อยากเที่ยวฮ่องกงเก็บกระเป๋าแล้วแบกเป้เดินทางเที่ยวกับ mtr ฮ่องกงแบบชิคๆ ได้เลย เพราะใครๆ ก็นิยมใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT กันเป็นหลัก! ถือว่าเป็นบริการรถขนส่งสาธารณะที่ให้บริการครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของประเทศฮ่องกง โดยนักท่องเที่ยวสามารถขอแผนที่ mtr ฮ่องกงมาติดตัวก่อนได้ ที่จุดประชาสัมพันธ์ จะได้เดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกสบายมากกว่าเดิม ว่าจุดไหนมีอะไรให้เลือกเที่ยว ถึงแม้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้า mtr ฮ่องกงจะปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ก็อย่าไม่ประมาท ทางที่ดีเตรียมความพร้อมเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางด้วยการเลือกซื้อประกันเดินทางต่างประเทศกับ insurverse เอาไว้ จะได้สบายใจจะไปโบยบินกับทริปเที่ยวเมื่อไหร่ก็จะได้มั่นใจ! ไม่ต้องกังวลเรื่องไฟลท์ดีเลย์, กระเป๋าเสียหาย, การเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง!
การใช้จ่ายเงินในฮ่องกงแค่พกเงินดอลลาร์หรือบัตรเครดิต แค่นี้ก็เที่ยวสนุกไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว สำหรับใครที่ต้องการเสริมทริปเที่ยวฮ่องกงให้สะดวกกว่าเดิม ไม่ต้องพกเงินสดหรือเหรียญให้วุ่นวาย แนะนำเลือกทำบัตร 2 แบบนี้ สำหรับการเดินทางเที่ยวผ่าน MRT กันเลย
Tourist Octopus บัตร Octopus tourist card เป็นบัตรที่ทำให้คนถือบัตรมีอำนาจในการจ่ายและสะดวกสบายมากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ใช้จ่ายค่ารถไฟฟ้าใต้ดิน mtr ฮ่องกง เท่านั้น แต่ยังสามารถนำบัตรไปจ่ายค่ารถราง, ค่ารถเมล์, ซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต, ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11, ซื้อตั๋วหนัง, ใช้จ่ายค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และนำไปใช้จ่ายค่าจอดรถได้อีกด้วย เรียกได้ว่าพกบัตรเดียวเอาอยู่! จ่ายได้สารพัด!
Tourist Day Pass เป็นตั๋ว mtr ฮ่องกงไม่จำกัดจำนวนเที่ยว แต่ต้องใช้จ่ายภายในระยะเวลา 24 ชม. โดยนับเวลาตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้บัตร ซึ่งถ้ามีบัตร Tourist day pass แล้ว ก็พร้อมสำหรับการออกเดินทางเที่ยวทุกที่แถว MRT ได้เลย สามารถขึ้นรถไฟฟ้า mtr ฮ่องกงได้ทุกสายครอบคลุมทุกพื้นที่ที่อยากไป!
ถ้าวางแผนเที่ยวรอบฮ่องกงแผนที่ MRT ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ทำให้นักท่องเที่ยวฮ่องกงสามารถเดินทางได้สะดวกขึ้น! จะได้ตรวจเช็คเส้นทางของ mtr ฮ่องกง ครอบคลุมทุกพื้นและเลือกเดินขึ้นรถไฟได้ถูกสาย โดยปัจจุบันในฮ่องกงมีรถไฟฟ้า mtr ฮ่องกง มีถึง 90 สถานี แต่แบ่งเส้นทางออกเป็น 11 สาย ดังนี้
1. รถไฟฟ้า Mrt สายสีน้ำเงิน : Island Line
2. รถไฟฟ้า Mrt สายสีเขียว : Kwun Tong Line
3. รถไฟฟ้า Mrt สายสีชมพู : Tuen Ma Line
4. รถไฟฟ้า Mrt สายสีแดง : Tsuen Wan Line
5. รถไฟฟ้า Mrt สายสีน้ำตาล : East Rail Line
6. รถไฟฟ้า Mrt สายสีม่วง : Tseung Kwan O Line
7. รถไฟฟ้า Mrt สายสีฟ้าอ่อน : Airport Express Line
8. รถไฟฟ้า Mrt สายสีเทา: South Island Line
9. รถไฟฟ้า Mrt สายสีส้ม : Tung Chung Line
10. รถไฟฟ้า Mrt สายสีเหลือง : Disneyland Resort Line
11. รถไฟฟ้า Mrt สายเขียวอ่อน : Light Rail Line
การเลือกเที่ยวด้วยบริการขนส่งของ MRT เป็นทางเลือกที่ทำให้ชีวิตการเดินทางสะดวก, ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและทำให้เดินทางไปยังพิกัดต่างๆ รวดเร็วขึ้น! หากใครพึ่งเคยลองเที่ยวด้วย MRT ครั้งแรกไม่รู้จะไปเที่ยวไหนดี? ขอแนะนำ 5 สถานที่น่าเที่ยวใกล้สถานี MRT นี้ ตามไปเช็คอินกันได้เลย!
ไปดื่มชาสุดอร่อยหลากหลายเมนูและเพลิดเพลินไปกับเมนูเส้นไม่ว่าจะเป็นบะหมี่ปู, บะหมี่กีกี้ใส่ไส้กรอกที่หอมซอสถั่วและซอสงาหรือบะหมี่เนื้อสไตล์เสฉวนและห้ามพลาดเมนู Signature ของทางร้านอย่าง ชาคั่ว, ชายามบ่ายและชาเมล่อน
เลือกใช้ MTR สายสีแดงหรือสายสีเขียว : ไปลงสถานี East Tsim Sha Tsui จะอยู่ใกล้กับทางออก
มาตามหาความอร่อยแบบร้านท้องถิ่นธรรมดาที่รสชาติไม่ธรรมดา อย่างโจ๊กที่เลือกทอปปิงเองได้ จะจัดเต็มเนื้อวัว, ตับหรือเครื่องในก็เลือกได้เลย พร้อมกับติ่มซำร้อนๆ ให้เลือกความอร่อยได้หลากหลายแบบ ไม่ว่าจะฮะเก๋า, ขนมจีบหรือเนื้อตุ๋น ในราคาเบาๆ
เลือกใช้ MTR สายสีแดง : ไปลงสถานี Tsuen Wan
สำหรับใครที่หิวม๊ากกก! แนะนำมาที่โรงแรมนี้ได้เลย เข้าไปนั่งทานอาหารกับสถานที่สุดหรูที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารอังกฤษ, อเมริกัน, จีนหรือบุฟเฟ่ต์ทะเลก็มีให้เลือกเยอะ อาหารสดและสะอาดแน่นอน อีกทั้งยังใกล้กับรถไฟฟ้าใต้ดินทำให้เดินทางไปเที่ยวต่อได้สะดวก
เลือกใช้ MTR สายสีน้ำเงิน : ไปลงสถานี Fortress Hill
ร้านอาหารสุดโมเดิร์นที่พร้อมเสิร์ฟเมนูสุดแสนอร่อย ไม่ว่าจะบาร์บีคิวสไตล์ฮ่องกง, เนื้อย่างกวางตุ้งที่คงมาตรฐานรสชาติแบบดั้งเดิมให้ลองชิมหรือใครอยากไปดื่มด่ำกับ Afternoon Tea เพื่อให้ผ่อนคลายก่อนออกเดินทางเที่ยวต่อก็แวะมาได้เลย
เลือกใช้ MTR สายสีน้ำเงินหรือสายสีแดง : ไปลงสถานี Central
ถ้าคุณคาดหวังเรื่องรสชาติของติ่มซำที่ทานแล้วแสงออกปาก ใครไปก็ร้องว้าวกับรสชาติที่ทานแล้วก็อยากมาทานซ้ำ ต้องมาร้าน Ding Dim 1968 ได้เลย ที่นี่ใกล้สถานี MRT เที่ยวเสร็จก็แวะมาเติมความอิ่มกับเมนูที่หลากหลายกันที่นี่ได้เลย
ออกเที่ยวรอบเมืองฮ่องกงด้วย mtr ฮ่องกง รับรองสะดวกรวดเร็ว เดินทางเที่ยวสถานที่ต่างๆ ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย เหลือเงินไว้กินไว้เที่ยวได้อีกเยอะ แต่ก่อนที่จะออกเดินทางไปเที่ยวฮ่องกง อย่าลืม! สิ่งสำคัญเลือกซื้อประกันเดินทางต่างประเทศของ insurverse เบี้ยประกันเดินทางต่างประเทศเริ่มต้นหลักสิบ แต่รับประกันได้รับความคุ้มครองสุดคุ้มสูงสุดหลักล้าน หากเกิดเหตุสุดวิสัยระหว่างทริปก็ยังยิ้มได้ ให้ประกันจัดการปัญหาแทนได้เลย จะได้ไร้ความกังวลใจเที่ยวได้ทุกที่แบบมีคนดูแล
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
หากคุณกำลังจะเดินทางด้วยเครื่องบิน คำถามแรกๆ ที่มักจะสงสัยเวลาดูตั๋วเครื่องบิน (Boarding Pass) คงหนีไม่พ้นคำว่า Boarding Time คืออะไร? สรุปสั้นๆ ให้เข้าใจง่ายคือ Boarding Time คือ เวลาที่สายการบินเริ่มเรียกผู้โดยสารให้แสดงตัวเพื่อเดินขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเวลานี้จะเกิดขึ้น “ก่อน” ที่เครื่องบินจะออกเดินทางจริง ดังนั้น เมื่อถึงเวลา Boarding Time ผู้โดยสารทุกคนควรไปรออยู่ที่บริเวณประตูขึ้นเครื่อง (Gate) เรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมให้เจ้าหน้าที่สแกนตั๋วและเดินเข้าสู่ห้องโดยสาร หากคุณไปถึงหลังจากช่วงเวลานี้ อาจมีความเสี่ยงที่จะตกเครื่องได้สูงมาก ความแตกต่างระหว่าง Boarding Time และ Departure Time หลายคนมักสับสนระหว่างสองคำนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พลาดเที่ยวบิน เรามาดูความแตกต่างที่ชัดเจนกันครับ: Boarding Time (เวลาขึ้นเครื่อง) คือเวลาที่ “ประตูขึ้นเครื่อง (Gate) เริ่มเปิด” เพื่อให้ผู้โดยสารทยอยเดินขึ้นเครื่องบินไปนั่งประจำที่ Departure Time (เวลาเครื่องออกเดินทาง) คือเวลาที่ “เครื่องบินจะเริ่มถอยออกจากงวงช้างและเตรียมบินขึ้นสู่น่านฟ้า” (Take-off) ซึ่งในเวลานี้ ประตูเครื่องบินจะปิดสนิทแล้ว และไม่รับผู้โดยสารเพิ่มทุกกรณี Boarding… Continue reading Boarding Time คืออะไร? เรื่องสำคัญที่คนขึ้นเครื่องบินครั้งแรกต้องรู้
ใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศ คำถามแรกที่มักจะผุดขึ้นมาคือ ทําพาสปอร์ต ใช้อะไรบ้าง? ต้องบอกเลยว่าในปัจจุบันปี 2569 การทำหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต (Passport) นั้นสะดวกและรวดเร็วขึ้นมาก โดยใช้เอกสารเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น บทความนี้ได้สรุปข้อมูลอัปเดตล่าสุดมาให้แล้ว ทั้งการทำพาสปอร์ตครั้งแรกและการต่อพาสปอร์ต โดยแบ่งตามช่วงอายุเพื่อให้คุณเตรียมตัวได้อย่างถูกต้องและไม่เสียเวลาครับ ทำพาสปอร์ตครั้งแรก และ ต่ออายุ ใช้อะไรบ้าง? (แบ่งตามอายุ) การเตรียมเอกสารทำพาสปอร์ตจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุของผู้ทำ ดังนี้ครับ: 1.ผู้ที่อายุ 20 ปีขึ้นไป (บรรลุนิติภาวะ) สำหรับผู้ใหญ่ ถือว่าใช้เอกสารน้อยที่สุดและสะดวกมากที่สุดครับ 2.ผู้ที่อายุ 15 – 19 ปี (ผู้เยาว์ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ) 3.ผู้ที่อายุต่ำกว่า 15 ปี สรุปตารางค่าธรรมเนียมทำพาสปอร์ต ปี 2569 หลังจากรู้แล้วว่าเอกสารทำพาสปอร์ตใช้อะไรบ้าง มาดูในส่วนของค่าธรรมเนียมกันครับ ปัจจุบันคุณสามารถเลือกได้ว่าจะทำแบบอายุ 5 ปี หรือ 10 ปี (แบบ 10 ปี สำหรับผู้ที่อายุ 20 ปีขึ้นไปเท่านั้น) ประเภทพาสปอร์ต รับเล่มปกติ (ทางไปรษณีย์… Continue reading ทําพาสปอร์ต ใช้อะไรบ้าง 2569 อัปเดตเอกสารสำคัญที่ต้องรู้ก่อนไปทำ
ประกันเดินทาง จำเป็นไหมที่ต้องซื้อเผื่อหลาย ๆ วัน บางคนคิดว่า “แค่เลือกวันให้ครอบคลุมก็พอ” แต่ความจริงคือ วิธีนับวันมีผลโดยตรงกับความคุ้มครอง ถ้านับพลาด อาจมีช่วงที่คุณไม่มีประกันโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาเข้าใจแบบชัด ๆ ว่า ประกันการเดินทาง นับวันยังไง และต้องวางแผนยังไงให้ “การคุ้มครองไม่ขาดช่วง”