การท่องเที่ยวต่างประเทศ มักจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและประสบการณ์ใหม่ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงได้เสมอ หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่นักท่องเที่ยวเผชิญ คือ ค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศที่มีราคาสูง การมีประกันเดินทางต่างประเทศแบบไม่ต้องสำรองจ่าย จะช่วยให้คุณอุ่นใจ หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ
ประกันการเดินทางแบบไม่ต้องสำรองจ่าย หรือที่เรียกว่า “ประกันแบบ Cashless” เป็น ประกันที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศ โดยไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาล่วงหน้า ผู้เอาประกันสามารถเข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลในเครือของบริษัทประกันได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
1. ประกันการเดินทางแบบรายเที่ยว เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งคราว โดยสามารถเลือกแผนประกันและระยะเวลาคุ้มครองให้เหมาะกับแต่ละทริป
2. ประกันการเดินทางแบบรายปี เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง โดยสามารถเลือกแผนประกันที่คุ้มครองตลอดทั้งปี
ซึ่งประกันการเดินทางแบบไม่ต้องสำรองจ่าย ของ insurverse ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่ต่างประเทศ เพราะวงเงินคุ้มครองสูง แผนความคุ้มครองหลากหลาย ซึ้อง่ายเพียง 5 นาที และเคลมผ่านแอปพลิเคชัน insurverse ได้ทันที
เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนนโยบายให้ผู้สูงอายุร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น ทำให้ค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุจะสูงกว่าคนวัยทำงานโดยค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยต่อคนต่อปีในญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท รวมถึงการมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ประกอบกับค่าครองชีพและค่าจ้างแพทย์ที่สูง ทำให้การรักษาพยาบาลสูงไปด้วย
ตัวอย่างค่ารักษาพยาบาลได้แก่
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม:
ลงทุนในเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างมาก โรงพยาบาลในเกาหลีใต้มีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย แพทย์เกาหลีใต้มีความเชี่ยวชาญสูง เทคโนโลยีทางการแพทย์เหล่านี้ทำให้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์มีราคาแพง รวมทั้งเกาหลีใต้เน้นแคมเปญการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วย ส่งผลให้ประชาชนเกาหลีใต้ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่งเอง
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม :
– ค่าห้องพักในโรงพยาบาล 1,250 – 6,250 บาท ต่อคืน
– ค่ายา: 125 – 1,250 บาท ต่อวัน
– ค่าอาหาร: 312 – 625 บาท ต่อวัน
ไม่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายเกี่ยวการแพทย์มีราคาสูง อีกทั้งแพทย์ส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการฟ้องร้องกฎหมาย การประพฤติผิดต่อหน้าที่ (malpractice) เพราะค่าใช้จ่ายสูงเช่นกัน จึงทำให้ประชาชนต้องซื้อประกันสุขภาพด้วยตัวเอง หรือจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง
มีระบบการดูแลสุขภาพแบบ National Health Service (NHS): NHS เป็นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่มีงบประมาณจำกัด อีกทั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง และอายุเฉลี่ยรวมถึงโรคเรื้อรังของประชาชนมีมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่ายเงินเอง
ตัวอย่างค่ารักษาพยาบาล ได้แก่
– การตรวจสุขภาพทั่วไป : 2,050 – 4,100 บาท
– การตรวจเลือด : 410 – 2,050 บาท
– การเอ็กซเรย์ : 2,050 – 8,200 บาท
– การผ่าตัดไส้ติ่ง : 205,000 – 410,000 บาท
– การรักษาโรคมะเร็ง : 2,050,000 – 4,100,000 บาท
– ค่าห้องพักในโรงพยาบาล : 4,100 – 20,500 บาท ต่อคืน
– ค่ายา : 205 – 2,050 บาท ต่อวัน
– ค่าอาหาร : 410 – 820 บาท ต่อวัน
ใช้ระบบประกันสุขภาพแบบ Bismarckซึ่งประชาชน ทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพ ส่วนรัฐบาลอุดหนุนค่าประกันสุขภาพบางส่วนเท่านั้น
– การตรวจสุขภาพทั่วไป: 700 – 1,400 บาท
– การตรวจเลือด: 140 – 700 บาท
– การเอ็กซเรย์: 700 – 2,800 บาท
– การผ่าตัดไส้ติ่ง: 70,000 – 140,000 บาท
การรักษาโรคมะเร็ง: 700,000 – 1,400,000 บาท
– ค่าห้องพักในโรงพยาบาล: 1,400 – 7,000 บาท ต่อคืน
– ค่ายา: 70 – 700 บาท ต่อวัน
– ค่าอาหาร: 140 – 280 บาท ต่อวัน
5 ประเทศข้างต้น เป็นประเทศที่มีค่ารักษาพยาบาลสูง การมีประกันการเดินทางแบบไม่ต้องสำรองจ่าย จะช่วยให้คุณเข้ารักษาพยาบาลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ช่วยให้การท่องเที่ยวของคุณราบรื่น ไร้กังวล
อย่างไรก็ตาม ควร เลือกประกันที่มีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสูงเพียงพอ ศึกษาเงื่อนไข ความคุ้มครอง ข้อยกเว้น ของกรมธรรม์อย่างละเอียดเลือกบริษัทประกันที่มีความน่าเชื่อถือ บริการหลังการขายดี ทำให้การมีประกันการเดินทางแบบไม่ต้องสำรองจ่าย เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทาง คอยปกป้องและช่วยเหลือคุณในยามฉุกเฉิน เตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง เลือกประกันที่เหมาะสม เพียงเท่านี้ ทุกทริปของคุณจะเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ไร้กังวล
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งเมืองหลวงแห่งความเจริญ มหานครที่ไม่เคยหลับใหล และอุทยานแห่งชาติระดับโลก ทว่าด่านแรกที่ถือเป็นความท้าทายสำคัญของคนไทยคือการยื่นขอ วีซ่าอเมริกา ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบคุณสมบัติ สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวและธุรกิจ (B1/B2) บทความนี้ได้สรุปขั้นตอนตั้งแต่การกรอกเอกสารออนไลน์ไปจนถึงเทคนิคการสัมภาษณ์ให้ผ่านฉลุยในครั้งเดียว ทำความรู้จักวีซ่าท่องเที่ยวและธุรกิจอเมริกา (B1/B2) วีซ่าชั่วคราวสำหรับเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาสำหรับคนส่วนใหญ่คือ วีซ่าประเภท B1/B2: 5 ขั้นตอนหลักในการยื่นขอวีซ่าอเมริกาตั้งแต่เริ่มต้น การขอวีซ่าอเมริกาสามารถทำได้ตามขั้นตอนมาตรฐานอย่างเป็นทางการดังนี้: เอกสารสำคัญที่ต้องนำไปในวันสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา ในวันสัมภาษณ์ สิ่งสำคัญคือการเตรียมเอกสารให้พร้อมและเป็นระเบียบ: เทคนิคตอบคำถามสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกาให้ผ่านในรอบแรก หัวใจสำคัญของการสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกาคือ “การพิสูจน์ว่าคุณจะเดินทางกลับประเทศไทยแน่นอนและไม่มีเจตนาลักลอบทำงาน” การวางแผนความปลอดภัยเมื่อต้องเดินทางไกลข้ามทวีป การเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นการเดินทางระยะไกลข้ามทวีป ค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อว่ามีราคาสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การมี ประกันเดินทางต่างประเทศ ที่มีวงเงินคุ้มครองสูงหลักหลายล้านบาทจึงเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด เพื่อช่วยดูแลค่ารักษาเมื่อเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉิน ค่าผ่าตัด หรืออุบัติเหตุไม่คาดฝัน สรุปคำแนะนำสำหรับการเตรียมตัวขอวีซ่าอเมริกา การขอ วีซ่าอเมริกา ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ เพียงแค่กรอกข้อมูลใน DS-160 ตามความเป็นจริง เตรียมเอกสารแสดงความมั่นคงให้พร้อม และตอบคำถามสัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจและซื่อสัตย์ หากคุณมีความพร้อมและแสดงเจตนาที่บริสุทธิ์ การได้รับวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา 10 ปีก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ยุโรปคือจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมสถาปัตยกรรมคลาสสิก ลิ้มลองอาหารรสเลิศ หรือสัมผัสธรรมชาติอันตระการตา แต่สำหรับคนไทย ด่านแรกที่ต้องผ่านก่อนออกเดินทางคือการขอ “วีซ่าเชงเก้น” (Schengen Visa) ซึ่งมักถูกมองว่ายากและมีรายละเอียดซับซ้อน บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลทุกแง่มุม ตั้งแต่วิธีเลือกประเทศยื่น เอกสารที่ต้องใช้ ไปจนถึงข้อควรรู้ที่จะช่วยให้การยื่นวีซ่าของคุณผ่านฉลุยอย่างมั่นใจ วีซ่าเชงเก้นคืออะไร เข้าประเทศไหนในยุโรปได้บ้าง? วีซ่าเชงเก้น คือข้อตกลงร่วมกันของกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปที่อนุญาตให้ผู้ถือวีซ่าระยะสั้น (ประเภท C สำหรับการท่องเที่ยว) สามารถเดินทางเข้า-ออกและข้ามพรมแดนระหว่างประเทศสมาชิกได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องขอวีซ่าแยกในแต่ละประเทศ สามารถพำนักได้สูงสุดไม่เกิน 90 วัน ภายในช่วงเวลา 180 วัน ปัจจุบันเขตเชงเก้นครอบคลุมถึง 29 ประเทศ ทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ รวมถึงประเทศล่าสุดอย่างโครเอเชีย บัลแกเรีย และโรมาเนีย ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นกับประเทศไหนดี? กฎหลักที่ต้องรู้ หนึ่งในคำถามยอดฮิตคือต้องยื่นขอกับสถานทูตของประเทศใด ตามกฎข้อตกลงเชงเก้น คุณต้องยื่นกับ: เช็กลิสต์เอกสารสำคัญในการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น การเตรียมเอกสารให้ถูกต้อง ชัดเจน และตรงความจริง คือหัวใจสำคัญที่สุดในการได้รับการอนุมัติวีซ่าเชงเก้น เอกสารประจำตัวและการงาน หนังสือเดินทาง (Passport) ต้องมีอายุเหลือไม่น้อยกว่า… Continue reading วิธีขอวีซ่าเชงเก้น คู่มือเตรียมเอกสาร ผ่านฉลุยเที่ยวได้ชัวร์
สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในดินแดนที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์อันยาวนานของกรุงลอนดอน ธรรมชาติอันเงียบสงบในชนบท หรือบรรยากาศการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แต่เนื่องจากอังกฤษไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศเชงเก้น นักท่องเที่ยวไทยจึงจำเป็นต้องยื่นขอ “วีซ่าอังกฤษ” โดยเฉพาะ ซึ่งระบบในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นออนไลน์เกือบทั้งหมด ช่วยให้การเตรียมตัวสะดวกยิ่งขึ้น ทำความรู้จัก Standard Visitor Visa สำหรับเที่ยวอังกฤษ สำหรับผู้ที่เดินทางไปท่องเที่ยว เยี่ยมเพื่อนหรือครอบครัว รวมถึงติดต่อธุรกิจระยะสั้น จะต้องยื่นขอวีซ่าประเภท Standard Visitor Visa ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอายุ 6 เดือน สามารถเดินทางเข้าออกได้หลายครั้ง (Multiple Entries) และพำนักได้ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน นอกจากนี้ยังมีออปชันระยะยาว 2 ปี, 5 ปี และ 10 ปี สำหรับผู้ที่เดินทางบ่อยครั้ง รายการเอกสารที่ต้องใช้ยื่นวีซ่าอังกฤษให้ผ่านรอบเดียว ปัจจัยหลักที่สถานทูตอังกฤษใช้พิจารณาคือ “ความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร” และความมั่นใจว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อสิ้นสุดการท่องเที่ยว หลักฐานยืนยันความผูกพันในประเทศไทย เอกสารสำคัญคือหนังสือรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ ระบุเงินเดือน วันเริ่มงาน และระยะเวลาการลาพักร้อน หรือเอกสารทะเบียนการค้ากรณีทำธุรกิจส่วนตัว เพื่อแสดงว่ามีภาระผูกพันที่ต้องกลับมาดำเนินชีวิตต่อในไทย หลักฐานทางการเงินและที่มาของรายได้ สเตทเมนท์ธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน… Continue reading ยื่นวีซ่าอังกฤษง่ายๆ สรุปขั้นตอนครบถ้วน เตรียมตัวพร้อมเดินทาง