ยางรถยนต์ขอบ 18 ถือเป็นยางอันดับ 1 ในใจของผู้ใช้รถหลายคน โดดเด่นด้วยคุณสมบัติของยางสมัยใหม่ที่นอกจากเรื่องสมรรถนะแล้ว ยังมีดีไซน์ทันสมัย เข้ากับรถยนต์แทบทุกประเภท แต่สำหรับเจ้าของรถมือใหม่ที่ยังไม่รู้ว่ายางขอบ 18 นั้นมีจุดเด่นในด้านใดบ้าง เหมาะกับรถประเภทไหน และควรเลือกซื้ออย่างไร วันนี้ insurverse มีคำตอบมาฝากกัน
ยางรถยนต์ขอบ 18 นั้นมีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์หลายอย่าง สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้รถได้หลากหลาย ดังนี้
ปัจจุบัน ยางรถยนต์ขอบ 18 ได้รับความนิยมใช้กับรถหลายประเภท โดยเฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคลขนาดกลางและขนาดใหญ่
ก่อนการเลือกซื้อยางรถยนต์ขอบ 18 สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจสอบให้แน่ใจว่ายางที่เลือกเป็นยางขอบ 18 หรือไม่ โดยดูจากสัญลักษณ์ “R18” บนแก้มยาง จากนั้นก็มาดูความกว้างและความสูงของแก้มยาง เช่น ยางขนาด 225/45R18 หมายความว่า หน้ายางกว้าง 225 มม., อัตราส่วนสูงของแก้มยางคิดเป็น 45 เปอร์เซ็นต์ของความกว้างหน้ายาง โดยทั่วไปแล้วการเลือกขนาดยางรถยนต์ควรเลือกยางที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานกับรถแต่ละคันได้ หรือหากไม่แน่ใจให้ปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรตัดสินใจเปลี่ยนขนาดยางด้วยตัวเองโดยพลการ
แม้ว่ายางรถยนต์ขอบ 18 จะมีความทนทานสูง มีอายุการใช้งานยาวนานกว่ายางขนาดเล็ก แต่ก็ยังต้องการการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ยางเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร โดยควรดูแลรักษาดังนี้
ไม่ควรบรรทุกสิ่งของน้ำหนักเกินกว่าค่าเฉลี่ยการรับน้ำหนักของยางที่กำหนดไว้ เพราะจะทำให้หน้ายางถูกกดทับอย่างรุนแรงจนเสื่อมสภาพและยังทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอีกด้วย
รถที่ลมยางอ่อนนอกจากจะทำให้ยางเสียหายได้ง่ายแล้ว ยังสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้นและยังส่งผลต่อสมดุลการทรงตัวของรถอีกด้วย
หลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนหรือเส้นทางขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ขับขี่อย่างนุ่มนวล ช่วยให้ยางใช้งานได้ยาวนาน ไม่เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร
การขับขี่ด้วยความเร็วสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน รวมถึงการเบรกแบบกะทันหัน มีส่วนทำให้ยางเสื่อมสภาพเร็ว และยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วย
ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับยางรถยนต์ขอบ 18 ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าจะช่วยให้ผู้ใช้รถทุกคนเลือกยางที่เหมาะกับรถของตัวเองได้ และสำหรับใครที่ยังเป็นกังวลเรื่องการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างขับขี่รถยนต์ การทำประกันภัยรถยนต์ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจในการใช้รถยนต์ให้คุณได้ อย่างเช่นการทำ ประกันชั้น 2+ ที่ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 เพียงแต่ต้องเป็นอุบัติเหตุกรณีรถชนรถและต้องมีคู่กรณีเท่านั้น โดยสามารถเปรียบเทียบความคุ้มครองและ เช็กค่าเบี้ยประกัน ก่อนตัดสินใจได้ที่เว็บไซต์ insurverse แม้จะอยู่ที่บ้านก็สามารถเลือกซื้อประกันได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) คือ รถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นคือ สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอกได้ ทำให้มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่ารถไฮบริดทั่วไป สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ในระยะทางที่กำหนด และเมื่อแบตเตอรี่หมด ก็จะสลับไปใช้น้ำมันผ่านเครื่องยนต์สันดาปโดยอัตโนมัติ ทำให้หมดกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จระหว่างทาง รถยนต์ PHEV ย่อมาจากอะไร? รถ PHEV ย่อมาจาก Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือที่คนไทยมักเรียกกันติดปากว่า “รถปลั๊กอินไฮบริด” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ตรงกลางระหว่างรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม และรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% (EV) โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อลดการปล่อยมลพิษ และเพิ่มความประหยัดน้ำมันให้ได้มากที่สุด หลักการทำงานของรถ PHEV เป็นอย่างไร? หลายคนที่กำลังสงสัยว่า รถ PHEV คือ รถที่ทำงานแบบไหน? อธิบายง่ายๆ คือ รถประเภทนี้จะมีทั้ง “ถังน้ำมัน” และ “ช่องเสียบชาร์จไฟ” โดยมีโหมดการขับเคลื่อนหลักๆ 2 รูปแบบ ดังนี้: การขับเคลื่อนด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน (EV… Continue reading รถ PHEV คืออะไร? สรุปข้อมูลรถปลั๊กอินไฮบริดที่คนอยากมีรถต้องรู้
เมื่อพูดถึงการซื้อรถมือสอง การทำประกันภัย หรือแม้กระทั่งการนำรถเข้าศูนย์บริการ คำศัพท์หนึ่งที่คุณจะได้ยินบ่อยๆ คือคำว่า “เลขตัวถัง” หรือ VIN Code หลายคนอาจสงสัยว่ารหัสยาวๆ เหล่านี้คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และเราจะ เช็คเลขตัวถัง ได้จากตรงไหนบ้าง? บทความนี้มีคำตอบแบบเจาะลึก ครบจบในที่เดียว เลขตัวถัง (VIN Code) สำคัญอย่างไร? เลขตัวถัง (Vehicle Identification Number หรือ VIN) หรือที่หลายคนเรียกว่า แชสซี (Chassis Number) คือ รหัสประจำตัวรถยนต์ที่มีจำนวน 17 หลัก ประกอบด้วยตัวเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษ เปรียบเสมือน “เลขบัตรประจำตัวประชาชน” ของรถคันนั้นๆ ซึ่งรถยนต์ทุกคันบนโลกจะมีรหัสนี้ไม่ซ้ำกันเลย ความสำคัญของเลขตัวถังมีดังนี้: วิธีอ่านเลขตัวถังรถยนต์ 17 หลัก บอกอะไรเราบ้าง? ตัวเลขและตัวอักษรทั้ง 17 หลักนั้นไม่ได้ถูกสุ่มขึ้นมา แต่แฝงความหมายที่เป็นมาตรฐานสากลไว้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ หลักที่ 1-3:… Continue reading เลขตัวถังรถยนต์ (VIN) คืออะไร? วิธีเช็คและตำแหน่งดูเลขตัวถัง
m flow จ่ายเงิน สามารถทำได้ง่ายๆ 2 รูปแบบหลัก คือ 1. สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก ระบบจะตัดเงินอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต/เดบิต หรือบัญชี M-Pass/Easy Pass และ 2. สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ mflowthai.com พิมพ์เลขทะเบียนรถ แล้วสร้าง QR Code เพื่อสแกนจ่ายผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) ได้ทันที โดยต้องชำระภายใน 7 วันหลังขับผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับสูงสุด 10 เท่า การขับขี่บนทางด่วนหรือมอเตอร์เวย์ด้วยความเร็วสูง นอกจากจะต้องศึกษาวิธีการใช้งาน M-Flow เพื่อความคล่องตัวแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการตรวจเช็กสภาพรถ และต่อพ.ร.บ. รถยนต์ ให้เรียบร้อย รวมถึงควรมีประกันภัยรถยนต์ ติดรถไว้ เพื่อความอุ่นใจคุ้มครองทุกอุบัติเหตุบนท้องถนน M-Flow คืออะไร? สิ่งที่ควรรู้ก่อนขับผ่านเลนขวา M-Flow (เอ็มโฟลว์) คือ ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (Free Flow) ของกรมทางหลวง ช่วยระบายรถบนหน้าด่านให้ลื่นไหล โดยใช้กล้อง… Continue reading m flow จ่ายเงิน อย่างไร? รวมวิธีชำระค่าผ่านทางอัปเดตล่าสุด