เมื่อเวลาประมาณ 01.58 น. ของคืนวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ศูนย์วิทยุพระราม 199 และสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนภายในชุมชนบ้านไม้ ซอยรัชดาภิเษก 7 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นชุมชนแออัดที่มีบ้านไม้สองชั้นและบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ปลูกสร้างเรียงชิดติดกันเป็นจำนวนมาก
เมื่อเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. พร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและร่วมกตัญญูเดินทางไปถึง พบว่าเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง ประกอบกับซอยทางเข้ามีความคับแคบ รถดับเพลิงขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าไปถึงจุดเกิดเหตุได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งต่อสายส่งน้ำระยะไกลกว่า 200 เมตรเข้าสกัดเพลิง โดยเปลวไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังบ้านข้างเคียงจนวอดเสียหายไปทั้งสิ้น 4-5 หลังคาเรือน ท่ามกลางความแตกตื่นตกใจของชาวบ้านที่ต้องพากันอุ้มเด็ก คนชรา และขนย้ายทรัพย์สินหนีตายออกมาอย่างทุลักทุเล เจ้าหน้าที่ใช้เวลาฉีดน้ำสกัดเพลิงนานกว่า 45 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ โดยไม่มีผู้เสียชีวิต แต่มีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บจากการสำลักควันและถูกเศษกระจกบาดหลายราย
ปัญหาไฟไหม้ลุกลามในชุมชนเป็นเรื่องที่พบบ่อยและสร้างข้อพิพาทอย่างมาก ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลักการความรับผิดชอบแบ่งออกเป็นกรณีต่างๆ ดังนี้:
หากพิสูจน์ได้ว่าเพลิงไหม้เกิดจากการกระทำโดยประมาทของเจ้าของหรือผู้อยู่อาศัยในบ้านต้นเพลิง (เช่น จุดธูปเทียนทิ้งไว้, ลืมปิดเตาแก๊ส, ต่อสายไฟชำรุดโดยไม่ซ่อมแซม) เจ้าของบ้านต้นเพลิงจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐาน “ละเมิด” ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แก่บ้านข้างเคียงทุกหลังที่ได้รับความเสียหาย
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 434 หากความเสียหายเกิดจากโรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือสายไฟในบ้านชำรุดบกพร่อง ผู้ครองโรงเรือน (หรือเจ้าของโรงเรือน) จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว
หากเพลิงไหม้เกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า หรือปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถป้องกันได้ โดยไม่มีใครประมาท ในทางกฎหมายถือเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบความเสียหายของตนเอง ซึ่งจุดนี้เองที่ “ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย” จะเข้ามาเป็นที่พึ่งเดียวที่สำคัญที่สุด
หากผลการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ชี้ว่า มีผู้กระทำโดยประมาทจนเกิดเพลิงไหม้ ผู้ก่อเหตุจะมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225 ฐานกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย หรือเป็นอันตรายแก่ชีวิตผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับผู้ประสบอัคคีภัย สามารถขอรับความช่วยเหลือฉุกเฉินจากภาครัฐได้ตามขั้นตอนดังนี้:
เหตุไฟไหม้ชุมชนซอยรัชดาภิเษก 7 เป็นเครื่องเตือนใจว่า อัคคีภัยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อและสร้างความเสียหายในพริบตา การพึ่งพาเพียงการฟ้องร้องเพื่อนบ้านอาจใช้เวลานานและคู่กรณีอาจไม่มีทรัพย์สินชดใช้ การทำประกันบ้านและคอนโดจึงเป็นเกราะป้องกันทางการเงินที่มั่นคงที่สุดสำหรับทุกครอบครัว
บ้านและที่อยู่อาศัยคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด อย่าปล่อยให้ความประมาทของผู้อื่นหรืออุบัติเหตุเพลิงไหม้ที่ไม่คาดฝันทำลายความมั่นคงของครอบครัว การเลือกทำ ประกันบ้านและคอนโด (Home & Condo Insurance จาก Insurverse) ให้ความคุ้มครองครบครันทั้งไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด ภัยจากน้ำ รวมถึงคุ้มครองทรัพย์สินและเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน พร้อมเงินชดเชยค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราว เช็กเบี้ยและเลือกแผนความคุ้มครองออนไลน์ได้ทันที 24 ชม.
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ลำดับเหตุการณ์สลดบนถนน AH16 เมื่อช่วงเช้ามืดเวลาประมาณ 05.20 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรุนแรงบนทางหลวงแผ่นดินสาย AH16 (กาฬสินธุ์–มุกดาหาร) บริเวณพื้นที่อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรถตู้โดยสารเช่าเหมาคันนำพาชาว สปป.ลาว รวม 13 คน เดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าด่านพรมแดนจังหวัดนครพนม เพื่อดำเนินการต่ออายุหนังสือเดินทางและเอกสารประจำตัว ระหว่างการเดินทาง รถตู้คันดังกล่าวเกิดเสียหลักพุ่งชนแท่งคอนกรีตแบริเออร์กั้นขอบทางอย่างรุนแรง ก่อนจะพลิกคว่ำไถลตกลงไปในคูน้ำข้างทาง และเกิดประกายไฟลุกไหม้ท่วมห้องโดยสารอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่กู้ภัยและดับเพลิงเร่งฉีดน้ำสกัดเพลิง แต่เนื่องจากเปลวไฟลุกลามรวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้โดยสารหญิงติดอยู่ภายในและถูกไฟคลอกเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย ขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆ และคนขับรวม 12 ราย ได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน โดยพนักงานสอบสวนสันนิษฐานเบื้องต้นว่าคนขับอาจเกิดอาการหลับในจากการขับรถระยะไกลข้ามคืน ประเด็นกฎหมายและความรับผิด 1. ความรับผิดทางอาญาของผู้ขับขี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 (กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท) และมาตรา 300… Continue reading รถตู้รับจ้างคว่ำไฟลุกท่วม ดับ 2 เจ็บ 12 : เปิดข้อกฎหมาย สิทธิผู้โดยสาร และการเบิกเคลม พ.ร.บ.
เกิดอะไรขึ้น? เมื่อวันที่ 18-19 สิงหาคม 2569 ที่ สภ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 64 ปี ได้นำหลักฐานการแชตข้อความและสลิปการทำธุรกรรมทางการเงิน เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.ศรีสะเกษ ของพรรคการเมืองชื่อดังรายหนึ่ง ในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ ผู้เสียหายเปิดเผยว่า ตนรู้จักกับอดีตผู้สมัคร สส. รายนี้เป็นการส่วนตัว ต่อมาฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาได้อ้างว่ามีโควตาพิเศษและสามารถใช้เส้นสายวิ่งเต้นช่วยเหลือให้บุคคลสอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้อย่างแน่นอน ด้วยความหวังอยากให้ลูกหลานมีความมั่นคงในอาชีพ ตนจึงหลงเชื่อและรวบรวมเงินเก็บส่วนตัวรวมทั้งสิ้น 2,350,000 บาท มอบให้เพื่อเป็นค่าดำเนินการฝากลูกหลานจำนวน 5 คน แต่เมื่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นประกาศผลการสอบอย่างเป็นทางการ กลับปรากฏว่าไม่มีรายชื่อลูกหลานของตนแม้แต่คนเดียว เมื่อตนพยายามทวงถามเงินคืนกลับถูกบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง อ้างว่าเดินทางไปต่างจังหวัดและอ้างชื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง จึงมั่นใจว่าถูกหลอกลวงและตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด การจ่ายเงินวิ่งเต้นสอบราชการ แล้วถูกหลอก สามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนตามกฎหมายได้หรือไม่? ในทางกฎหมาย ประเด็นการฟ้องเรียกเงินวิ่งเต้นคืนมีความซับซ้อนและมีหลักเกณฑ์สำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนี้: 1. ในทางแพ่ง: สัญญาเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 150) ข้อตกลงหรือสัญญาจ้างวานเพื่อวิ่งเต้นสอบบรรจุข้าราชการ ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ส่งผลให้สัญญานั้นตกเป็น… Continue reading สูญเงิน 2.3 ล้านชวดบรรจุ! แจ้งจับอดีตผู้สมัคร สส. หลอกฝากลูกหลานสอบ อปท. : เปิดข้อกฎหมาย สัญญาวิ่งเต้นเป็นโมฆะ ฟ้องเรียกเงินคืนได้อย่างไร?
เกิดอะไรขึ้น? กลายเป็นคดีทุจริตเชิงโครงสร้างที่สั่นสะเทือนระบบทะเบียนราษฎร์ของประเทศไทย เมื่อกรุงเทพมหานครได้ออกคำสั่งลงนามเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ให้ข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครองและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนรวม 3 ราย “ให้ออกจากราชการไว้ก่อน” โดยมีผลบังคับใช้ทันที การดำเนินการเด็ดขาดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากศูนย์ปฏิบัติการสืบสวนอาชญากรรมพิเศษร่วมกับรายการ The EXIT สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และตำรวจ บก.ปปป. เปิดโปงขบวนการนายหน้าลักลอบนำข้อมูลทะเบียนราษฎร์และเลขประจำตัวประชาชนของคนไทย ไป “สวมสิทธิ” ออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู หรือ ท.ร.38/1) ให้แก่กลุ่มบุคคลต่างด้าวและเด็กต่างด้าวมากกว่า 1,000 ราย โดยเรียกรับผลประโยชน์รายละ 30,000 ถึง 50,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท ด้านปลัดกรุงเทพมหานครได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีอาญาอย่างถึงที่สุด พร้อมสั่งการทุกสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ปูพรมตรวจสอบรายการย้ายเข้าทะเบียนบ้านที่ผิดปกติย้อนหลังทันที หากเจ้าของบ้านพบว่ามี “ชื่อแปลกปลอม” หรือถูกสวมสิทธิในทะเบียนบ้าน จะส่งผลกระทบทางกฎหมายอย่างไร? การถูกสวมสิทธิทางทะเบียนราษฎร์ถือเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเจ้าของบ้านและผู้มีสิทธิโดยตรง ดังนี้: 1. ความเสี่ยงด้านนิติกรรมและหนี้สิน มิจฉาชีพอาจนำข้อมูลทะเบียนบ้านไปใช้เปิดบัญชีม้า สมัครสินเชื่อ… Continue reading เชือดข้าราชการทุจริต! กทม. สั่ง 3 จนท. เอี่ยวสวมสิทธิ ‘บัตรสีชมพู’ ให้ออกทันที : เตือนภัยเจ้าของบ้าน เช็กด่วนมีชื่อผีโผล่ในทะเบียนบ้านหรือไม่ และโทษหนักทางกฎหมาย