vertical_align_top
keyboard_arrow_leftย้อนกลับ

ฝนถล่ม 48 จังหวัดทั่วไทย! กรมอุตุฯ เตือนฉบับที่ 8 เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน : เช็กเงื่อนไขประกันรถยนต์-ประกันบ้านคุ้มครองไหม

schedule
share
กรมอุตุฯ เตือนฉบับที่ 8 เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

เกิดอะไรขึ้น?

เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ เรื่อง “ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย” ฉบับที่ 8 โดยระบุว่าร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง

ลักษณะอากาศดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากอย่างต่อเนื่องใน 48 จังหวัด ทั่วทุกภาค รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองถึง 70% ของพื้นที่ เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังบนผิวการจราจร ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้สั่งการศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ รถยกสูง และเรือท้องแบนพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

รถถูกน้ำท่วม หรือขับลุยน้ำจนเครื่องดับ ประกันภัยจ่ายไหม และมีเงื่อนไขอย่างไร?

ความคุ้มครองกรณีน้ำท่วมของประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน:

1.ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

ให้ความคุ้มครองความเสียหายจาก ภัยน้ำท่วม 100% เต็มทุนประกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีจอดรถไว้แล้วน้ำเอ่อท่วม หรือเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันขณะขับขี่บนท้องถนน

2.ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ (แผนคุ้มครองน้ำท่วม)

ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากภัยน้ำท่วมตามวงเงินทุนประกันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ (เช่น 100,000 – 300,000 บาท)

3. ประกันภัยชั้น 3+, 3 และ พ.ร.บ.

ไม่คุ้มครอง ความเสียหายต่อตัวรถจากภัยน้ำท่วมในทุกกรณี

รูปแบบการจ่ายสินไหม: หากเสียหายบางส่วน (Partial Loss เช่น น้ำเข้าห้องโดยสาร ซ่อมพรม กล่องไฟ) ประกันจ่ายค่าซ่อมตามจริง หากเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss น้ำท่วมมิดหลังคา ซ่อมเกิน 70% ของมูลค่ารถ) ประกันจ่าย เต็ม 100% ของทุนประกัน และโอนซากรถให้บริษัทประกัน

ประเด็นกฎหมายหรือความรับผิด

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 บัญญัติว่า ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดจาก “ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย” หรือการสมัครใจเสี่ยงภัย ดังนี้:

  • ฝืนขับรถลุยน้ำลึกที่มีป้ายเตือนห้ามผ่าน: หากถนนมีป้ายเตือนน้ำท่วมสูงหรือเจ้าหน้าที่สั่งปิดทาง แต่ผู้ขับขี่จงใจฝืนขับลุยเข้าไปจนเครื่องยนต์ดูดน้ำเข้ากระบอกสูบเสียหาย บริษัทประกันอาจปฏิเสธการจ่ายค่าเสียหายต่อเครื่องยนต์ได้
  • พยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ขณะที่รถยังจมน้ำ: การสตาร์ทรถหลังน้ำท่วมจะทำให้น้ำถูกดูดเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ก้านสูบคดหรือบล็อกเครื่องยนต์แตก ซึ่งถือเป็นความเสียหายจากการกระทำซ้ำเติมที่ไม่ระมัดระวัง

ช่องทางการรับเงินเยียวยาสำหรับผู้เสียหาย

  • เงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย (มติ ครม. และ ปภ.): เงินช่วยเหลือครอบครัวละ 5,000 – 9,000 บาท ตามระยะเวลาน้ำท่วมขังในบ้านเรือน
  • เงินชดเชยบ้านเรือนเสียหายจาก ปภ. / อปท.: บ้านเสียหายทั้งหลังจ่ายสูงสุดไม่เกิน 49,500 บาท, เสียหายบางส่วนตามจริงไม่เกิน 15,000–20,000 บาท
  • เงินช่วยเหลือเกษตรกรและพืชผล: ชดเชยผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอตามระเบียบกระทรวงการคลัง

ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ควรทำอย่างไร?

  • ประเมินระดับน้ำ: หากระดับน้ำสูงเกินครึ่งล้อรถยนต์ (ประมาณ 30 ซม. ขึ้นไปสำหรับรถเก๋ง) ให้หลีกเลี่ยงหรือเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นทันที
  • ปิดเครื่องปรับอากาศ (A/C) ทันที: เพื่อป้องกันไม่ให้พัดลมหน้ารถตีน้ำกระจายเข้าห้องเครื่องและระบบไฟฟ้า
  • ใช้เกียร์ต่ำและรักษารอบเครื่องยนต์นิ่งๆ: ใช้เกียร์ L หรือเกียร์ 1-2 และห้ามเร่งเครื่องกระชาก
  • หากรถดับกลางน้ำ ห้ามสตาร์ทใหม่เด็ดขาด: ให้ปิดสวิตช์กุญแจ ถ่ายรูป/คลิปเป็นหลักฐาน และโทรเรียกรถยกเท่านั้น

สรุป

ประกาศเตือนภัยฉบับที่ 8 สะท้อนถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศที่อาจทำให้เกิดอุทกภัยได้ทุกเมื่อ การมีสติในการขับขี่และการปกป้องรถยนต์ด้วยประกันภัยชั้น 1 หรือ 2+ ที่ครอบคลุมภัยน้ำท่วม จะช่วยให้คุณผ่านพ้นฤดูมรสุมได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล

ฤดูฝนไม่ต้องกลัวน้ำท่วมรถ! วางแผนความคุ้มครองล่วงหน้าด้วย ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 หรือ ประกันภัยชั้น 2+ จาก Insurverse ที่ให้ความคุ้มครองภัยน้ำท่วมและภัยธรรมชาติแบบจัดเต็ม เช็กเบี้ยและปรับแต่งทุนประกันได้เองออนไลน์ 100% เบี้ยสบายกระเป๋า เคลมง่ายผ่านแอป พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนและบริการรถยกลากฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย

© Copyright 2023 บริษัท อินชัวร์เวิร์ส จำกัด (มหาชน)