กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อเกิดเหตุการณ์ลูกค้าทำร้ายร่างกายพนักงานสำรวจภัย (พนักงานเคลมประกัน) กลางสถานีตำรวจ เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกปฏิเสธการออกใบเคลม เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับเงื่อนไขการซื้อ ประกันชั้น 2+ ผ่านช่องทางออนไลน์ ว่าสรุปแล้วความคุ้มครองเริ่มเมื่อไหร่ และจำเป็นต้อง ตรวจสภาพรถ หรือไม่? วันนี้เราขอสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมนำข้อมูลเงื่อนไขการทำประกันที่ถูกต้องมาฝากกัน
จากข่าวที่เป็นกระแสไวรัล เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อลูกค้าท่านหนึ่งได้ซื้อประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ ผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วงเช้า โดยชำระเงินงวดแรกเรียบร้อย ซึ่งตามเงื่อนไขของบริษัทประกันภัยแห่งนั้นระบุว่า กรมธรรม์มีผลคุ้มครองทันที แต่ “ต้องส่งภาพถ่ายรถเพื่อตรวจสภาพในภายหลัง” ซึ่งลูกค้ายังไม่ได้ดำเนินการส่งภาพถ่ายดังกล่าวให้กับทางบริษัท
ต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน ลูกค้าได้แจ้งเหตุเคลมอุบัติเหตุชนท้ายคู่กรณี แต่เมื่อพนักงานสำรวจภัยเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ กลับพบว่าร่องรอยความเสียหายไม่สอดคล้องกับลักษณะการชนที่แจ้งไว้เบื้องต้น (เช่น ไม่พบเศษซากความเสียหายบริเวณจุดเกิดเหตุ) พนักงานจึงจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม และเชิญลูกค้าไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจตามขั้นตอนปกติก่อนออกใบเคลม แต่ลูกค้าเกิดความไม่พอใจและปฏิเสธในตอนแรก ก่อนจะตามมาก่อเหตุทำร้ายร่างกายพนักงานกลางโรงพัก
ล่าสุดทางบริษัทประกันภัยต้นสังกัดได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนการเรียกร้องสินไหมอย่างถูกต้อง และพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
จากข่าวนี้ นำมาสู่คำถามสำคัญที่คนใช้รถหลายคนสงสัยเกี่ยวกับการซื้อประกันออนไลน์ โดยเฉพาะ ประกันชั้น 2+ ว่ามีเงื่อนไขอย่างไรกันแน่?
คำตอบคือ เงื่อนไขของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกันค่ะ
เพราะปัจจุบันไม่ได้มีข้อกำหนดกลางที่บังคับว่า ประกันชั้น 2+ ของทุกบริษัทจะต้องตรวจสภาพรถก่อนเริ่มความคุ้มครอง การจะตรวจหรือไม่ตรวจจึงขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์การรับประกันของบริษัทและแผนที่เราเลือก
บางบริษัทอาจไม่ต้องตรวจเลย ขณะที่บางบริษัทอาจขอให้ถ่ายรูปรถ ตรวจผ่านวิดีโอ หรือส่งหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อยืนยันสภาพรถก่อนเริ่มคุ้มครอง เพราะฉะนั้น คำว่า “เริ่มความคุ้มครองตามวันที่ในกรมธรรม์” กับ “ต้องตรวจสภาพรถหรือไม่” เป็นสองเรื่องที่ต้องเช็กควบคู่กัน
ก่อนซื้อจึงควรถามให้ชัดว่า หลังชำระเงินแล้ว ยังมีขั้นตอนตรวจรถอีกไหม? ต้องดำเนินการภายในกี่วัน? และหากไม่ส่งรูปหรือส่งหลักฐานไม่ครบ จะมีผลต่อเงื่อนไขความคุ้มครองหรือการพิจารณาสินไหมอย่างไร?
ประกันชั้น 1 ของ Insurverse: ต้องตรวจสภาพรถ เพราะมีความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของเรา แต่สามารถตรวจผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ไม่ต้องนำรถไปตรวจที่สาขา และต้องดำเนินการให้เรียบร้อยภายในระยะเวลาที่บริษัทกำหนดก่อนเริ่มความคุ้มครอง
ประกันชั้น 2+ ของ Insurverse: ไม่ต้องตรวจสภาพรถ ไม่ต้องถ่ายรูปรอบคัน ไม่ต้องวิดีโอคอล และไม่ต้องรอผลตรวจ ความคุ้มครองเริ่มตามวันและเวลาที่ระบุในกรมธรรม์
ประกันชั้น 3 ของ Insurverse: ไม่ต้องตรวจสภาพรถ เพราะความคุ้มครองหลักไม่ได้ครอบคลุมความเสียหายต่อตัวรถคันเอาประกันภัย แต่เน้นคุ้มครองความเสียหายต่อบุคคลภายนอก
ประกันชั้น 2+ ของแต่ละบริษัทอาจมีขั้นตอนหลังซื้อไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าดูแค่ราคา ต้องเช็กด้วยว่า จ่ายเงินแล้วจบเลย หรือยังมีขั้นตอนตรวจสภาพรถที่ต้องทำต่อ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเงื่อนไขความคุ้มครองค่ะ
ใครกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ลองเข้าไปเช็กราคากับ Insurverse ได้เลยค่ะ ทั้งชั้น 1 ชั้น 2+ และชั้น 3 เลือกแผนที่เหมาะกับรถและงบของเราได้ด้วยตัวเอง เช็กราคาฟรีก่อนตัดสินใจได้ที่เว็บไซต์ Insurverse
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ลำดับเหตุการณ์สลดบนถนน AH16 เมื่อช่วงเช้ามืดเวลาประมาณ 05.20 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรุนแรงบนทางหลวงแผ่นดินสาย AH16 (กาฬสินธุ์–มุกดาหาร) บริเวณพื้นที่อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรถตู้โดยสารเช่าเหมาคันนำพาชาว สปป.ลาว รวม 13 คน เดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าด่านพรมแดนจังหวัดนครพนม เพื่อดำเนินการต่ออายุหนังสือเดินทางและเอกสารประจำตัว ระหว่างการเดินทาง รถตู้คันดังกล่าวเกิดเสียหลักพุ่งชนแท่งคอนกรีตแบริเออร์กั้นขอบทางอย่างรุนแรง ก่อนจะพลิกคว่ำไถลตกลงไปในคูน้ำข้างทาง และเกิดประกายไฟลุกไหม้ท่วมห้องโดยสารอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่กู้ภัยและดับเพลิงเร่งฉีดน้ำสกัดเพลิง แต่เนื่องจากเปลวไฟลุกลามรวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้โดยสารหญิงติดอยู่ภายในและถูกไฟคลอกเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย ขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆ และคนขับรวม 12 ราย ได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน โดยพนักงานสอบสวนสันนิษฐานเบื้องต้นว่าคนขับอาจเกิดอาการหลับในจากการขับรถระยะไกลข้ามคืน ประเด็นกฎหมายและความรับผิด 1. ความรับผิดทางอาญาของผู้ขับขี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 (กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท) และมาตรา 300… Continue reading รถตู้รับจ้างคว่ำไฟลุกท่วม ดับ 2 เจ็บ 12 : เปิดข้อกฎหมาย สิทธิผู้โดยสาร และการเบิกเคลม พ.ร.บ.
เกิดอะไรขึ้น? เมื่อวันที่ 18-19 สิงหาคม 2569 ที่ สภ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 64 ปี ได้นำหลักฐานการแชตข้อความและสลิปการทำธุรกรรมทางการเงิน เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.ศรีสะเกษ ของพรรคการเมืองชื่อดังรายหนึ่ง ในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ ผู้เสียหายเปิดเผยว่า ตนรู้จักกับอดีตผู้สมัคร สส. รายนี้เป็นการส่วนตัว ต่อมาฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาได้อ้างว่ามีโควตาพิเศษและสามารถใช้เส้นสายวิ่งเต้นช่วยเหลือให้บุคคลสอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้อย่างแน่นอน ด้วยความหวังอยากให้ลูกหลานมีความมั่นคงในอาชีพ ตนจึงหลงเชื่อและรวบรวมเงินเก็บส่วนตัวรวมทั้งสิ้น 2,350,000 บาท มอบให้เพื่อเป็นค่าดำเนินการฝากลูกหลานจำนวน 5 คน แต่เมื่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นประกาศผลการสอบอย่างเป็นทางการ กลับปรากฏว่าไม่มีรายชื่อลูกหลานของตนแม้แต่คนเดียว เมื่อตนพยายามทวงถามเงินคืนกลับถูกบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง อ้างว่าเดินทางไปต่างจังหวัดและอ้างชื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง จึงมั่นใจว่าถูกหลอกลวงและตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด การจ่ายเงินวิ่งเต้นสอบราชการ แล้วถูกหลอก สามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนตามกฎหมายได้หรือไม่? ในทางกฎหมาย ประเด็นการฟ้องเรียกเงินวิ่งเต้นคืนมีความซับซ้อนและมีหลักเกณฑ์สำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนี้: 1. ในทางแพ่ง: สัญญาเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 150) ข้อตกลงหรือสัญญาจ้างวานเพื่อวิ่งเต้นสอบบรรจุข้าราชการ ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ส่งผลให้สัญญานั้นตกเป็น… Continue reading สูญเงิน 2.3 ล้านชวดบรรจุ! แจ้งจับอดีตผู้สมัคร สส. หลอกฝากลูกหลานสอบ อปท. : เปิดข้อกฎหมาย สัญญาวิ่งเต้นเป็นโมฆะ ฟ้องเรียกเงินคืนได้อย่างไร?
เกิดอะไรขึ้น? กลายเป็นคดีทุจริตเชิงโครงสร้างที่สั่นสะเทือนระบบทะเบียนราษฎร์ของประเทศไทย เมื่อกรุงเทพมหานครได้ออกคำสั่งลงนามเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ให้ข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครองและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนรวม 3 ราย “ให้ออกจากราชการไว้ก่อน” โดยมีผลบังคับใช้ทันที การดำเนินการเด็ดขาดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากศูนย์ปฏิบัติการสืบสวนอาชญากรรมพิเศษร่วมกับรายการ The EXIT สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และตำรวจ บก.ปปป. เปิดโปงขบวนการนายหน้าลักลอบนำข้อมูลทะเบียนราษฎร์และเลขประจำตัวประชาชนของคนไทย ไป “สวมสิทธิ” ออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู หรือ ท.ร.38/1) ให้แก่กลุ่มบุคคลต่างด้าวและเด็กต่างด้าวมากกว่า 1,000 ราย โดยเรียกรับผลประโยชน์รายละ 30,000 ถึง 50,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท ด้านปลัดกรุงเทพมหานครได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีอาญาอย่างถึงที่สุด พร้อมสั่งการทุกสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ปูพรมตรวจสอบรายการย้ายเข้าทะเบียนบ้านที่ผิดปกติย้อนหลังทันที หากเจ้าของบ้านพบว่ามี “ชื่อแปลกปลอม” หรือถูกสวมสิทธิในทะเบียนบ้าน จะส่งผลกระทบทางกฎหมายอย่างไร? การถูกสวมสิทธิทางทะเบียนราษฎร์ถือเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเจ้าของบ้านและผู้มีสิทธิโดยตรง ดังนี้: 1. ความเสี่ยงด้านนิติกรรมและหนี้สิน มิจฉาชีพอาจนำข้อมูลทะเบียนบ้านไปใช้เปิดบัญชีม้า สมัครสินเชื่อ… Continue reading เชือดข้าราชการทุจริต! กทม. สั่ง 3 จนท. เอี่ยวสวมสิทธิ ‘บัตรสีชมพู’ ให้ออกทันที : เตือนภัยเจ้าของบ้าน เช็กด่วนมีชื่อผีโผล่ในทะเบียนบ้านหรือไม่ และโทษหนักทางกฎหมาย