สติ๊กเกอร์ที่ติดบนรถ ไม่ว่าจะเป็นสติ๊กเกอร์คลับ สติ๊กเกอร์โฆษณา หรือแม้แต่ฟิล์มใสกันรอย ถ้าติดไว้นาน ๆ แล้วจะลอกออกที บอกเลยว่าไม่ง่ายเหมือนตอนติดใหม่ ๆ เพราะกาวมันจะฝังแน่นกับผิวสีรถ แถมบางทียังทิ้งคราบเหนียว ๆ ไว้ให้ปวดหัวอีก ถ้าลอกไม่ถูกวิธี สีรถที่รักอาจเป็นรอยหรือซีดจางได้ง่าย ๆ เลยนะ
สำหรับคนที่รักรถแล้ว การดูแลผิวรถสำคัญไม่แพ้การเลือกประกันดี ๆ เพราะแม้จะดูแลรถดีแค่ไหน อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้ามี ประกันรถชั้น 3 จาก insurverse ที่ซื้อตรงไม่ผ่านตัวแทน จะปรับแผนยังไงก็ง่าย แถมราคายังถูกกว่าแบบไม่ต้องลุ้น
หลังจากลอกสติ๊กเกอร์เสร็จ ควรลงแว็กซ์หรือเคลือบสีรถทันที เพื่อป้องกันไม่ให้บริเวณที่ลอกสติ๊กเกอร์ซีดจางเร็วกว่าส่วนอื่น ๆ ของรถ การเคลือบสีจะช่วยให้ผิวรถเงางามและป้องกันรอยขีดข่วนได้ดีขึ้น
ถ้าลอกสติ๊กเกอร์เองแล้วเจอปัญหาอย่างเช่น สีรถเริ่มลอก คราบกาวไม่ยอมหลุด หรือไม่มั่นใจว่าจะทำได้โดยไม่ทำร้ายผิวรถ การไปหาช่างผู้เชี่ยวชาญอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะการซ่อมสีรถหลังจากพังเพราะลอกสติ๊กเกอร์ผิดวิธี อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าค่าลอกสติ๊กเกอร์โดยมืออาชีพหลายเท่า
การลอกสติ๊กเกอร์ออกจากรถไม่ใช่เรื่องยาก ถ้ารู้จักวิธีที่ถูกต้องและมีความอดทน แค่เตรียมอุปกรณ์ให้ครบ ลอกอย่างระมัดระวัง แล้วดูแลผิวรถให้ดีหลังลอกเสร็จ รถของคุณก็จะกลับมาเงาวับเหมือนใหม่ แต่ถึงจะลอกสติ๊กเกอร์ได้เนียนแค่ไหน ก็อย่าลืมว่าความเสี่ยงในการขับขี่ยังอยู่เสมอ ลองเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ออนไลน์ 100% จาก insurverse ที่ให้คุณปรับความคุ้มครองเองได้ตามใจ ไม่ต้องจ่ายเบี้ยเกินจำเป็น จะลอกสติ๊กเกอร์เองหรือลุยขับรถออกทริป ก็อุ่นใจได้ทุกเส้นทาง!
ควรขัดเคลือบสีรถทันทีเพื่อฟื้นฟูผิวรถและป้องกันการซีดจางเพิ่มเติม
ได้ แต่ควรตั้งความร้อนระดับกลางและเป่าห่างจากผิวรถประมาณ 5-10 ซม. เพื่อป้องกันความร้อนเกินไป
ใช้น้ำยาลอกสติ๊กเกอร์เฉพาะทางหรือแอลกอฮอล์ฉีดทิ้งไว้ก่อนเช็ดออกด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์
สติ๊กเกอร์ที่ใช้กาวแบบ removable adhesive ลอกง่ายและไม่ทิ้งคราบกาวหลังลอก
ไม่ได้ กระจกสามารถใช้ใบมีดโกนช่วยได้ แต่ตัวถังรถควรใช้บัตรพลาสติกบาง ๆ เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ในยามค่ำคืนหรือช่วงเวลาที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากฝนตกหนักและหมอกควัน ไฟหน้ารถยนต์ คืออุปกรณ์ความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของยานพาหนะ เพราะทำหน้าที่ส่องสว่างเส้นทางข้างหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสิ่งกีดขวาง ป้ายจราจร และคนเดินถนนได้อย่างชัดเจน สำหรับคนรักรถที่กำลังสงสัยว่า ไฟหน้ารถยนต์ในปัจจุบันมีกี่ประเภท? หลอด Halogen, LED และ Xenon แตกต่างกันอย่างไร? หากโคมไฟหน้าเหลืองขุ่นมัวจะแก้ไขได้อย่างไร? และมีข้อกฎหมายการเปลี่ยนไฟหน้ารถอย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย บทความนี้รวบรวมคำตอบฉบับสมบูรณ์มาให้คุณแล้ว ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่ประเภท? เปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดของแต่ละแบบ เทคโนโลยีไฟหน้ารถยนต์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก: 1. หลอดฮาโลเจน (Halogen): ไฟหน้ารถยนต์ดั้งเดิม ราคาประหยัด ทนทาน เป็นหลอดไฟมาตรฐานที่ใช้ในรถยนต์มาอย่างยาวนาน ทำงานโดยใช้ไส้หลอดทังสเตนบรรจุก๊าซฮาโลเจน ให้แสงสีเหลืองนวล (ประมาณ 3,000 – 4,300 Kelvin) มีข้อดีคือราคาถูก เปลี่ยนง่าย ทัศนวิสัยดีเมื่อขับลุยฝนหรือหมอกหนา แต่กินไฟและมีความร้อนสะสมสูง 2. หลอดซีนอน (HID / Xenon): สว่างสูง แสงพุ่งไกล แต่ต้องมีโปรเจกเตอร์ ทำงานโดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านก๊าซซีนอน ให้แสงสว่างมากกว่าหลอดฮาโลเจนถึง 2-3 เท่า… Continue reading ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่แบบ? เจาะลึก Halogen LED Xenon วิธีดูแลรักษา และกฎหมายดัดแปลงไฟหน้า
ในยุคที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวนและกระแสรักษ์โลกกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) ได้กลายมาเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมอันดับต้นๆ ของผู้ใช้รถในไทย เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานความประหยัดและความสะดวกสบายเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สำหรับคนที่กำลังวางแผนซื้อรถคันใหม่และสงสัยว่า รถยนต์ไฮบริดคืออะไร? ระบบไฮบริดแบบ HEV และ PHEV แตกต่างกันอย่างไร? ประหยัดน้ำมันจริงไหม? แบตเตอรี่ไฮบริดทนทานแค่ไหน? และมีแนวทางการเลือกซื้อประกันภัยอย่างไร บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกข้อมูลก่อนตัดสินใจ รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Car) คืออะไร? ทำงานอย่างไร หลักการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า ความแตกต่างระหว่าง HEV (Full Hybrid), PHEV (Plug-in Hybrid) และ MHEV (Mild Hybrid) ข้อดีและข้อจำกัดของรถยนต์ไฮบริดที่ควรรู้ก่อนซื้อ จุดเด่น: ประหยัดน้ำมัน อัตราเร่งออกตัวเงียบเรียบ ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ ข้อจำกัด: ค่าตัวรถเริ่มต้นสูงกว่า ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่และการซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ไฮบริดให้มีอายุการใช้งานยาวนาน การเลือกทำประกันภัยสำหรับรถยนต์ไฮบริด เนื่องจากรถยนต์ไฮบริดมีชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงและแบตเตอรี่ที่มีมูลค่า การเลือกทำ ประกันรถยนต์ ชั้น 1 ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งตัวรถ แบตเตอรี่ไฮบริด… Continue reading รถยนต์ไฮบริด คืออะไร? เจาะลึกข้อดี ข้อจำกัด การดูแลรักษา และความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจซื้อ
เมื่อมีการซื้อขายรถยนต์มือสอง การส่งมอบรถให้คนในครอบครัว หรือการรับมรดกรถยนต์ ขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือการ โอนรถยนต์ เพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ถือกกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถให้ถูกต้องตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวซื้อขายหรือส่งมอบรถ และสงสัยว่าการโอนรถยนต์ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์คิดอย่างไร? โอนตรงกับโอนลอยต่างกันอย่างไร? บทความนี้ได้รวบรวมคู่มือสรุปขั้นตอนการโอนรถยนต์แบบเข้าใจง่ายมาให้ครบถ้วนในที่เดียว การโอนรถยนต์ คืออะไร? มีกี่รูปแบบที่ควรรู้ 1. การโอนรถยนต์แบบโอนตรง (ไปทำเรื่องพร้อมกันที่สำนักงานขนส่ง) คือการที่ผู้โอน (ผู้ขาย) และผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) เดินทางไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์และนำรถเข้าตรวจสภาพพร้อมกัน ณ สำนักงานขนส่งทางบกที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่ เป็นวิธีที่ปลอดภัยและเสร็จสิ้นขั้นตอนทันที 2. การโอนลอย (เซ็นเอกสารมอบอำนาจให้ผู้ซื้อไปโอนเอง) และข้อควรระวัง คือการที่ผู้ขายเซ็นชื่อในแบบคำขอโอนและหนังสือมอบอำนาจ พร้อมมอบเล่มทะเบียนและสำเนาบัตรประชาชนให้ผู้ซื้อไปดำเนินการโอนเองในภายหลัง ข้อควรระวังสำหรับผู้ขายคือ หากผู้ซื้อไม่ยอมไปโอนรถและนำรถไปทำผิดกฎหมายหรือเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขายเดิมอาจยังต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนรถยนต์ เอกสารสำหรับผู้โอน (ผู้ขาย) เอกสารสำหรับผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) 4 ขั้นตอนการโอนรถยนต์ ณ สำนักงานขนส่งทางบก 1. ยื่นเอกสารและนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ อาคารตรวจสภาพรถ ขับรถยนต์เข้าช่องตรวจสภาพเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของหมายเลขตัวถัง หมายเลขเครื่องยนต์ และสภาพรถทั่วไป 2. ยื่นเรื่องขอโอนกรรมสิทธิ์และตรวจสอบความถูกต้อง นำผลตรวจสภาพพร้อมชุดเอกสารโอนรถยื่นที่เคาน์เตอร์ฝ่ายทะเบียน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและประเมินราคารถ 3.… Continue reading โอนรถยนต์ ต้องใช้อะไรบ้าง? สรุปขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าธรรมเนียมฉบับอัปเดต