เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในสถานประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นกรณีลูกจ้างขอลาออก เลิกจ้าง เกษียณอายุ หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญตามระเบียบที่ฝ่ายบุคคลและนายจ้างต้องดำเนินการคือการ แจ้งออกประกันสังคม เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ประกันตนมาตรา 33 ให้เป็นปัจจุบัน การดำเนินการที่ถูกต้องตามกรอบเวลาไม่เพียงแต่ช่วยให้นายจ้างหลีกเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายและบทลงโทษ แต่ยังช่วยให้ลูกจ้างสามารถไปดำเนินการขอรับสิทธิประโยชน์ว่างงานได้อย่างรวดเร็ว
ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่แจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนของลูกจ้าง เพื่อแจ้งให้สำนักงานประกันสังคมทราบว่าบุคคลดังกล่าวไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างจากสถานประกอบการนี้แล้ว หากนายจ้างละเลยไม่แจ้งออก ข้อมูลในระบบจะยังคงปรากฏว่าลูกจ้างยังทำงานอยู่ ส่งผลให้นายจ้างยังคงมีภาระผูกพันในการต้องนำส่งเงินสมทบของลูกจ้างคนนั้นต่อไปในแต่ละเดือน
กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นับจากเดือนที่ลูกจ้างสิ้นสุดสภาพการทำงาน โดยสามารถดำเนินการได้ 2 ช่องทางหลัก
หากไม่สะดวกยื่นออนไลน์ นายจ้างสามารถเดินทางไปยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด โดยเตรียมแบบ สปส. 1-03/1 กรอกข้อมูลครบถ้วน พร้อมแนบสำเนาหนังสือแจ้งการลาออกหรือเอกสารเลิกจ้าง (ถ้ามี)
การละเลยไม่แจ้งออกภายในกำหนดเวลามีผลเสียตามกฎหมาย ดังนี้:
สำหรับลูกจ้างที่เพิ่งออกจากงาน สิทธิประโยชน์ประกันสังคมมาตรา 33 จะยังคงคุ้มครองต่อเนื่องไปอีก 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ออกจากงาน โดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ ครอบคลุม 4 กรณี ได้แก่: เจ็บป่วยหรือประสบอันตราย, คลอดบุตร, ทุพพลภาพ และเสียชีวิต
นอกจากนี้ หากลูกจ้างต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตาม มาตรา 39 ได้ภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านระหว่างการลาออกจากงานประจำไปสู่การเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว เป็นฟรีแลนซ์ หรือการพักผ่อนยาว (Gap Year) ถือเป็นช่วงเวลาที่สวัสดิการของบริษัทเดิมสิ้นสุดลง แม้จะมีสิทธิประกันสังคมคุ้มครองชั่วคราว แต่การวางแผนรับมือกับความเสี่ยงในชีวิตประจำวันก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ การมี ประกันอุบัติเหตุ ส่วนบุคคลจะช่วยสร้างตาข่ายรองรับค่ารักษาพยาบาลจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ในยุคที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีเป็นอาวุธในการหลอกลวง การตรวจสอบเบอร์แปลก หรือเบอร์โทรศัพท์ที่น่าสงสัยก่อนที่จะรับสายหรือโอนเงินถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยปกป้องตัวเองและคนรอบข้างจากการถูกโกง การเช็คเบอร์มิจฉาชีพไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณรู้วิธีที่ถูกต้องและใช้เครื่องมือที่เหมาะสม บทความนี้จึงรวบรวมวิธีการเช็คเบอร์มิจฉาชีพและข้อควรระวังที่คุณไม่ควรพลาด
เมื่อเราเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สนามบิน หรืออาคารสาธารณะต่างๆ เรามักจะพบเห็นช่องจอดรถที่มีสัญลักษณ์รูปเก้าอี้คนพิการบนพื้นสีน้ำเงินสดใสและมีขนาดกว้างกว่าช่องจอดทั่วไป ซึ่งก็คือ “ที่จอดรถคนพิการ” ทว่าในชีวิตประจำวัน เรายังคงพบเห็นประเด็นดราม่าและการแย่งที่จอดรถพิเศษนี้อยู่บ่อยครั้งจนเกิดคำถามว่า ใครบ้างที่มีสิทธิ์เข้าจอด กฎหมายกำหนดมาตรฐานไว้อย่างไร และคนทั่วไปสามารถจอดชั่วคราวได้หรือไม่ บทความนี้จะสรุปความรู้ทางกฎหมายและมารยาทสากลเพื่อสร้างสังคมที่เกื้อกูลและน่าอยู่ร่วมกัน ทำความเข้าใจที่จอดรถคนพิการ หัวใจของการออกแบบเพื่อทุกคน ที่จอดรถคนพิการ (Accessible Parking) ถูกออกแบบขึ้นตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ผู้ใช้วีลแชร์ รวมถึงผู้สูงอายุ ให้สามารถเดินทางและเข้าถึงอาคารสถานที่ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป มาตรฐานขนาดและสัญลักษณ์ที่จอดรถคนพิการตามกฎกระทรวง ตามกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพและคนชรา ได้กำหนดมาตรฐานของช่องจอดรถไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ ขนาดช่องจอดรถกว้างพิเศษเพื่อการขึ้น-ลงวีลแชร์ ช่องจอดรถคนพิการต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า “2.40 เมตร” และต้องมี “พื้นที่ว่างข้างช่องจอด” กว้างไม่น้อยกว่า 1.00 เมตร ตลอดความยาวของช่องจอด เพื่อให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารสามารถเปิดประตูรถได้จนสุด และมีพื้นที่เพียงพอในการกางเก้าอี้รถเข็นวีลแชร์ขึ้น-ลงได้อย่างปลอดภัย สัญลักษณ์รูปคนพิการและโทนสีน้ำเงินสากล ต้องทาสัญลักษณ์รูปคนนั่งเก้าอี้ล้อเลื่อน (International Symbol of Access) สีขาวบนพื้นสีน้ำเงินอย่างเด่นชัดบนพื้นช่องจอด และต้องมีป้ายสัญลักษณ์ตั้งขึ้นอย่างชัดเจนในระดับสายตา ตำแหน่งที่ตั้งใกล้ทางเข้าอาคารและทางลาด ช่องจอดต้องตั้งอยู่ใกล้กับทางเข้า-ออกอาคารหรือลิฟต์มากที่สุด และต้องมีทางลาดชันที่ได้มาตรฐานเชื่อมต่อจากที่จอดรถไปยังทางเดินเท้าโดยไม่มีขั้นบันไดขวางกั้น… Continue reading ที่จอดรถคนพิการ ใครมีสิทธิ์จอดได้บ้าง กฎหมายและมารยาท
“เซ็นทรัลเวิลด์” (centralwOrld) ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ระดับโลกใจกลางย่านราชประสงค์ คือแลนด์มาร์กสำคัญที่รวบรวมร้านค้า ร้านอาหารชื่อดัง โรงภาพยนตร์ และอีเวนต์ระดับประเทศไว้มากมาย ในแต่ละวันจึงมีผู้ขับขี่รถยนต์แวะเวียนเข้ามาใช้บริการอย่างเนืองแน่น สำหรับใครที่กำลังวางแผนขับรถไปเที่ยว ทานอาหาร หรือดูหนัง คำถามยอดฮิตที่ต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนออกเดินทางคือ “ค่าจอดรถเซ็นทรัลเวิลด์” คิดราคาเท่าไหร่ มีสิทธิ์จอดฟรีหรือไม่ และต้องรวมยอดใบเสร็จกี่บาทจึงจะสแตมป์บัตรได้ บทความนี้สรุปเกณฑ์ล่าสุดมาให้ครบถ้วน เซ็นทรัลเวิลด์ ศูนย์การค้ายักษ์ใหญ่ใจกลางราชประสงค์ กับพื้นที่จอดรถกว่า 7,000 คัน centralwOrld มีอาคารจอดรถขนาดใหญ่ที่แบ่งออกเป็นหลายโซนเพื่อรองรับรถยนต์ได้มากกว่า 7,000 คัน โดยมีทางเข้า-ออกเชื่อมต่อทั้งจากถนนพระราม 1 ถนนราชดำริ และถนนเพชรบุรี ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงโซนต่างๆ ของห้างได้อย่างรวดเร็ว สรุปอัตราค่าจอดรถเซ็นทรัลเวิลด์ อัปเดตล่าสุด อัตราค่าบริการที่จอดรถของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีรายละเอียดดังนี้ สิทธิ์จอดรถฟรี 2 ชั่วโมงแรกสำหรับทุกคน สำหรับลูกค้าทั่วไปที่เข้ามาใช้บริการ ทางศูนย์การค้ามอบสิทธิ์ “จอดรถฟรี 2 ชั่วโมงแรก” ให้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมียอดซื้อสินค้าหรือประทับตราใบเสร็จใดๆ อัตราค่าบริการรายชั่วโมงหลังจากหมดเวลาจอดฟรี หากจอดรถเกิน 2 ชั่วโมงแรกและไม่มีการประทับตราใบเสร็จ จะคิดค่าบริการดังนี้: เงื่อนไขการประทับตราใบเสร็จช้อปปิ้งและทานอาหาร เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการภายในศูนย์การค้า สามารถนำใบเสร็จไปประทับตราเพื่อขยายเวลาจอดฟรีได้: สิทธิ์จอดรถฟรีสำหรับลูกค้าโรงภาพยนตร์… Continue reading ค่าจอดรถเซ็นทรัลเวิลด์ สรุปอัตราค่าบริการ พร้อมเงื่อนไขจอดฟรี