รางน้ำฝน เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยรองรับน้ำฝนจากหลังคา แล้วระบายลงท่อระบายน้ำหรือบ่อพักโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลกระเซ็นลงบริเวณขอบหลังคาและตัวบ้าน การไม่มีรางน้ำฝนหรือติดตั้งไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ตั้งแต่ผนังบ้านเปียกจนเกิดเชื้อราไปจนถึงโครงสร้างทรุดตัวจากการกัดเซาะของน้ำ
นอกจากการเตรียมรางน้ำฝนแล้ว อย่าลืม เช็กเบี้ยประกันบ้านและคอนโด เพื่อให้มั่นใจได้ว่า หากวันไหนฝนตกจนเกิดภัยพิบัติและส่งผลอันตราย
รางน้ำฝนไม่ได้มีแค่สำหรับหลังคาบ้านเท่านั้น ยังสามารถติดตั้งในพื้นที่อื่น ๆ ได้ด้วย เช่น
แม้จะติดตั้งรางน้ำฝนแล้ว แต่ก็ยังต้องมีการดูแลรักษาเพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่:
รางน้ำฝนมีให้เลือกหลายประเภท โดยแต่ละแบบมีคุณสมบัติเฉพาะที่ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน มาดูกันว่ามีแบบไหนบ้าง และควรเลือกใช้แบบไหน
เป็นรางน้ำฝนที่ทำจากพลาสติกคุณภาพสูง มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และไม่เป็นสนิม จุดเด่นคือทนต่อการกัดกร่อนและสภาพอากาศได้ดี ไม่ต้องกังวลเรื่องสีซีดหรือแตกร้าว อย่างไรก็ตาม วัสดุไวนิลอาจไม่ทนทานต่อแรงกระแทกและความร้อนได้เท่ากับโลหะ จึงควรเลือกติดตั้งในจุดที่ไม่ได้รับแรงกระแทกมากนัก
เป็นรางน้ำที่ได้รับความนิยมมานาน เพราะมีราคาประหยัด ติดตั้งง่าย และสามารถนำมาใช้ได้กับบ้านทุกแบบ ข้อเสียคือมีโอกาสเกิดสนิมได้ง่าย โดยเฉพาะหากไม่มีการเคลือบกันสนิม หรือดูแลรักษาอย่างเหมาะสม อายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15 ปี แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีฝนตกบ่อย อาจต้องเปลี่ยนเร็วกว่านั้น
เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในแง่ของความทนทาน เพราะไม่เป็นสนิม และทนต่อทุกสภาพอากาศ สามารถใช้งานได้นานถึง 20-30 ปีโดยแทบไม่ต้องบำรุงรักษามาก จุดเด่นคือความแข็งแรงและการรองรับน้ำหนักได้ดี แต่ราคาสูงกว่ารางประเภทอื่นพอสมควร เหมาะกับบ้านที่ต้องการความทนทานและไม่ต้องการเปลี่ยนรางน้ำฝนบ่อย
เป็นรางที่มีน้ำหนักเบากว่าสแตนเลสและสังกะสี แต่ยังคงทนต่อการกัดกร่อนได้ดี ข้อดีคือสามารถเลือกสีและดีไซน์ให้เข้ากับบ้านได้ง่าย ติดตั้งสะดวก และไม่ต้องกังวลเรื่องสนิม อย่างไรก็ตาม อลูมิเนียมอาจมีความแข็งแรงน้อยกว่าสแตนเลส และอาจบุบง่ายหากโดนแรงกระแทก
เป็นรางน้ำฝนที่มีความแข็งแรง ทนแดด ทนฝน และสามารถขึ้นรูปได้ตามต้องการ วัสดุชนิดนี้ไม่เป็นสนิมเหมือนโลหะ และไม่เสื่อมสภาพเร็วเหมือนไวนิล ข้อเสียคือราคาสูง และต้องติดตั้งโดยช่างที่มีความชำนาญ เพราะหากติดตั้งผิดพลาด อาจทำให้โครงสร้างเสียหายหรือรางเกิดรอยร้าวได้
มักใช้กับอาคารขนาดใหญ่หรือโรงงาน เป็นรางน้ำฝนที่หล่อขึ้นจากคอนกรีต ซึ่งมีความแข็งแรงสูงและสามารถรองรับน้ำปริมาณมากได้ดี ข้อดีคือไม่ต้องกังวลเรื่องการรั่วซึม แต่ข้อเสียคือการติดตั้งยุ่งยาก และไม่เหมาะกับบ้านพักอาศัยทั่วไปเพราะมีน้ำหนักมากและดูแลรักษายาก
เป็นรางน้ำฝนระดับพรีเมียมที่มักใช้ในบ้านหรูหรืออาคารที่ต้องการดีไซน์พิเศษ มีความทนทานสูง และยังช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับตัวบ้านเมื่อเกิดคราบสนิมสีเขียวที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ราคาสูงมาก และอาจต้องการการดูแลเป็นพิเศษเพื่อรักษาสภาพของทองแดงให้ดูสวยงามอยู่เสมอ
การเลือกประเภทของรางน้ำฝนไม่ใช่แค่เลือกจากความสวยงามหรือราคาเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง เช่น
การเลือกขนาดของรางน้ำฝนเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากขนาดเล็กเกินไป น้ำฝนอาจล้นออกจากรางและสร้างความเสียหายให้กับตัวบ้าน แต่หากขนาดใหญ่เกินไป อาจเป็นภาระในการติดตั้งและดูแลรักษา ดังนั้น การคำนวณขนาดที่เหมาะสมจึงต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง
ขนาดของรางน้ำฝนต้องสัมพันธ์กับพื้นที่หลังคาที่จะรับน้ำ โดยสามารถคำนวณพื้นที่หลังคาได้จากสูตร
พื้นที่หลังคา(ตารางเมตร)=ความยาวของหลังคา(เมตร) x ความกว้างของหลังคา(เมตร)
แต่หากหลังคามีความลาดเอียง ต้องนำมาคิดด้วย โดยใช้สูตร
พื้นที่หลังคาเอียง = พื้นที่แนวราบของหลังคา x ค่าตัวคูณความชัน
ตัวอย่างค่าตัวคูณความชัน
หากบ้านมีหลายด้าน ควรแยกคำนวณแต่ละด้านและรวมกันเพื่อให้ทราบปริมาณน้ำฝนที่ต้องรองรับ
แต่ละพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่างกัน โดยสามารถใช้ค่าฝนตกสูงสุดในพื้นที่จากกรมอุตุนิยมวิทยามาคำนวณได้ ซึ่งสูตรที่ใช้คือ
ปริมาณน้ำฝนที่ต้องรองรับ(ลิตร/นาที)=พื้นที่หลังคา(ตารางเมตร)xค่าฝนตกสูงสุด(มิลลิเมตร/ชั่วโมง)
ค่าฝนตกสูงสุดสามารถเช็กได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพฯ อาจมีค่าฝนตกสูงสุดประมาณ 100 มม./ชั่วโมง ส่วนภาคใต้บางพื้นที่อาจสูงถึง 150 มม./ชั่วโมง
หลังจากได้ค่าปริมาณน้ำฝนที่ต้องรองรับแล้ว สามารถนำมาเปรียบเทียบกับขนาดของรางน้ำฝนที่เหมาะสม โดยทั่วไปขนาดรางน้ำฝนมาตรฐานมีดังนี้
หากพื้นที่หลังคามีขนาดใหญ่ หรืออยู่ในเขตที่มีฝนตกหนัก ควรเลือกรางขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อป้องกันการล้นของน้ำ
ท่อระบายน้ำเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยระบายน้ำฝนออกจากราง ควรคำนวณขนาดและจำนวนให้เหมาะสม โดยใช้แนวทางดังนี้
โดยทั่วไป ควรติดตั้งท่อระบายน้ำทุก ๆ 10 เมตรของรางน้ำฝน และควรมีทางลาดเพื่อช่วยให้น้ำไหลลงไปในท่อได้อย่างรวดเร็ว
หากรางน้ำฝนไม่มีความลาดเอียงที่เหมาะสม น้ำอาจค้างอยู่ในรางและเกิดการอุดตันได้ ควรติดตั้งรางให้อยู่ในมุมเอียงประมาณ 3-5 มม. ต่อระยะทาง 1 เมตร เพื่อให้น้ำไหลเข้าสู่ท่อระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเลือกขนาดรางน้ำฝนที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันปัญหาน้ำล้นรางและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้านในระยะยาว
ปัญหารางน้ำฝนน้ำล้นเป็นหนึ่งในเรื่องที่เจ้าของบ้านหลายคนต้องเจอ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ฝนตกหนักติดต่อกัน น้ำฝนที่ไหลไม่ทันอาจทะลักออกจากรางและกระเซ็นเข้าสู่ตัวบ้าน สร้างความเสียหายทั้งกับโครงสร้าง ผนัง และพื้นบ้าน หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดปัญหารั่วซึม เชื้อราขึ้น หรือแม้แต่กระเบื้องหลุดร่อน ดังนั้น มาเช็กกันว่าปัญหานี้เกิดจากอะไรได้บ้าง และมีวิธีแก้ไขอย่างไร
1. รางน้ำฝนขนาดเล็กเกินไป
สาเหตุหลักของปัญหานี้คือขนาดของรางน้ำฝนไม่สัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ต้องรองรับ หากรางแคบเกินไป น้ำฝนจะไหลไม่ทันและเอ่อล้นออกมา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกสูง
2. ท่อระบายน้ำอุดตัน
หากรางน้ำฝนสามารถรองรับน้ำได้ แต่ท่อระบายน้ำตัน น้ำก็จะไม่สามารถไหลลงไปได้ตามปกติ ทำให้น้ำเอ่อล้นและไหลย้อนกลับเข้าบ้าน สาเหตุของการอุดตันมักเกิดจากใบไม้ เศษขยะ หรือคราบตะกอนที่สะสมอยู่ในรางและท่อ
3. ความลาดเอียงของรางน้ำฝนไม่เหมาะสม
รางน้ำฝนที่ติดตั้งแบบไม่มีความลาดเอียงหรือเอียงน้อยเกินไป จะทำให้การระบายน้ำช้า น้ำจึงอาจไหลย้อนกลับหรือล้นออกจากราง
4. ปริมาณน้ำฝนตกหนักผิดปกติ
ในบางกรณี แม้รางน้ำฝนและท่อระบายน้ำจะถูกติดตั้งอย่างเหมาะสม แต่หากเกิดฝนตกหนักมากกว่าค่ามาตรฐานของพื้นที่ ระบบระบายน้ำก็อาจรองรับไม่ไหว ทำให้น้ำล้นออกจากรางได้
5. มีสิ่งกีดขวางในทางเดินของน้ำ
บางครั้งการติดตั้งรางน้ำฝนอาจมีสิ่งกีดขวาง เช่น ตะขอแขวน หรือโครงสร้างอื่น ๆ ที่ขัดขวางการไหลของน้ำ ทำให้น้ำสะสมในจุดหนึ่งจนเกิดการล้น
1. ตรวจสอบขนาดรางน้ำฝนให้เหมาะสม หากพบว่ารางน้ำฝนที่ใช้อยู่เล็กเกินไปสำหรับปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ อาจต้องเปลี่ยนรางใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยทั่วไป
2. ทำความสะอาดรางน้ำฝนและท่อระบายน้ำสม่ำเสมอ ใบไม้ ฝุ่น และตะกอนต่าง ๆ ที่สะสมในรางและท่อเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ระบบระบายน้ำทำงานผิดปกติ ควรทำความสะอาดรางน้ำฝนทุก ๆ 3-6 เดือน หรือหลังช่วงฤดูฝนเพื่อป้องกันการอุดตัน
3. เพิ่มจำนวนท่อระบายน้ำ บ้านที่มีหลังคาขนาดใหญ่ควรติดตั้งท่อระบายน้ำมากกว่า 1 จุด โดยทั่วไปควรมีท่อทุก ๆ 10 เมตรของรางน้ำฝน เพื่อให้การระบายน้ำทำได้เร็วขึ้น
4. ปรับความลาดเอียงของรางน้ำฝน การติดตั้งรางน้ำฝนควรมีความลาดเอียงประมาณ 3-5 มิลลิเมตรต่อระยะทาง 1 เมตร เพื่อให้น้ำไหลลงท่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากรางน้ำฝนไม่ได้ติดตั้งในองศาที่ถูกต้อง อาจต้องปรับระดับใหม่
5. ติดตั้งตะแกรงกันใบไม้ การใช้ตะแกรงกันใบไม้จะช่วยป้องกันเศษใบไม้และสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันในรางน้ำฝนและท่อระบายน้ำ ทำให้ระบบระบายน้ำทำงานได้ดีขึ้น
6. ติดตั้งระบบน้ำล้นฉุกเฉิน สำหรับพื้นที่ที่มีฝนตกหนักมาก อาจพิจารณาติดตั้งช่องระบายน้ำล้น (Overflow Drain) ซึ่งเป็นทางเดินน้ำสำรอง เพื่อช่วยกระจายน้ำออกไปยังจุดระบายอื่น ๆ แทนที่จะล้นเข้าไปในบ้าน
7. ตรวจสอบความผิดปกติหลังฝนตก ทุกครั้งหลังฝนตกหนัก ควรเดินสำรวจรางน้ำฝนว่ามีการไหลของน้ำเป็นปกติหรือไม่ มีน้ำล้นหรือสะสมในจุดใด หากพบปัญหาควรรีบแก้ไขก่อนที่ความเสียหายจะลุกลาม
และหลาย ๆ คนอาจจะสงสัย ว่า รางน้ำฝน ฝนล้นเข้าบ้าน ประกันเคลมไหม? คำตอบคือ ไม่เคลม แต่ไม่ต้องห่วง เพราะ ประกันบ้านและคอนโด จาก insurverse คุ้มครองทั้งจากภัยพิบัติธรรมชาติ หรือแม้แต่ขโมยขึ้นบ้าน ที่ insurverse ก็พร้อมซัพพอร์ตเช่นเดียวกัน
ระบบรางน้ำฝนแบบเปิดคือรางทั่วไปที่สามารถมองเห็นน้ำไหลผ่านได้ ส่วนแบบปิดเป็นระบบที่มีฝาครอบเพื่อป้องกันเศษขยะเข้าไปอุดตัน ข้อดีของแบบเปิดคือสามารถทำความสะอาดง่ายและตรวจสอบได้ทันทีเมื่อมีปัญหา ส่วนแบบปิดช่วยลดการสะสมของใบไม้ แต่ต้องมีระบบระบายอากาศที่ดีเพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนกลับ
หากเป็นบ้านเดี่ยวขนาดเล็กหรืออาคารที่ไม่มีความซับซ้อน เจ้าของบ้านที่มีทักษะช่างเบื้องต้นสามารถติดตั้งเองได้โดยใช้รางน้ำฝนสำเร็จรูป แต่หากเป็นบ้านหลายชั้นหรือมีโครงสร้างที่ซับซ้อน ควรจ้างช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อลดความเสี่ยงในการรั่วซึมหรือปัญหาการไหลของน้ำที่ผิดพลาด
บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลต้องเผชิญกับไอเกลือและความชื้นสูง ควรเลือกใช้รางน้ำฝนที่ทำจากสแตนเลสเกรด 304 หรือ 316 เพราะทนต่อการกัดกร่อนมากกว่าโลหะทั่วไป หรือเลือกใช้รางน้ำฝนไวนิลที่ไม่เป็นสนิมแทน
อายุการใช้งานของรางน้ำฝนขึ้นอยู่กับวัสดุและการบำรุงรักษา รางไวนิลมักมีอายุการใช้งานประมาณ 10-15 ปี รางสังกะสีประมาณ 10 ปี ส่วนรางสแตนเลสหรืออลูมิเนียมสามารถใช้งานได้นาน 20-30 ปีหากดูแลอย่างเหมาะสม
หากน้ำฝนไหลลงรางแล้วเกิดเสียงดัง อาจเกิดจากความสูงของหลังคา หรือมุมไหลของน้ำ วิธีแก้ไขคือเลือกใช้รางที่มีพื้นผิวลดแรงกระแทก ติดแผ่นซับเสียง หรือเพิ่มช่องระบายอากาศเพื่อลดความเร็วของน้ำก่อนลงราง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ทาวน์เฮ้าส์มือสองเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากมีบ้าน แต่ไม่อยากแบกรับภาระราคาสูงของบ้านใหม่ นอกจากจะมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าแล้ว
เวลาเดินทางไปต่างประเทศ สนามบินคือจุดเริ่มต้นของทุกทริป และบางแห่งไม่ใช่แค่ที่เช็คอินขึ้นเครื่องเท่านั้น แต่ยังอลังการจนต้องร้องว้าว
การตั้งศาลพระภูมิในบ้านเป็นเรื่องของความเชื่อและจิตใจที่ช่วยเสริมสิริมงคลให้กับผู้อยู่อาศัย