เมื่อขับขี่รถยนต์ไปสัก 6 เดือน หรือขับขี่ได้ระยะทาง 10,000 กิโลเมตร ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ เพื่อลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ ไม่อย่างนั้นแล้วจะส่งผลให้รถยนต์กินน้ำมันเวลาขับขี่มากขึ้น พร้อมทั้งเกิดเสียงดังรบกวน แต่สำหรับรถที่มีอายุการใช้งานเกิน 10 ปีขึ้นไป การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอย่างเดียวก็อาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้ตัวช่วยที่เรียกว่า “น้ำมันฟลัชชิ่ง”
น้ำมันฟลัชชิ่งมีลักษณะใส ๆ ทำหน้าที่ชะล้างคราบสกปรกที่เกิดจากตะกอนของน้ำมันเครื่องเก่าออกไป สาเหตุที่ต้องใช้น้ำมันฟรัชชิ่งเป็นเพราะว่าเครื่องยนต์เก่าที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน จะมีตะกอนคราบน้ำมันที่เกิดจากการเผาไหม้จับตัวกันหนามาก ทำให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเท่าไหร่ ก็ไม่ช่วยให้สภาพเครื่องยนต์กลับมาเหมือนใหม่
แต่เมื่อเทน้ำยาฟลัชชิ่งเข้าไปในเครื่องยนต์แล้ว ย่อมช่วยลดคราบตะกอนที่เกาะตัวอยู่ ทำให้เมื่อเทน้ำมันเครื่องใหม่เข้าไป จะรู้สึกว่าขับขี่ลื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก่อนเทน้ำยาฟรัชชิ่งควรคำนวณความจุน้ำมันเครื่องรถยนต์เสียก่อนว่ามีปริมาณกี่ลิตร เพื่อคำนวณปริมาณน้ำมันฟรัชชิ่งถูกว่า ต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมกับสภาพเครื่องยนต์มากที่สุด เพราะหากใช้น้ำยาฟรัชชิ่งน้อยเกินไป ก็อาจทำให้คราบตะกอนที่ค้างสะสมอยู่ออกไม่หมดนั่นเอง
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถยนต์สตาร์ทไม่ติดนอกจากแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมสภาพ คือ ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงเก่า เนื่องจากอุปกรณ์ชิ้นนี้ทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกที่มากับน้ำมันดีเซล ถ้าไส้กรองดังกล่าวใช้งานนานเกินไป จะทำให้ไม่สามารถกรองเศษตะกั่ว หรือคราบสกปรกได้ดีเท่าที่ควร และคราบสกปรกเหล่านี้ก็จะเข้าไปด้านใน ส่งผลให้เครื่องยนต์เก่าเร็วขึ้นอีกด้วย
แผ่นกรองอากาศทำหน้าที่กรองสิ่งไม่พึงประสงค์ที่จะเข้าสู่เครื่องยนต์ ยิ่งมีสิ่งสกปรกเข้าสู่เครื่องยนต์มากเท่าไหร่ น้ำมันเครื่องยิ่งเก่าเร็วขึ้นเท่านั้น ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้แผ่นกรองอากาศเก่าเกินไป โดยแนะนำให้เริ่มเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศใหม่เมื่อขับขี่มาแล้วประมาณ 15,000 กิโลเมตรขึ้นไป
หลังจากใช้น้ำมันฟลัชชิ่งจนทำให้เครื่องยนต์ของรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกินกว่า 10 ปีกลับมาใสสะอาดเหมือนใหม่แล้ว ทั้งนี้สำหรับรถยนต์ที่ผ่านการใช้มาเป็นเวลานาน ก็อย่าลืมตรวจสภาพที่ศูนย์ตรอ.ใกล้บ้านด้วย ไม่อย่างนั้นแล้วจะไม่สามารถชำระภาษีรถยนต์ประจำปีได้ ทำให้เสียสิทธิ์ที่ควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและส่งผลถูกค่าปรับไปถึงระงับทะเบียนได้
อย่างไรก็ตามหากต้องการต่อ พ.ร.บ.ออนไลน์ ก็ซื้อได้ที่เว็บไซต์ insurverse ซึ่งได้จัดโปรโมชัน พ.ร.บ.รถเก๋ง รถตู้ และรถกระบะในราคาประหยัด และคุ้มค่ามากมาย รวมถึงซื้อประกันรถยนต์ภาคสมัครใจได้ ทั้งประกันรถยนต์ชั้น 1, ประกันรถยนต์ชั้น 2+, 3 และ 3+ เช็กเบี้ยประกันรถยนต์ที่นี่!
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ