สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
หนึ่งในคำถามที่เจ้าของรถหลายคนสงสัยคือ “เติมลมรถกระบะ ต้องเติมเท่าไหร่?” เพราะรถกระบะเป็นรถที่มีการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ทั้งการขับขี่ทั่วไปแบบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และการนำไปใช้บรรทุกสิ่งของ การรู้ค่ามาตรฐานของ ลมยางรถกระบะ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้ขับขี่ได้อย่างนุ่มนวล แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัย การประหยัดน้ำมัน และอายุการใช้งานของยางอีกด้วย วันนี้เรามีตารางแนะนำการเติมลมยางที่จำง่ายและใช้ได้จริงมาฝากกันครับ
การรักษาระดับ แรงดันลมยาง (PSI : ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน มีผลดีต่อรถกระบะของคุณใน 3 ด้านหลักๆ ดังนี้:
เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมและนำไปใช้งานได้ง่ายขึ้น เราได้สรุป ตารางเติมลมยางรถกระบะ ตามลักษณะการใช้งานไว้ด้านล่างนี้ครับ
หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นค่ามาตรฐานเบื้องต้น ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบคู่มือประจำรถ หรือสติ๊กเกอร์แนะนำแรงดันลมยางบริเวณเสาประตูฝั่งคนขับประกอบด้วย
รถกระบะตอนเดียวส่วนใหญ่มักถูกใช้งานในเชิงพาณิชย์ หรือการ เติมลมรถกระบะบรรทุกหนัก ดังนั้น แรงดันลมยางล้อหลังจึงต้องสูงกว่าปกติมาก เพื่อรองรับน้ำหนักและป้องกันไม่ให้แก้มยางย้วยจนเกิดอันตราย หากบรรทุกหนักเกิน 1 ตัน ล้อหลังอาจต้องเติมลมไปถึงระดับ 60-65 PSI (ขึ้นอยู่กับสเปกของยางที่ใช้)
สำหรับ ลมยางรถกระบะ 4 ประตู หรือรถแค็บที่ใช้งานแบบครอบครัว ไม่ได้บรรทุกของหนัก ให้ยึดเกณฑ์แรงดันที่ล้อหน้า 33-35 PSI และล้อหลัง 35-38 PSI ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งจะช่วยให้ระบบช่วงล่างซับแรงกระแทกได้ดี นั่งสบาย ไม่กระด้างจนเกินไป
นอกจากการดูตัวเลข PSI แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องนำมาคำนวณร่วมด้วยเพื่อให้การเติมลมสมบูรณ์แบบที่สุด
หากเป็นรถกระบะ 4 ประตูที่วิ่งรถเปล่าไม่มีสัมภาระ การเติมลม 40 PSI ทั้ง 4 ล้อถือว่าค่อนข้างแข็ง จะทำให้รถมีอาการกระด้างและทรงตัวได้แย่ลงในขณะเข้าโค้ง แต่ถ้าเป็นการเติมที่ล้อหลังเพื่อเตรียมบรรทุกของ ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสมครับ
คุณสามารถดูค่าลมยางมาตรฐานที่วิศวกรผู้ผลิตแนะนำได้จาก “คู่มือประจำรถ” หรือ “สติ๊กเกอร์บอกขนาดลมยาง” ซึ่งมักจะติดอยู่บริเวณเสาประตู (B-Pillar) ฝั่งคนขับ
ส่วนใหญ่จะไม่เท่ากันครับ สำหรับรถกระบะ ล้อหลังมักจะต้องเติมลมให้แข็งกว่าล้อหน้าเล็กน้อยเสมอ (ประมาณ 2-5 PSI) เพื่อเตรียมพร้อมรับน้ำหนักบรรทุกที่กระบะท้ายนั่นเอง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) คือ รถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นคือ สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอกได้ ทำให้มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่ารถไฮบริดทั่วไป สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ในระยะทางที่กำหนด และเมื่อแบตเตอรี่หมด ก็จะสลับไปใช้น้ำมันผ่านเครื่องยนต์สันดาปโดยอัตโนมัติ ทำให้หมดกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จระหว่างทาง รถยนต์ PHEV ย่อมาจากอะไร? รถ PHEV ย่อมาจาก Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือที่คนไทยมักเรียกกันติดปากว่า “รถปลั๊กอินไฮบริด” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ตรงกลางระหว่างรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม และรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% (EV) โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อลดการปล่อยมลพิษ และเพิ่มความประหยัดน้ำมันให้ได้มากที่สุด หลักการทำงานของรถ PHEV เป็นอย่างไร? หลายคนที่กำลังสงสัยว่า รถ PHEV คือ รถที่ทำงานแบบไหน? อธิบายง่ายๆ คือ รถประเภทนี้จะมีทั้ง “ถังน้ำมัน” และ “ช่องเสียบชาร์จไฟ” โดยมีโหมดการขับเคลื่อนหลักๆ 2 รูปแบบ ดังนี้: การขับเคลื่อนด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน (EV… Continue reading รถ PHEV คืออะไร? สรุปข้อมูลรถปลั๊กอินไฮบริดที่คนอยากมีรถต้องรู้
เมื่อพูดถึงการซื้อรถมือสอง การทำประกันภัย หรือแม้กระทั่งการนำรถเข้าศูนย์บริการ คำศัพท์หนึ่งที่คุณจะได้ยินบ่อยๆ คือคำว่า “เลขตัวถัง” หรือ VIN Code หลายคนอาจสงสัยว่ารหัสยาวๆ เหล่านี้คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และเราจะ เช็คเลขตัวถัง ได้จากตรงไหนบ้าง? บทความนี้มีคำตอบแบบเจาะลึก ครบจบในที่เดียว เลขตัวถัง (VIN Code) สำคัญอย่างไร? เลขตัวถัง (Vehicle Identification Number หรือ VIN) หรือที่หลายคนเรียกว่า แชสซี (Chassis Number) คือ รหัสประจำตัวรถยนต์ที่มีจำนวน 17 หลัก ประกอบด้วยตัวเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษ เปรียบเสมือน “เลขบัตรประจำตัวประชาชน” ของรถคันนั้นๆ ซึ่งรถยนต์ทุกคันบนโลกจะมีรหัสนี้ไม่ซ้ำกันเลย ความสำคัญของเลขตัวถังมีดังนี้: วิธีอ่านเลขตัวถังรถยนต์ 17 หลัก บอกอะไรเราบ้าง? ตัวเลขและตัวอักษรทั้ง 17 หลักนั้นไม่ได้ถูกสุ่มขึ้นมา แต่แฝงความหมายที่เป็นมาตรฐานสากลไว้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ หลักที่ 1-3:… Continue reading เลขตัวถังรถยนต์ (VIN) คืออะไร? วิธีเช็คและตำแหน่งดูเลขตัวถัง
m flow จ่ายเงิน สามารถทำได้ง่ายๆ 2 รูปแบบหลัก คือ 1. สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก ระบบจะตัดเงินอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต/เดบิต หรือบัญชี M-Pass/Easy Pass และ 2. สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ mflowthai.com พิมพ์เลขทะเบียนรถ แล้วสร้าง QR Code เพื่อสแกนจ่ายผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) ได้ทันที โดยต้องชำระภายใน 7 วันหลังขับผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับสูงสุด 10 เท่า การขับขี่บนทางด่วนหรือมอเตอร์เวย์ด้วยความเร็วสูง นอกจากจะต้องศึกษาวิธีการใช้งาน M-Flow เพื่อความคล่องตัวแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการตรวจเช็กสภาพรถ และต่อพ.ร.บ. รถยนต์ ให้เรียบร้อย รวมถึงควรมีประกันภัยรถยนต์ ติดรถไว้ เพื่อความอุ่นใจคุ้มครองทุกอุบัติเหตุบนท้องถนน M-Flow คืออะไร? สิ่งที่ควรรู้ก่อนขับผ่านเลนขวา M-Flow (เอ็มโฟลว์) คือ ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (Free Flow) ของกรมทางหลวง ช่วยระบายรถบนหน้าด่านให้ลื่นไหล โดยใช้กล้อง… Continue reading m flow จ่ายเงิน อย่างไร? รวมวิธีชำระค่าผ่านทางอัปเดตล่าสุด