vertical_align_top
keyboard_arrow_leftย้อนกลับ
รางน้ำฝน เลือกแบบไหนดี? ฝนล้นเข้าบ้าน เคลมประกันได้ไหม?

รางน้ำฝน เลือกแบบไหนดี? ฝนล้นเข้าบ้าน เคลมประกันได้ไหม?

schedule
share

รางน้ำฝน เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยรองรับน้ำฝนจากหลังคา แล้วระบายลงท่อระบายน้ำหรือบ่อพักโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลกระเซ็นลงบริเวณขอบหลังคาและตัวบ้าน การไม่มีรางน้ำฝนหรือติดตั้งไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ตั้งแต่ผนังบ้านเปียกจนเกิดเชื้อราไปจนถึงโครงสร้างทรุดตัวจากการกัดเซาะของน้ำ

นอกจากการเตรียมรางน้ำฝนแล้ว อย่าลืม เช็กเบี้ยประกันบ้านและคอนโด เพื่อให้มั่นใจได้ว่า หากวันไหนฝนตกจนเกิดภัยพิบัติและส่งผลอันตราย

ติดตั้งรางน้ำฝนที่ไหนได้บ้าง?

รางน้ำฝนไม่ได้มีแค่สำหรับหลังคาบ้านเท่านั้น ยังสามารถติดตั้งในพื้นที่อื่น ๆ ได้ด้วย เช่น

  • โรงจอดรถ ช่วยป้องกันน้ำฝนไหลลงมาโดนรถโดยตรง
  • กันสาด ป้องกันน้ำกระเซ็นจากกันสาดลงพื้นบ้าน
  • ระเบียงชั้นบน ลดปัญหาน้ำไหลลงมาตามขอบระเบียงจนทำให้เกิดคราบน้ำ

ปัญหาที่พบบ่อยของรางน้ำฝน และวิธีแก้ไข

แม้จะติดตั้งรางน้ำฝนแล้ว แต่ก็ยังต้องมีการดูแลรักษาเพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่:

  • น้ำล้นราง เกิดจากเศษใบไม้ ขยะ หรือสิ่งสกปรกอุดตัน วิธีแก้คือ ควรทำความสะอาดรางน้ำฝนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
  • รางรั่ว อาจเกิดจากสนิม กาวซิลิโคนเสื่อมสภาพ หรือรอยต่อหลวม แก้ได้โดยใช้ซิลิโคนกันน้ำอุดรอยรั่ว หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหาย
  • รางน้ำฝนเอียงผิดมุม ทำให้น้ำไม่ไหลลงท่อระบายน้ำตามปกติ ควรปรับระดับรางให้มีความลาดเอียงที่เหมาะสม

เคล็ดลับดูแลรักษารางน้ำฝนให้ใช้งานได้นาน

  • หมั่นตรวจสอบเศษใบไม้และสิ่งสกปรกในรางเป็นประจำ
  • ตรวจเช็ครอยรั่ว และซ่อมแซมทันทีเมื่อพบปัญหา
  • ทาสีกันสนิมหากใช้รางน้ำฝนโลหะ
  • หลีกเลี่ยงการวางของหนักบนรางน้ำฝน เพราะอาจทำให้รางเสียหายหรือบิดเบี้ยว

ประเภทของรางน้ำฝน เลือกแบบไหนให้เหมาะกับบ้าน?

รางน้ำฝนมีให้เลือกหลายประเภท โดยแต่ละแบบมีคุณสมบัติเฉพาะที่ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน มาดูกันว่ามีแบบไหนบ้าง และควรเลือกใช้แบบไหน

1. รางน้ำฝนไวนิล

เป็นรางน้ำฝนที่ทำจากพลาสติกคุณภาพสูง มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และไม่เป็นสนิม จุดเด่นคือทนต่อการกัดกร่อนและสภาพอากาศได้ดี ไม่ต้องกังวลเรื่องสีซีดหรือแตกร้าว อย่างไรก็ตาม วัสดุไวนิลอาจไม่ทนทานต่อแรงกระแทกและความร้อนได้เท่ากับโลหะ จึงควรเลือกติดตั้งในจุดที่ไม่ได้รับแรงกระแทกมากนัก

2. รางน้ำฝนสังกะสี 

เป็นรางน้ำที่ได้รับความนิยมมานาน เพราะมีราคาประหยัด ติดตั้งง่าย และสามารถนำมาใช้ได้กับบ้านทุกแบบ ข้อเสียคือมีโอกาสเกิดสนิมได้ง่าย โดยเฉพาะหากไม่มีการเคลือบกันสนิม หรือดูแลรักษาอย่างเหมาะสม อายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15 ปี แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีฝนตกบ่อย อาจต้องเปลี่ยนเร็วกว่านั้น

3. รางน้ำฝนสแตนเลส 

เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในแง่ของความทนทาน เพราะไม่เป็นสนิม และทนต่อทุกสภาพอากาศ สามารถใช้งานได้นานถึง 20-30 ปีโดยแทบไม่ต้องบำรุงรักษามาก จุดเด่นคือความแข็งแรงและการรองรับน้ำหนักได้ดี แต่ราคาสูงกว่ารางประเภทอื่นพอสมควร เหมาะกับบ้านที่ต้องการความทนทานและไม่ต้องการเปลี่ยนรางน้ำฝนบ่อย

4. รางน้ำฝนอลูมิเนียม

เป็นรางที่มีน้ำหนักเบากว่าสแตนเลสและสังกะสี แต่ยังคงทนต่อการกัดกร่อนได้ดี ข้อดีคือสามารถเลือกสีและดีไซน์ให้เข้ากับบ้านได้ง่าย ติดตั้งสะดวก และไม่ต้องกังวลเรื่องสนิม อย่างไรก็ตาม อลูมิเนียมอาจมีความแข็งแรงน้อยกว่าสแตนเลส และอาจบุบง่ายหากโดนแรงกระแทก

5. รางน้ำฝนไฟเบอร์กลาส

เป็นรางน้ำฝนที่มีความแข็งแรง ทนแดด ทนฝน และสามารถขึ้นรูปได้ตามต้องการ วัสดุชนิดนี้ไม่เป็นสนิมเหมือนโลหะ และไม่เสื่อมสภาพเร็วเหมือนไวนิล ข้อเสียคือราคาสูง และต้องติดตั้งโดยช่างที่มีความชำนาญ เพราะหากติดตั้งผิดพลาด อาจทำให้โครงสร้างเสียหายหรือรางเกิดรอยร้าวได้

6. รางน้ำฝนคอนกรีต

มักใช้กับอาคารขนาดใหญ่หรือโรงงาน เป็นรางน้ำฝนที่หล่อขึ้นจากคอนกรีต ซึ่งมีความแข็งแรงสูงและสามารถรองรับน้ำปริมาณมากได้ดี ข้อดีคือไม่ต้องกังวลเรื่องการรั่วซึม แต่ข้อเสียคือการติดตั้งยุ่งยาก และไม่เหมาะกับบ้านพักอาศัยทั่วไปเพราะมีน้ำหนักมากและดูแลรักษายาก

7. รางน้ำฝนทองแดง

เป็นรางน้ำฝนระดับพรีเมียมที่มักใช้ในบ้านหรูหรืออาคารที่ต้องการดีไซน์พิเศษ มีความทนทานสูง และยังช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับตัวบ้านเมื่อเกิดคราบสนิมสีเขียวที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ราคาสูงมาก และอาจต้องการการดูแลเป็นพิเศษเพื่อรักษาสภาพของทองแดงให้ดูสวยงามอยู่เสมอ

วิธีเลือกประเภทของรางน้ำฝนให้เหมาะกับบ้าน

การเลือกประเภทของรางน้ำฝนไม่ใช่แค่เลือกจากความสวยงามหรือราคาเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง เช่น

  • สภาพอากาศ หากอยู่ในพื้นที่ฝนตกบ่อย ควรเลือกวัสดุที่ทนทานต่อการกัดกร่อน เช่น สแตนเลส หรืออลูมิเนียม
  • ดีไซน์ของบ้าน หากเป็นบ้านโมเดิร์น อาจเลือกใช้รางไวนิลหรืออลูมิเนียมที่มีดีไซน์เรียบง่าย ส่วนบ้านสไตล์ยุโรปหรือบ้านหรู อาจเลือกใช้รางทองแดง
  • งบประมาณ หากต้องการรางน้ำฝนราคาประหยัด สังกะสีหรือไวนิลเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่ถ้ามีงบมากพอ การลงทุนในรางสแตนเลสหรือทองแดงจะให้ความคุ้มค่ามากกว่าในระยะยาว
  • ความต้องการในการดูแลรักษา หากไม่ต้องการดูแลรักษาบ่อย ๆ ควรเลือกวัสดุที่ไม่เป็นสนิมและมีอายุการใช้งานนาน เช่น ไฟเบอร์กลาสหรือสแตนเลส

วิธีคำนวณขนาดรางน้ำฝนให้เหมาะสม

การเลือกขนาดของรางน้ำฝนเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากขนาดเล็กเกินไป น้ำฝนอาจล้นออกจากรางและสร้างความเสียหายให้กับตัวบ้าน แต่หากขนาดใหญ่เกินไป อาจเป็นภาระในการติดตั้งและดูแลรักษา ดังนั้น การคำนวณขนาดที่เหมาะสมจึงต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง

1. คำนวณพื้นที่หลังคาที่รองรับน้ำฝน

ขนาดของรางน้ำฝนต้องสัมพันธ์กับพื้นที่หลังคาที่จะรับน้ำ โดยสามารถคำนวณพื้นที่หลังคาได้จากสูตร

พื้นที่หลังคา(ตารางเมตร)=ความยาวของหลังคา(เมตร) x ความกว้างของหลังคา(เมตร) 

แต่หากหลังคามีความลาดเอียง ต้องนำมาคิดด้วย โดยใช้สูตร

พื้นที่หลังคาเอียง = พื้นที่แนวราบของหลังคา x ค่าตัวคูณความชัน

ตัวอย่างค่าตัวคูณความชัน

  • หลังคามุม 10 องศา คูณ 1.15
  • หลังคามุม 20 องศา คูณ 1.3
  • หลังคามุม 30 องศา คูณ 1.5

หากบ้านมีหลายด้าน ควรแยกคำนวณแต่ละด้านและรวมกันเพื่อให้ทราบปริมาณน้ำฝนที่ต้องรองรับ

2. ประเมินปริมาณน้ำฝนที่ต้องรองรับ

แต่ละพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่างกัน โดยสามารถใช้ค่าฝนตกสูงสุดในพื้นที่จากกรมอุตุนิยมวิทยามาคำนวณได้ ซึ่งสูตรที่ใช้คือ

ปริมาณน้ำฝนที่ต้องรองรับ(ลิตร/นาที)=พื้นที่หลังคา(ตารางเมตร)xค่าฝนตกสูงสุด(มิลลิเมตร/ชั่วโมง)

ค่าฝนตกสูงสุดสามารถเช็กได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพฯ อาจมีค่าฝนตกสูงสุดประมาณ 100 มม./ชั่วโมง ส่วนภาคใต้บางพื้นที่อาจสูงถึง 150 มม./ชั่วโมง

3. เลือกขนาดของรางน้ำฝน

หลังจากได้ค่าปริมาณน้ำฝนที่ต้องรองรับแล้ว สามารถนำมาเปรียบเทียบกับขนาดของรางน้ำฝนที่เหมาะสม โดยทั่วไปขนาดรางน้ำฝนมาตรฐานมีดังนี้

  • รางกว้าง 4 นิ้ว รองรับน้ำฝนได้ประมาณ 3,000 ลิตรต่อชั่วโมง
  • รางกว้าง 5 นิ้ว รองรับน้ำฝนได้ประมาณ 5,500 ลิตรต่อชั่วโมง
  • รางกว้าง 6 นิ้ว รองรับน้ำฝนได้ประมาณ 8,500 ลิตรต่อชั่วโมง

หากพื้นที่หลังคามีขนาดใหญ่ หรืออยู่ในเขตที่มีฝนตกหนัก ควรเลือกรางขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อป้องกันการล้นของน้ำ

4. คำนวณจำนวนและขนาดของท่อระบายน้ำ

ท่อระบายน้ำเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยระบายน้ำฝนออกจากราง ควรคำนวณขนาดและจำนวนให้เหมาะสม โดยใช้แนวทางดังนี้

  • ท่อขนาด 3 นิ้ว รองรับน้ำได้ประมาณ 3,000 ลิตรต่อชั่วโมง
  • ท่อขนาด 4 นิ้ว รองรับน้ำได้ประมาณ 5,500 ลิตรต่อชั่วโมง
  • ท่อขนาด 5 นิ้ว รองรับน้ำได้ประมาณ 9,000 ลิตรต่อชั่วโมง

โดยทั่วไป ควรติดตั้งท่อระบายน้ำทุก ๆ 10 เมตรของรางน้ำฝน และควรมีทางลาดเพื่อช่วยให้น้ำไหลลงไปในท่อได้อย่างรวดเร็ว

5. การออกแบบความลาดเอียงของรางน้ำฝน

หากรางน้ำฝนไม่มีความลาดเอียงที่เหมาะสม น้ำอาจค้างอยู่ในรางและเกิดการอุดตันได้ ควรติดตั้งรางให้อยู่ในมุมเอียงประมาณ 3-5 มม. ต่อระยะทาง 1 เมตร เพื่อให้น้ำไหลเข้าสู่ท่อระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเลือกขนาดรางน้ำฝนที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันปัญหาน้ำล้นรางและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้านในระยะยาว

รางน้ำฝน น้ำล้นเข้าบ้าน สาเหตุและวิธีแก้ไข

ปัญหารางน้ำฝนน้ำล้นเป็นหนึ่งในเรื่องที่เจ้าของบ้านหลายคนต้องเจอ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ฝนตกหนักติดต่อกัน น้ำฝนที่ไหลไม่ทันอาจทะลักออกจากรางและกระเซ็นเข้าสู่ตัวบ้าน สร้างความเสียหายทั้งกับโครงสร้าง ผนัง และพื้นบ้าน หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดปัญหารั่วซึม เชื้อราขึ้น หรือแม้แต่กระเบื้องหลุดร่อน ดังนั้น มาเช็กกันว่าปัญหานี้เกิดจากอะไรได้บ้าง และมีวิธีแก้ไขอย่างไร

สาเหตุของรางน้ำฝนน้ำล้น

1. รางน้ำฝนขนาดเล็กเกินไป

สาเหตุหลักของปัญหานี้คือขนาดของรางน้ำฝนไม่สัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ต้องรองรับ หากรางแคบเกินไป น้ำฝนจะไหลไม่ทันและเอ่อล้นออกมา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกสูง

2. ท่อระบายน้ำอุดตัน

หากรางน้ำฝนสามารถรองรับน้ำได้ แต่ท่อระบายน้ำตัน น้ำก็จะไม่สามารถไหลลงไปได้ตามปกติ ทำให้น้ำเอ่อล้นและไหลย้อนกลับเข้าบ้าน สาเหตุของการอุดตันมักเกิดจากใบไม้ เศษขยะ หรือคราบตะกอนที่สะสมอยู่ในรางและท่อ

3. ความลาดเอียงของรางน้ำฝนไม่เหมาะสม

รางน้ำฝนที่ติดตั้งแบบไม่มีความลาดเอียงหรือเอียงน้อยเกินไป จะทำให้การระบายน้ำช้า น้ำจึงอาจไหลย้อนกลับหรือล้นออกจากราง

4. ปริมาณน้ำฝนตกหนักผิดปกติ

ในบางกรณี แม้รางน้ำฝนและท่อระบายน้ำจะถูกติดตั้งอย่างเหมาะสม แต่หากเกิดฝนตกหนักมากกว่าค่ามาตรฐานของพื้นที่ ระบบระบายน้ำก็อาจรองรับไม่ไหว ทำให้น้ำล้นออกจากรางได้

5. มีสิ่งกีดขวางในทางเดินของน้ำ

บางครั้งการติดตั้งรางน้ำฝนอาจมีสิ่งกีดขวาง เช่น ตะขอแขวน หรือโครงสร้างอื่น ๆ ที่ขัดขวางการไหลของน้ำ ทำให้น้ำสะสมในจุดหนึ่งจนเกิดการล้น

วิธีแก้ไขและป้องกันปัญหารางน้ำฝนน้ำล้น

1. ตรวจสอบขนาดรางน้ำฝนให้เหมาะสม
หากพบว่ารางน้ำฝนที่ใช้อยู่เล็กเกินไปสำหรับปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ อาจต้องเปลี่ยนรางใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยทั่วไป

  • ราง 4 นิ้ว เหมาะสำหรับบ้านที่มีหลังคาไม่เกิน 100 ตารางเมตร
  • ราง 5 นิ้ว เหมาะสำหรับบ้านที่มีหลังคา 100-200 ตารางเมตร
  • ราง 6 นิ้วขึ้นไป เหมาะสำหรับบ้านหรืออาคารที่มีหลังคาใหญ่กว่า 200 ตารางเมตร

2. ทำความสะอาดรางน้ำฝนและท่อระบายน้ำสม่ำเสมอ
ใบไม้ ฝุ่น และตะกอนต่าง ๆ ที่สะสมในรางและท่อเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ระบบระบายน้ำทำงานผิดปกติ ควรทำความสะอาดรางน้ำฝนทุก ๆ 3-6 เดือน หรือหลังช่วงฤดูฝนเพื่อป้องกันการอุดตัน

3. เพิ่มจำนวนท่อระบายน้ำ
บ้านที่มีหลังคาขนาดใหญ่ควรติดตั้งท่อระบายน้ำมากกว่า 1 จุด โดยทั่วไปควรมีท่อทุก ๆ 10 เมตรของรางน้ำฝน เพื่อให้การระบายน้ำทำได้เร็วขึ้น

4. ปรับความลาดเอียงของรางน้ำฝน
การติดตั้งรางน้ำฝนควรมีความลาดเอียงประมาณ 3-5 มิลลิเมตรต่อระยะทาง 1 เมตร เพื่อให้น้ำไหลลงท่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากรางน้ำฝนไม่ได้ติดตั้งในองศาที่ถูกต้อง อาจต้องปรับระดับใหม่

5. ติดตั้งตะแกรงกันใบไม้
การใช้ตะแกรงกันใบไม้จะช่วยป้องกันเศษใบไม้และสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันในรางน้ำฝนและท่อระบายน้ำ ทำให้ระบบระบายน้ำทำงานได้ดีขึ้น

6. ติดตั้งระบบน้ำล้นฉุกเฉิน
สำหรับพื้นที่ที่มีฝนตกหนักมาก อาจพิจารณาติดตั้งช่องระบายน้ำล้น (Overflow Drain) ซึ่งเป็นทางเดินน้ำสำรอง เพื่อช่วยกระจายน้ำออกไปยังจุดระบายอื่น ๆ แทนที่จะล้นเข้าไปในบ้าน

7. ตรวจสอบความผิดปกติหลังฝนตก
ทุกครั้งหลังฝนตกหนัก ควรเดินสำรวจรางน้ำฝนว่ามีการไหลของน้ำเป็นปกติหรือไม่ มีน้ำล้นหรือสะสมในจุดใด หากพบปัญหาควรรีบแก้ไขก่อนที่ความเสียหายจะลุกลาม

และหลาย ๆ คนอาจจะสงสัย ว่า รางน้ำฝน ฝนล้นเข้าบ้าน ประกันเคลมไหม? คำตอบคือ ไม่เคลม แต่ไม่ต้องห่วง เพราะ ประกันบ้านและคอนโด จาก insurverse คุ้มครองทั้งจากภัยพิบัติธรรมชาติ หรือแม้แต่ขโมยขึ้นบ้าน ที่ insurverse ก็พร้อมซัพพอร์ตเช่นเดียวกัน

5 คำถามที่พบบ่อย

ควรเลือกระบบรางน้ำฝนแบบเปิดหรือแบบปิด อันไหนดีกว่ากัน?

ระบบรางน้ำฝนแบบเปิดคือรางทั่วไปที่สามารถมองเห็นน้ำไหลผ่านได้ ส่วนแบบปิดเป็นระบบที่มีฝาครอบเพื่อป้องกันเศษขยะเข้าไปอุดตัน ข้อดีของแบบเปิดคือสามารถทำความสะอาดง่ายและตรวจสอบได้ทันทีเมื่อมีปัญหา ส่วนแบบปิดช่วยลดการสะสมของใบไม้ แต่ต้องมีระบบระบายอากาศที่ดีเพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนกลับ

ติดตั้งรางน้ำฝนเองได้ไหม หรือควรจ้างช่างมืออาชีพ?

หากเป็นบ้านเดี่ยวขนาดเล็กหรืออาคารที่ไม่มีความซับซ้อน เจ้าของบ้านที่มีทักษะช่างเบื้องต้นสามารถติดตั้งเองได้โดยใช้รางน้ำฝนสำเร็จรูป แต่หากเป็นบ้านหลายชั้นหรือมีโครงสร้างที่ซับซ้อน ควรจ้างช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อลดความเสี่ยงในการรั่วซึมหรือปัญหาการไหลของน้ำที่ผิดพลาด

รางน้ำฝนแบบไหนเหมาะกับบ้านติดทะเลหรือพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง?

บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลต้องเผชิญกับไอเกลือและความชื้นสูง ควรเลือกใช้รางน้ำฝนที่ทำจากสแตนเลสเกรด 304 หรือ 316 เพราะทนต่อการกัดกร่อนมากกว่าโลหะทั่วไป หรือเลือกใช้รางน้ำฝนไวนิลที่ไม่เป็นสนิมแทน

รางน้ำฝนที่ดีควรมีอายุการใช้งานกี่ปี?

อายุการใช้งานของรางน้ำฝนขึ้นอยู่กับวัสดุและการบำรุงรักษา รางไวนิลมักมีอายุการใช้งานประมาณ 10-15 ปี รางสังกะสีประมาณ 10 ปี ส่วนรางสแตนเลสหรืออลูมิเนียมสามารถใช้งานได้นาน 20-30 ปีหากดูแลอย่างเหมาะสม

มีวิธีไหนบ้างที่ช่วยลดเสียงน้ำตกกระทบรางน้ำฝน?

หากน้ำฝนไหลลงรางแล้วเกิดเสียงดัง อาจเกิดจากความสูงของหลังคา หรือมุมไหลของน้ำ วิธีแก้ไขคือเลือกใช้รางที่มีพื้นผิวลดแรงกระแทก ติดแผ่นซับเสียง หรือเพิ่มช่องระบายอากาศเพื่อลดความเร็วของน้ำก่อนลงราง

check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย