิธีการคิดเบี้ยประกันและการให้ส่วนลด ซึ่งจะผูกกับข้อมูลผู้ขับขี่มากขึ้น เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของการใช้งานรถแต่ละคัน
ต้องระบุผู้ขับขี่อย่างน้อย 1 คน และสามารถระบุรายชื่อได้สูงสุดไม่เกิน 5 คน โดยหลักสำคัญของการคำนวณเบี้ยประกันภัยจะเปลี่ยนไปจากเดิม คือ การเปลี่ยนจากการให้ “ส่วนลดประวัติดี” (NCB) ที่ผูกติดกับ ตัวรถ/กรมธรรม์ ไปสู่ระบบใหม่ที่เรียกว่า”ส่วนลดตามระดับพฤติกรรมการขับขี่” ซึ่งจะผูกติดกับ ตัวผู้ขับขี่ (ตามเลขบัตรประชาชน/ใบขับขี่) บริษัทประกันจะนำข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่นี้ มาใช้ในการประเมินความเสี่ยงข้อดี : โอกาสได้รับส่วนลดเบี้ยประกันเพิ่มเติมจากการคำนวณแบบเดิม
การปรับเพิ่ม–ลดเบี้ยประกัน สำหรับ ประกันรถยนต์แบบระบุผู้ขับขี่ การปรับเบี้ยจะเกิดขึ้นในช่วงการต่ออายุกรมธรรม์ โดยบริษัทประกันจะตรวจสอบระดับพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ขับขี่ ที่ถูกระบุชื่อทุกคนในกรมธรรม์ และยินยอมเปิดเผยข้อมูล
การคิดคะแนนจาก “ระดับพฤติกรรมการขับขี่” (Driver Behavior Level) คือการประเมินประวัติการขับขี่ของผู้เอาประกันย้อนหลังโดยดูจากช่วงเวลาที่ ไม่มีอุบัติเหตุในกรณีที่เป็นฝ่ายผิดต่อเนื่อง ยิ่งขับดีต่อเนื่องนานเท่าไร ระดับก็จะสูงขึ้น และ ส่วนลดก็จะเพิ่มขึ้นตามระดับ โดยแบ่งเป็น 5 ระดับ (Level) เริ่มนับคะแนนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 ดังนี้
ระบบจะไม่พิจารณาเฉพาะผู้ขับขี่เพียงคนเดียว แต่จะพิจารณา ระดับพฤติกรรมการขับขี่ (Driver Behavior Level) ของ ผู้ขับขี่ทุกคนที่ถูกระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยจะยึดจากระดับพฤติกรรมการขับขี่ของคนที่ได้คะแนนน้อยสุด
ผู้ที่ขับรถเป็นประจำ ใช้รถคนเดียวหรือไม่กี่คน และมั่นใจในพฤติกรรมการขับขี่ของตนเอง เพราะยิ่งขับดีต่อเนื่อง เบี้ยประกันในอนาคตก็มีแนวโน้มถูกลง
ผู้เอาประกันสามารถเลือกไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ ซึ่งยังคงให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มครองตัวรถยนต์ที่เอาประกัน ความคุ้มครองต่อชีวิตของบุคคลภายในรถ, ความรับผิดต่อชีวิต และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก หรือความคุ้มครองอื่น ๆ ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่เลือกไว้
แต่สิ่งที่แตกต่างจากการระบุชื่อผู้ขับขี่ คือจะไม่ได้นำพฤติกรรมการขับขี่มาคำนวณส่วนลดปีต่ออายุ โดยจะเป็นการเฉลี่ยความเสี่ยงเหมือนระบบเดิม
รถที่มีผู้ขับขี่หลายคน รถครอบครัว หรือรถบริษัท ที่ไม่สามารถระบุผู้ขับหลักได้อย่างชัดเจน
จากเกณฑ์ใหม่ที่มีการประกาศในวันที่ 25 ธันวาคม 2567 เรื่องการระบุชื่อผู้ขับขี่ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)ได้มีการประกาศออกมาใหม่ว่า ให้สามารถเลือกระบุผู้ขับขี่ หรือไม่ระบุผู้ขับขี่ได้ โดยไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องระบุชื่อผู้ขับขี่ แต่เป็นการเพิ่มทางเลือก และสร้างความยุติธรรม เพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้ขับขี่มากขึ้น
ผู้ที่ขับรถอย่างปลอดภัย มีวินัย และใช้รถเป็นประจำ จะมีโอกาสจ่ายเบี้ยประกันถูกลง ขณะที่ผู้ที่ใช้รถหลายคนก็ยังสามารถเลือกแบบไม่ระบุผู้ขับขี่ได้ตามความเหมาะสม
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเลือกแบบประกันให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้รถจริง เพราะนั่นคือหัวใจของระบบประกันภัยรูปแบบใหม่ในอนาคต
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ในยามค่ำคืนหรือช่วงเวลาที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากฝนตกหนักและหมอกควัน ไฟหน้ารถยนต์ คืออุปกรณ์ความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของยานพาหนะ เพราะทำหน้าที่ส่องสว่างเส้นทางข้างหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสิ่งกีดขวาง ป้ายจราจร และคนเดินถนนได้อย่างชัดเจน สำหรับคนรักรถที่กำลังสงสัยว่า ไฟหน้ารถยนต์ในปัจจุบันมีกี่ประเภท? หลอด Halogen, LED และ Xenon แตกต่างกันอย่างไร? หากโคมไฟหน้าเหลืองขุ่นมัวจะแก้ไขได้อย่างไร? และมีข้อกฎหมายการเปลี่ยนไฟหน้ารถอย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย บทความนี้รวบรวมคำตอบฉบับสมบูรณ์มาให้คุณแล้ว ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่ประเภท? เปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดของแต่ละแบบ เทคโนโลยีไฟหน้ารถยนต์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก: 1. หลอดฮาโลเจน (Halogen): ไฟหน้ารถยนต์ดั้งเดิม ราคาประหยัด ทนทาน เป็นหลอดไฟมาตรฐานที่ใช้ในรถยนต์มาอย่างยาวนาน ทำงานโดยใช้ไส้หลอดทังสเตนบรรจุก๊าซฮาโลเจน ให้แสงสีเหลืองนวล (ประมาณ 3,000 – 4,300 Kelvin) มีข้อดีคือราคาถูก เปลี่ยนง่าย ทัศนวิสัยดีเมื่อขับลุยฝนหรือหมอกหนา แต่กินไฟและมีความร้อนสะสมสูง 2. หลอดซีนอน (HID / Xenon): สว่างสูง แสงพุ่งไกล แต่ต้องมีโปรเจกเตอร์ ทำงานโดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านก๊าซซีนอน ให้แสงสว่างมากกว่าหลอดฮาโลเจนถึง 2-3 เท่า… Continue reading ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่แบบ? เจาะลึก Halogen LED Xenon วิธีดูแลรักษา และกฎหมายดัดแปลงไฟหน้า
ในยุคที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวนและกระแสรักษ์โลกกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) ได้กลายมาเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมอันดับต้นๆ ของผู้ใช้รถในไทย เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานความประหยัดและความสะดวกสบายเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สำหรับคนที่กำลังวางแผนซื้อรถคันใหม่และสงสัยว่า รถยนต์ไฮบริดคืออะไร? ระบบไฮบริดแบบ HEV และ PHEV แตกต่างกันอย่างไร? ประหยัดน้ำมันจริงไหม? แบตเตอรี่ไฮบริดทนทานแค่ไหน? และมีแนวทางการเลือกซื้อประกันภัยอย่างไร บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกข้อมูลก่อนตัดสินใจ รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Car) คืออะไร? ทำงานอย่างไร หลักการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า ความแตกต่างระหว่าง HEV (Full Hybrid), PHEV (Plug-in Hybrid) และ MHEV (Mild Hybrid) ข้อดีและข้อจำกัดของรถยนต์ไฮบริดที่ควรรู้ก่อนซื้อ จุดเด่น: ประหยัดน้ำมัน อัตราเร่งออกตัวเงียบเรียบ ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ ข้อจำกัด: ค่าตัวรถเริ่มต้นสูงกว่า ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่และการซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ไฮบริดให้มีอายุการใช้งานยาวนาน การเลือกทำประกันภัยสำหรับรถยนต์ไฮบริด เนื่องจากรถยนต์ไฮบริดมีชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงและแบตเตอรี่ที่มีมูลค่า การเลือกทำ ประกันรถยนต์ ชั้น 1 ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งตัวรถ แบตเตอรี่ไฮบริด… Continue reading รถยนต์ไฮบริด คืออะไร? เจาะลึกข้อดี ข้อจำกัด การดูแลรักษา และความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจซื้อ
เมื่อมีการซื้อขายรถยนต์มือสอง การส่งมอบรถให้คนในครอบครัว หรือการรับมรดกรถยนต์ ขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือการ โอนรถยนต์ เพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ถือกกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถให้ถูกต้องตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวซื้อขายหรือส่งมอบรถ และสงสัยว่าการโอนรถยนต์ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์คิดอย่างไร? โอนตรงกับโอนลอยต่างกันอย่างไร? บทความนี้ได้รวบรวมคู่มือสรุปขั้นตอนการโอนรถยนต์แบบเข้าใจง่ายมาให้ครบถ้วนในที่เดียว การโอนรถยนต์ คืออะไร? มีกี่รูปแบบที่ควรรู้ 1. การโอนรถยนต์แบบโอนตรง (ไปทำเรื่องพร้อมกันที่สำนักงานขนส่ง) คือการที่ผู้โอน (ผู้ขาย) และผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) เดินทางไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์และนำรถเข้าตรวจสภาพพร้อมกัน ณ สำนักงานขนส่งทางบกที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่ เป็นวิธีที่ปลอดภัยและเสร็จสิ้นขั้นตอนทันที 2. การโอนลอย (เซ็นเอกสารมอบอำนาจให้ผู้ซื้อไปโอนเอง) และข้อควรระวัง คือการที่ผู้ขายเซ็นชื่อในแบบคำขอโอนและหนังสือมอบอำนาจ พร้อมมอบเล่มทะเบียนและสำเนาบัตรประชาชนให้ผู้ซื้อไปดำเนินการโอนเองในภายหลัง ข้อควรระวังสำหรับผู้ขายคือ หากผู้ซื้อไม่ยอมไปโอนรถและนำรถไปทำผิดกฎหมายหรือเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขายเดิมอาจยังต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนรถยนต์ เอกสารสำหรับผู้โอน (ผู้ขาย) เอกสารสำหรับผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) 4 ขั้นตอนการโอนรถยนต์ ณ สำนักงานขนส่งทางบก 1. ยื่นเอกสารและนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ อาคารตรวจสภาพรถ ขับรถยนต์เข้าช่องตรวจสภาพเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของหมายเลขตัวถัง หมายเลขเครื่องยนต์ และสภาพรถทั่วไป 2. ยื่นเรื่องขอโอนกรรมสิทธิ์และตรวจสอบความถูกต้อง นำผลตรวจสภาพพร้อมชุดเอกสารโอนรถยื่นที่เคาน์เตอร์ฝ่ายทะเบียน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและประเมินราคารถ 3.… Continue reading โอนรถยนต์ ต้องใช้อะไรบ้าง? สรุปขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าธรรมเนียมฉบับอัปเดต