รถซีดาน (Sedan) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า รถเก๋ง 4 ประตู คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีโครงสร้างตัวถังแยกสัดส่วนชัดเจนระหว่างห้องเครื่องยนต์ ห้องโดยสาร และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย (กระโปรงหลัง) รถประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นความสะดวกสบาย ความนุ่มนวลในการขับขี่ และมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ทำให้ยึดเกาะถนนได้ดี จึงกลายเป็นรถยนต์ประเภทที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดตลอดกาลสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
เหตุผลที่ยานยนต์ประเภทนี้ถูกเรียกว่ามีดีไซน์แบบ 3 กล่อง (3-Box Design) เป็นเพราะโครงสร้างรถถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักอย่างชัดเจน ได้แก่:
หลายคนมักสับสนระหว่างรถ Sedan และ Hatchback ความต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ กระโปรงท้าย
รถซีดานคือคำตอบที่ใช่สำหรับกลุ่มคนวัยทำงาน ครอบครัวขนาดเล็ก หรือผู้ที่เน้นการขับขี่ในเมืองและต้องการรถที่ขับสบาย จอดง่ายตามคอนโดมิเนียมหรือห้างสรรพสินค้า (ซึ่งหากคุณมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง การทำ [ประกันบ้านและคอนโด] ไว้ดูแลทรัพย์สินควบคู่ไปกับรถยนต์คันโปรด ก็ถือเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ดี)
ไม่ว่าคุณจะเลือกรถซีดานรุ่นไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับขี่คือความปลอดภัยบนท้องถนน เราขอแนะนำให้คุณทำประกันรถยนต์ชั้น 1 เพื่อคุ้มครองทุกความเสียหายของตัวรถ และที่ขาดไม่ได้ตามกฎหมายคือการต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ ให้เป็นปัจจุบันเสมอ
รถซีดาน คือรถเก๋ง 4 ประตูดีไซน์ 3 กล่องที่เน้นความสะดวกสบาย นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องการบรรทุกของชิ้นใหญ่หรือการลุยน้ำท่วม แต่ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ทำให้รถ Sedan ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ใช้รถในประเทศไทยเสมอมา
ขับลุยน้ำได้ในระดับตื้นๆ (ประมาณ 10-15 เซนติเมตร) แต่ไม่แนะนำให้ขับลุยน้ำลึกเป็นเวลานาน เนื่องจากตัวรถมีระดับความสูงจากพื้น (Ground Clearance) ต่ำกว่ารถกระบะหรือรถ SUV อาจทำให้น้ำเข้าเครื่องยนต์หรือห้องโดยสารได้
เหมือนกัน คำว่า “รถเก๋ง” เป็นคำที่คนไทยนิยมใช้เรียก รถซีดาน (Sedan) 4 ประตู นั่นเอง
เหมาะสมมาก โดยเฉพาะรถซีดานในกลุ่ม C-Segment และ D-Segment เนื่องจากมีการทรงตัวที่ดีเยี่ยม ลู่ลม และห้องโดยสารเงียบ ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเมื่อเดินทางไกล
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) คือ รถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นคือ สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอกได้ ทำให้มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่ารถไฮบริดทั่วไป สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ในระยะทางที่กำหนด และเมื่อแบตเตอรี่หมด ก็จะสลับไปใช้น้ำมันผ่านเครื่องยนต์สันดาปโดยอัตโนมัติ ทำให้หมดกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จระหว่างทาง รถยนต์ PHEV ย่อมาจากอะไร? รถ PHEV ย่อมาจาก Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือที่คนไทยมักเรียกกันติดปากว่า “รถปลั๊กอินไฮบริด” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ตรงกลางระหว่างรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม และรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% (EV) โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อลดการปล่อยมลพิษ และเพิ่มความประหยัดน้ำมันให้ได้มากที่สุด หลักการทำงานของรถ PHEV เป็นอย่างไร? หลายคนที่กำลังสงสัยว่า รถ PHEV คือ รถที่ทำงานแบบไหน? อธิบายง่ายๆ คือ รถประเภทนี้จะมีทั้ง “ถังน้ำมัน” และ “ช่องเสียบชาร์จไฟ” โดยมีโหมดการขับเคลื่อนหลักๆ 2 รูปแบบ ดังนี้: การขับเคลื่อนด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน (EV… Continue reading รถ PHEV คืออะไร? สรุปข้อมูลรถปลั๊กอินไฮบริดที่คนอยากมีรถต้องรู้
เมื่อพูดถึงการซื้อรถมือสอง การทำประกันภัย หรือแม้กระทั่งการนำรถเข้าศูนย์บริการ คำศัพท์หนึ่งที่คุณจะได้ยินบ่อยๆ คือคำว่า “เลขตัวถัง” หรือ VIN Code หลายคนอาจสงสัยว่ารหัสยาวๆ เหล่านี้คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และเราจะ เช็คเลขตัวถัง ได้จากตรงไหนบ้าง? บทความนี้มีคำตอบแบบเจาะลึก ครบจบในที่เดียว เลขตัวถัง (VIN Code) สำคัญอย่างไร? เลขตัวถัง (Vehicle Identification Number หรือ VIN) หรือที่หลายคนเรียกว่า แชสซี (Chassis Number) คือ รหัสประจำตัวรถยนต์ที่มีจำนวน 17 หลัก ประกอบด้วยตัวเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษ เปรียบเสมือน “เลขบัตรประจำตัวประชาชน” ของรถคันนั้นๆ ซึ่งรถยนต์ทุกคันบนโลกจะมีรหัสนี้ไม่ซ้ำกันเลย ความสำคัญของเลขตัวถังมีดังนี้: วิธีอ่านเลขตัวถังรถยนต์ 17 หลัก บอกอะไรเราบ้าง? ตัวเลขและตัวอักษรทั้ง 17 หลักนั้นไม่ได้ถูกสุ่มขึ้นมา แต่แฝงความหมายที่เป็นมาตรฐานสากลไว้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ หลักที่ 1-3:… Continue reading เลขตัวถังรถยนต์ (VIN) คืออะไร? วิธีเช็คและตำแหน่งดูเลขตัวถัง
m flow จ่ายเงิน สามารถทำได้ง่ายๆ 2 รูปแบบหลัก คือ 1. สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก ระบบจะตัดเงินอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต/เดบิต หรือบัญชี M-Pass/Easy Pass และ 2. สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ mflowthai.com พิมพ์เลขทะเบียนรถ แล้วสร้าง QR Code เพื่อสแกนจ่ายผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) ได้ทันที โดยต้องชำระภายใน 7 วันหลังขับผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับสูงสุด 10 เท่า การขับขี่บนทางด่วนหรือมอเตอร์เวย์ด้วยความเร็วสูง นอกจากจะต้องศึกษาวิธีการใช้งาน M-Flow เพื่อความคล่องตัวแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการตรวจเช็กสภาพรถ และต่อพ.ร.บ. รถยนต์ ให้เรียบร้อย รวมถึงควรมีประกันภัยรถยนต์ ติดรถไว้ เพื่อความอุ่นใจคุ้มครองทุกอุบัติเหตุบนท้องถนน M-Flow คืออะไร? สิ่งที่ควรรู้ก่อนขับผ่านเลนขวา M-Flow (เอ็มโฟลว์) คือ ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (Free Flow) ของกรมทางหลวง ช่วยระบายรถบนหน้าด่านให้ลื่นไหล โดยใช้กล้อง… Continue reading m flow จ่ายเงิน อย่างไร? รวมวิธีชำระค่าผ่านทางอัปเดตล่าสุด