แบตเตอรี่รถยนต์นอกจากจำแนกประเภทตามลักษณะภายนอก ได้แก่ 1.แบตเตอรี่ขั้วจม และ 2. แบตเตอรี่ขั้วลอยแล้ว ก็ยังแบ่งกลุ่มของแบตเตอรี่ตามการใช้งานอีก ซึ่งประกอบไปด้วย 1.แบตเตอรี่รถยนต์แบบแห้ง 2.แบตเตอรี่แบบน้ำ และ 3.แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง โดยแบตเตอรี่แบบแห้ง ได้รับความนิยมอย่างสูงจากคนรุ่นใหม่ เพราะมีข้อดีมากมาย โดยจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลยดีกว่า
ปัญหาใหญ่ของผู้ขับขี่รถยนต์ คือ น้ำกลั่นแห้ง เพราะทำให้สตาร์ทรถไม่ติด ต้องแก้ปัญหาด้วยการรีบเติมน้ำกลั่นใหม่ และมักจะหาน้ำกลั่นไม่ได้ง่าย ๆ ด้วย หลายคนจึงเลือกเติมด้วยน้ำเปล่าแทน ก็ยิ่งส่งผลให้สภาพแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมไปอีก แต่ถ้าใช้แบตเตอรี่รถยนต์แบบแห้ง ก็ไม่ต้องเจอกับปัญหาน้ำกลั่นหมดอีกต่อไป เพราะติดตั้งแล้วไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเลย ในขณะที่แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้งต้องเติมน้ำกลั่นทุกๆ 6 เดือน ส่วนแบตเตอรี่แบบน้ำต้องเติมน้ำกลั่นอย่างสม่ำเสมอ
แบตเตอรี่แบบแห้งส่วนมากเป็นแบตเตอรรี่ชนิดขั้วจม จึงมีแรงสตาร์ท (ค่า CCA) สูงกว่าแบตเตอรี่ประเภทอื่น ทำให้สตาร์ทรถได้เร็วกว่ารถยนต์ที่ใช้งานแบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง และแบตเตอรี่แบบน้ำ
ด้วยความที่แบตเตอรี่แบบแห้งไม่มีช่องเติมน้ำกลั่น ทำให้มีโอกาสเจอกับปัญหาแบตเตอรี่ขี้เกลือขึ้นได้น้อย จึงไม่ต้องคอยหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำ เพราะถ้าไม่ทำความสะอาดขี้เกลือที่เกาะอยู่บริเวณขั้วแบตเตอรี่ จะทำให้รถยนต์สตาร์ทติดยากกว่าเดิม
ก่อนซื้อแบตเตอรี่รถยนต์ควรเช็กก่อนว่าเป็นแบตเตอรี่ที่ได้รับมาตรฐานของมอก. และมีประกันแบตเตอรี่แถมมาให้เป็นบริการหลังการขายด้วยหรือไม่ ซึ่งเงื่อนไขของประกันแบตเตอรี่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ผลิต โดยมีตั้งแต่ประกัน 1 ปี ประกัน 12 – 18 เดือน หรือคุ้มครองตามระยะทางที่รถยนต์ใช้งาน เช่น คุ้มครองแบตเตอรี่จนถึงระยะทางครบ 70,000 กิโลเมตร เป็นต้น
ผู้ขับขี่รถยนต์หน้าใหม่มักเข้าใจว่าแบตเตอรี่รถยนต์สามารถใช้งานได้กับรถยนต์ทุกยี่ห้อ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะว่าแบตเตอรี่รถยนต์ออกแบบมาให้ใช้งานได้กับขนาดเครื่องยนต์ตามที่กำหนด ยิ่งรถยนต์ที่มีขนาด CC มาก ก็ควรเลือกแบตเตอรี่รถยนต์ที่กำลังไฟสูง
หลังจากทราบกันไปแล้วว่าแบตเตอรี่รถยนต์แบบแห้งมีข้อดีอะไรบ้าง ก่อนออกเดินทางทุกครั้งควรตรวจเช็กสภาพอุปกรณ์รถยนต์ให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และควรตรวจสอบอายุพ.ร.บ.รถยนต์ด้วย เพราะมีหลายคนลืมทำเรื่องต่ออายุพ.ร.บ. ทำให้เวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่สามารถทำเรื่องเคลมขอรับค่าเสียหายได้
ถ้าสนใจซื้อ พ.ร.บ. รถยนต์ และซื้อประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ ขอแนะนำ insurverse บริการประกันภัยครบวงจร ที่เสนอโปรโมชันราคาประหยัด ตั้งแต่ประกันรถยนต์ชั้น 1 ไปถึง ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ หรือชั้น 3 มาพร้อมกับแพ็กเกจหลากหลาย ที่ใช่สำหรับรถยนต์ของคุณ เช็กเบี้ยประกันรถยนต์ที่นี่!
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ