หลังจากมีประชาชนและผู้ใช้เส้นทางถนนพระราม 3 ร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงคละคลุ้งมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ทีมเทคนิคและวิศวกรได้ดำเนินการขุดเปิดชั้นดินบริเวณใต้ตอม่อทางยกระดับถนนพระราม 3 จนกระทั่งพบความผิดปกติที่ท่อส่งน้ำมันใต้ดิน โดยพบว่าบริเวณปลอกหุ้มท่อช่วงรอยต่อมีลักษณะบวมพองและมีคราบน้ำมันซึมออกมา ซึ่งท่อส่งน้ำมันเส้นดังกล่าวมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 30 ปี ทั้งนี้ ทางกระทรวงพลังงานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและกำชับให้บริษัทเอกชนผู้รับผิดชอบระบบท่อ คือ BPT และ BFPL เร่งดำเนินการปิดรอยรั่ว ซ่อมแซมระบบ และเตรียมนำอุปกรณ์ Pigging Run Test เข้าตรวจสแกนความหนาแน่นและความสมบูรณ์ของท่อตลอดแนวความยาว 32 กิโลเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดจุดรั่วไหลซ้ำซ้อนในอนาคต
คำถามสำคัญที่ประชาชนในย่านพระราม 3 และผู้ใช้ทางยกระดับต่างวิตกกังวลคือ การรั่วซึมของน้ำมันใต้ดินจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของฐานรากตอม่อสะพานหรือไม่ รวมถึงไอระเหยของน้ำมันจะก่อให้เกิดประกายไฟลุกไหม้หรือส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียงเพียงใด ในเบื้องต้น กรมธุรกิจพลังงานและกรุงเทพมหานครได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจวัดค่าสารระเหยและแรงสั่นสะเทือน พบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ ไม่มีการยุบตัวของชั้นดินฐานราก แต่จำเป็นต้องมีมาตรการขุดลอกดินปนเปื้อนและดูดซับสารไฮโดรคาร์บอนออกจากท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยอย่างเด็ดขาด
ในทางกฎหมาย การประกอบกิจการท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้ผู้ครอบครองหรือเจ้าของแหล่งกำเนิดมลพิษมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากเกิดการรั่วไหลจนสร้างความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
นอกจากนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 437 กำหนดหลักความรับผิดเด็ดขาด (Strict Liability) สำหรับผู้ครอบครองทรัพย์อันตราย หากทรัพย์นั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่น ผู้ครอบครองจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย
หากประชาชน ชุมชน หรือผู้ประกอบการในพื้นที่ได้รับผลกระทบ เช่น อาการเจ็บป่วยจากไอระเหยน้ำมัน หรือธุรกิจต้องหยุดชะงัก มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ดังนี้:
1. เรียกร้องจากกองทุนหรือบริษัทเจ้าของระบบท่อส่งน้ำมัน: บริษัทผู้บริหารระบบท่อมีหน้าที่ตามสัญญาและกฎหมายในการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้น
2. การยื่นคำร้องผ่านสำนักงานเขตยานนาวาและศูนย์ดำรงธรรม: เพื่อให้หน่วยงานรัฐเป็นคนกลางในการประสานเจรจาค่าสินไหมทดแทน
3. การฟ้องร้องคดีสิ่งแวดล้อม: ผ่านศาลแพ่งหรือศาลปกครอง เพื่อเรียกร้องค่าฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและค่าเสียหายต่อสุขภาพ
1. งดการก่อประกายไฟ: ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามสตาร์ทรถยนต์ในจุดที่มีกลิ่นน้ำมันเข้มข้น และหลีกเลี่ยงการเปิด-ปิดสวิตช์ไฟฟ้าในพื้นที่อับอากาศ
2. อพยพไปอยู่เหนือลม: หากได้กลิ่นรุนแรง ควรออกจากพื้นที่ไปยังที่อากาศถ่ายเทสะดวกทันที
3. โทรแจ้งสายด่วน: ติดต่อสายด่วน ปภ. 1784, สวพ.FM91 โทร 1644 หรือสายด่วนสถานีดับเพลิง 199 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่
4. บันทึกหลักฐาน: ถ่ายภาพคราบน้ำมัน บันทึกเวลาที่เริ่มได้กลิ่น เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการเรียกร้องสิทธิ
เหตุการณ์ท่อน้ำมันรั่วใต้ดินกลางกรุงเป็นสิ่งเตือนใจว่า ภัยพิบัติทางเคมีและอัคคีภัยสามารถเกิดขึ้นได้ใกล้ตัว สำหรับเจ้าของบ้านและคอนโดมิเนียมในเขตเมือง การมี “ประกันบ้านและคอนโด” (ประกันอัคคีภัย) ที่ขยายความคุ้มครองภัยจากระเบิด ควัน หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน จะช่วยรองรับความเสี่ยงที่ไม่อาจควบคุมได้ ขณะเดียวกัน สำหรับภาคธุรกิจและโรงงาน การทำประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance) และประกันภัยสิ่งแวดล้อม ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยบรรเทาภาระค่าสินไหมทดแทนได้อย่างเป็นรูปธรรม
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
คลิปไวรัลระทึกเขาใหญ่ เก๋งเร่งเครื่องประมาทเฉียด “พ่องาทอง-น้องต้นกล้า” กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียล เมื่อมีผู้บันทึกภาพเหตุการณ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลคันหนึ่งขับขี่ด้วยความเร็วและแสดงพฤติกรรมน่าหวาดเสียว พุ่งเข้าใส่ในระยะประชิดกับ “พ่องาทอง” ช้างป่าเขาใหญ่ตัวใหญ่ และ “น้องต้นกล้า” ลูกช้างป่าที่กำลังเดินข้ามถนนสายท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ส่งผลให้ลูกช้างเกิดอาการตื่นตระหนกและเกือบถูกรถพุ่งชน ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 – 21 กันยายน 2569 หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ยืนยันว่า ทราบตัวผู้ครอบครองยานพาหนะแล้ว และได้ออกหนังสือเรียกตัวผู้ขับขี่มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างบรรทัดฐานความปลอดภัยในพื้นที่อนุรักษ์ คำถามที่พบบ่อย: ขับรถชนสัตว์ป่าในอุทยาน หรือถูกช้างป่าเหยียบ ประกันจ่ายไหม? ข้อสงสัยยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ: เปิดข้อกฎหมาย: ฝ่าฝืนระเบียบอุทยานฯ เสี่ยงทั้งโทษจำและปรับ การขับรถประมาทหวาดเสียวเข้าใกล้สัตว์ป่ามีความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ: 1. พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562: 2. พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562: หากการกระทำเข้าข่ายการล่าหรือทำอันตรายต่อสัตว์ป่าสงวนหรือคุ้มครอง มีโทษจำคุกและปรับหลักแสน 3. พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522: ข้อหาขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น และขับรถด้วยความเร็วเกินกำหนดในเขตอุทยาน (จำกัดความเร็ว 60 กม./ชม.) กฎเหล็ก 5 ข้อเมื่อเจอช้างป่าบนถนนเขาใหญ่ 1. หยุดรถให้ห่างอย่างน้อย… Continue reading เขาใหญ่ฟันเก๋งซิ่งเฉียดชนช้างป่า เช็กกฎหมายอุทยานและประกันภัยรถชนสัตว์
กปช.จต. ซุ่มจับริมชายแดน ยึดรถ จยย. สภาพใหม่เตรียมส่งออกเขมร เมื่อช่วงดึกย่างเข้าสู่วันที่ 21 กันยายน 2569 กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้รับแจ้งเบาะแสว่าจะมีการลักลอบนำรถจักรยานยนต์ที่ถูกโจรกรรมมาจากพื้นที่ชั้นใน ลำเลียงข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เจ้าหน้าที่ทหารเรือจึงสนธิกำลังร่วมกับตำรวจภูธรและฝ่ายปกครอง ตั้งจุดซุ่มตรวจจนพบกลุ่มชายต้องสงสัยกำลังช่วยกันเข็นและขนย้ายรถจักรยานยนต์สภาพใหม่เอี่ยมที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 4 คัน มุ่งหน้าข้ามแดนไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าปิดล้อมจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย พร้อมตรวจยึดยาไอซ์จำนวนหนึ่ง จากการตรวจสอบพบว่าเป็นรถที่ถูกโจรกรรมและเตรียมส่งขายตามออเดอร์ ข้อสงสัยยอดฮิต: รถถูกขโมยส่งข้ามแดนไปแล้ว จะเคลมประกันรถหายได้หรือไม่? สำหรับเจ้าของรถหรือผู้เช่าซื้อไฟแนนซ์ที่ตกเป็นเหยื่อรถหาย: 1. เคลมได้ทันทีตามเงื่อนไขกรมธรรม์: แม้รถจะถูกนำข้ามแดนไปแล้วหรือตามรถกลับมาไม่ได้ หากมี “ประกันภัยรถหาย” หรือประกันภัยรถยนต์/รถจักรยานยนต์ภาคสมัครใจที่คุ้มครองกรณีสูญหาย (ชั้น 1 หรือ 2+) บริษัทประกันภัยมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามทุนประกันที่ระบุไว้ในสัญญา (โดยทั่วไปอยู่ที่ 70-80% ของราคารถ) 2. ขั้นตอนการเคลม: ผู้เสียหายต้องนำใบแจ้งความจากสถานีตำรวจ เอกสารสัญญากรมธรรม์ และกุญแจรถ (ถ้ามี) ไปยื่นเรื่องต่อบริษัทประกันภัยและไฟแนนซ์เพื่อดำเนินการปิดบัญชีหนี้ เปิดข้อกฎหมาย: โทษหนักทั้งขบวนการ ตั้งแต่ขโมยจนถึงลักลอบส่งออก 1.… Continue reading ทัพเรือสกัดจับแก๊งลัก จยย. ข้ามแดนจันทบุรี เช็กข้อกฎหมายและสิทธิเคลมประกันรถหาย
เหตุระทึกแยกลือชัย รถโม่ปูนเสียหลักอัดกำแพงบ้านพังยับเยิน เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 17 กันยายน 2569 เกิดอุบัติเหตุสะเทือนขวัญบนทางหลวงใกล้แยกลือชัย ต.อำนาจ อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ เมื่อรถบรรทุก 10 ล้อโม่ปูน สีขาว เกิดเสียหลักพุ่งชนเข้ากับกำแพงบ้านเรือนประชาชนริมถนนอย่างจัง จนหน้ารถยุบอัดติดกับแนวกำแพงอิฐพังทลาย ส่งผลให้คนขับรถบรรทุกเพศชาย วัย 40 ปี เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุและร่างติดค้างภายในซากรถ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิเพชรเกษมอำนาจเจริญต้องนำอุปกรณ์ตัดถ่างเข้าเปิดซากห้องโดยสารเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตร ณ โรงพยาบาลลืออำนาจ สันนิษฐานเบื้องต้นว่าผู้ขับขี่อาจเกิดอาการวูบหลับในขณะปฏิบัติหน้าที่ ประเด็นที่เจ้าของบ้านต้องรู้: รถชนบ้าน ใครต้องรับผิดชอบค่าซ่อมแซม? สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องประสบเคราะห์ร้าย รั้วบ้านหรือกำแพงพังเสียหาย คำถามแรกคือ “จะเรียกค่าเสียหายจากใคร และประกันอะไรจ่าย?” ในกรณีนี้ ตามกฎหมายแพ่ง ผู้ขับขี่ถือเป็นผู้กระทำละเมิด หากผู้ขับขี่เสียชีวิต ความรับผิดจะตกแก่ “นายจ้างหรือเจ้าของรถบรรทุก” หากเป็นการขับรถในทางการที่จ้าง นอกจากนี้ หากรถบรรทุกคันดังกล่าวมีการจัดทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ บริษัทประกันภัยของผู้ก่อเหตุจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามวงเงินในกรมธรรม์ ข้อกฎหมายความรับผิด: ความรับผิดของผู้ขับขี่และนายจ้างตาม ป.พ.พ. 1. ความรับผิดฐานละเมิด (ม.420): ผู้ขับขี่กระทำการโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2. ความรับผิดของนายจ้าง (ม.425): นายจ้างต้องร่วมรับผิดชอบกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง… Continue reading รถโม่ปูนพุ่งชนกำแพงบ้าน อ.ลืออำนาจ คนขับดับ เช็กสิทธิชดใช้ทรัพย์สินและประกันบ้าน