น้ำมันเครื่องคือของเหลวที่ทำหน้าที่ในการหล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ ในเครื่องยนต์ เพื่อให้ทุกชิ้นส่วนทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำมันเครื่องผลิตจากน้ำมันดิบที่ผ่านการเติมสารต่าง ๆ ให้มีค่าที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ การที่เจ้าของรถทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเพราะสารเติมแต่งต่าง ๆ ที่ใส่เข้าไปเมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะหนึ่งจะเสื่อมคุณภาพ ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่เครื่องยนต์ทำงาน ทำให้เจ้าของรถจะต้องคอยเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อครบกำหนดการใช้งาน แต่จะเลือกซื้ออย่างไรนั้นไปดูกัน
น้ำมันเครื่องจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ๆ ตามการทำงานของเครื่องยนต์ ได้แก่ น้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน และ น้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งจำเป็นจะต้องเลือกให้ถูกชนิดกับรถของคุณ หากเลือกผิดอาจทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายได้
น้ำมันเครื่องในท้องตลาดมีด้วยกัน 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
สำหรับค่าความหนืดของน้ำมันเครื่อง คือค่าความข้น-ใสที่กำหนดโดยองค์กรวิศวกรรมยานยนต์ เช่น SAE, API เป็นต้น ส่วนตัวเลขที่ตามหลังจะระบุถึงค่าการทนความเย็น ดังนั้นหากเลือกซื้อจำเป็นที่จะต้องเลือกเบอร์หรือหมายเลขให้ตรงกับคู่มือที่ระบุไว้ โดยตัวเลขหรือเบอร์ของน้ำมันสามารถบอกความข้นใสและความหนืดได้ดังนี้
ค่าความหนืด จะมีตั้งแต่ 5, 10, 20, 30, 40, 50 และ 60 ยิ่งตัวเลขมากเท่าใดน้ำมันเครื่องยิ่งมีความหนืดมาก ซึ่งค่าความหนืดจะมีผลต่อการลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ สำหรับรถยนต์ในประเทศไทยแนะนำให้ดูตัวเลขหลังสุด นั่นคือความหนืด เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน
เมื่อไปซื้อน้ำมันเครื่องทุกคนจะเห็นตัวเลขและตัวอักษรที่ระบุไว้บนฉลากของน้ำมันเครื่อง ซึ่งตัวอักษรที่เห็นหมายถึงค่ามาตรฐานต่าง ๆ ที่บริษัทผู้ผลิตน้ำมันเครื่องใช้อ้างอิงในการผลิต ซึ่งมีด้วยกันดังนี้
โดยปกติเมื่อต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง อะไหล่ที่ควรเปลี่ยนไปพร้อมกับน้ำมันเครื่องคือ ไส้กรองน้ำมันเครื่อง เนื่องจากของเดิมจะไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ เพราะผ่านการกรองน้ำมันเก่ามาแล้วและมีความสกปรกมาก จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไส้กรองใหม่เข้าไปแทน
ปัจจุบันมีน้ำมันเครื่องรถยนต์หลายแบรนด์ หลายราคา ขึ้นอยู่กับความชอบของผู้ใช้งาน โดยจะต้องพิจารณาค่ามาตรฐานตามที่คู่มือรถกำหนดมา เพื่อที่จะได้น้ำมันเครื่องไปใช้งานที่ถูกต้องและที่สำคัญที่สุดอย่าลืมมองหาตราสัญลักษณ์ ธพ ซึ่งเป็นตราที่ได้รับการรับรองจากกรมธุรกิจพลังงาน
ที่สำคัญที่สุดนอกจากจะได้น้ำมันเครื่องของแท้ไว้คอยปกป้องเครื่องยนต์แล้ว อย่าลืมทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 หรือชั้นอื่น ๆ เพื่อช่วยปกป้องคนและรถในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินด้วย insurverse บริษัทประกันรถยนต์ออนไลน์เพียงหนึ่งเดียวในเครือทิพย ที่พร้อมให้การดูแลและปกป้องคุณและรถที่คุณรักในทันทีเมื่อซื้อและชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ มั่นใจ ปลอดภัย ในทุกการขับขี่ เช็กเบี้ยประกันรถยนต์ที่นี่!
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ