สำหรับใครที่ต้องใช้รถใช้ถนนเป็นประจำ เชื่อว่าจะต้องเคยใช้บริการ “ทางพิเศษ” หรือที่คนส่วนใหญ่ชอบเรียกว่า “ทางด่วน” ซึ่งปัจจุบันการใช้บริการทางด่วนต้องชำระเงินค่าผ่านทาง เลือกได้ว่าจะจ่ายเป็นเงินสด บัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือเพื่อความสะดวกรวดเร็วก็ต้องยกให้ Easy Pass ที่ตัดเงินจากระบบ Easy Pass ทันที โดยทุกครั้งที่ผ่านช่องชำระเงินรถทุกคันต้องชะลอความเร็ว เพื่อชำระเงินหรือเพื่อให้ระบบ Easy Pass ทำงาน Easy Pass ถือเป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็ว ระบายรถได้เร็วยิ่งขึ้น
แต่คุณทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันได้มีการออกแบบและใช้งานระบบ M Flow อีกขั้นของการชำระเงินค่าผ่านทางที่สะดวก รวดเร็ว และได้มาตรฐาน ใครที่ใช้ทางพิเศษเป็นประจำน่าจะเคยทดลองใช้งาน แต่สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่า M Flow คืออะไร จ่าย m flow อย่างไร ลองมาทำความรู้จักระบบใหม่กันให้มากขึ้นเพื่อการใช้บริการทางด่วนอย่างสะดวกสบายกว่าที่เคย
ทำความรู้จัก M Flow อีกหนึ่งบริการที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางพิเศษและมอเตอร์เวย์ ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้ทางพิเศษรวมถึงเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดบนทางพิเศษ รูปแบบการทำงานจะใช้ระบบ AI ในการบันทึกภาพป้ายทะเบียนรถ หรือ Video Tolling แทนการใช้ไม้กั้น เพราะฉะนั้นคนที่ใช้บริการช่อง M Flow จึงสามารถขับผ่านช่องบริการดังกล่าวได้โดยไม่ต้องชะลอความเร็ว ไม่ต้องจ่าย m flow ทันที เพราะระบบสามารถบันทึกภาพทะเบียนรถด้วยความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยช่องบริการ M Flow สามารถเพิ่มการระบายรถได้ดีกว่าเดิมถึง 5 เท่า ระบายรถได้ 2,000 – 2,500 คันต่อชั่วโมงและต่อช่องทาง นอกจากสะดวกสบายขึ้นแล้วยังแก้ปัญหาการจราจรติดขัดได้อย่างดีเยี่ยม
สำหรับการให้บริการ M Flow ทยอยเปิดให้บริการแล้ว ปัจจุบันนำร่องใช้งานที่ด่านทับช้าง 1 ด่านทับช้าง 2 ด่านธัญบุรี 1 และด่านธัญบุรี 2 ซึ่งกำลังวางแผนขยายเส้นทางให้บริการไปยังเส้นทางอื่น ๆ เชื่อว่าอีกไม่นานคนไทยจะได้ใช้บริการ M Flow อย่างครอบคลุมพื้นที่ยิ่งขึ้น รวมถึงการจ่าย m flow ก็รองรับหลายช่องทางแล้วเช่นกัน
เมื่อทราบแบบนี้แล้วใครที่เคยสงสัยว่า M Flow แตกต่างจาก Easy Pass อย่างไร ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือการใช้บริการ M Flow จะไม่มีไม้กั้น เพราะฉะนั้นเมื่อขับรถผ่านจึงไม่ต้องชะลอความเร็ว ในขณะที่การใช้บริการ Easy Pass ยังคงมีไม้กั้น รถทุกคันที่ผ่านช่องบริการนี้จึงต้องชะลอความเร็ว ในขณะเดียวกันอีกหนึ่งความแตกต่างคือการใช้ M Flow สามารถใช้บริการก่อนแล้วจึงจ่าย m flow ภายหลังตามเวลาที่กำหนดได้ ส่วน Easy Pass ยังคงต้องเติมเงินในระบบก่อนใช้บริการ
นอกจากการรับบริการสะดวกสบายแล้ว การสมัครสมาชิก M Flow และการจ่าย m flow ยังทำได้ง่าย โดยขั้นตอนการสมัครสมาชิกทำได้รวดเร็ว สมัครได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ MFlowThai.com แอปพลิเคชัน MFlowThai และสมัครผ่านจุดบริการทางหลวง
เมื่อสมัครสมาชิกแล้วจะสามารถใช้บริการช่อง M Flow ได้แบบรวดเร็วและสะดวกสบาย แต่สำหรับใครที่ไม่ได้เป็นสมาชิกและเผลอขับเข้าช่องบริการ M Flow ไปแล้วล่ะ ต้องจ่าย m flow อย่างไร
เชื่อว่าบางคนเมื่อใช้บริการ M Flow แล้วลืมจ่ายค่าบริการ อาจจะมานึกได้อีกทีเมื่อเลยกำหนดหรือเมื่อมีข้อความและมีหนังสือแจ้งเตือนส่งมาที่บ้านแล้ว กรณีนี้ต้องจ่าย m flow ย้อนหลัง สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิกให้เข้าไปที่แอปพลิเคชัน MFlowThai เลือกเมนูได้รับหนังสือแจ้งเตือนและชำระเงินตามหนังสือแจ้งเตือน หากไม่เป็นสมาชิกให้นำหนังสือไปชำระที่ตู้ ATM เคาน์เตอร์ธนาคารหรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส ทั้งนี้การชำระล่าช้าจะมีค่าปรับและค่าเสียหายเพิ่มเติม เป็นจำนวนเงินสูงสุดถึง 10 เท่าของค่าบริการปกติ เพราะฉะนั้นเลี่ยงการจ่ายล่าช้าจะดีที่สุด
อีกหนึ่งเกร็ดความรู้หากไม่อยากทำผิดกฎจนโดนค่าปรับ ช่องบริการ M Flow ไม่อนุญาตให้รถบางประเภทใช้บริการ ได้แก่ รถยนต์ที่ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน รถยนต์ป้ายแดง หรือรถยนต์ที่ทะเบียนสีซีดจาง มีการดัดแปลง หรือมีอุปกรณ์อื่น ๆ บดบังจนไม่สามารถบันทึกภาพป้ายทะเบียนได้
จะเห็นว่าระบบ M Flow คืออีกขั้นของการให้บริการที่สะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะช่วยให้การระบายรถคล่องตัว ลดปัญหาการจราจรติดขัด ที่สำคัญยังแม่นยำ ชำระเงินง่าย ดังนั้นใครที่ใช้บริการทางพิเศษเป็นประจำ แนะนำว่าให้สมัครสมาชิก M flow เพิ่มความสะดวกสบายในการชำระเงินและยังจ่าย m flow ง่าย เลือกได้หลายช่องทาง ที่สำคัญขับผ่านได้แบบชิล ๆ ไม่ต้องชะลอรถ เดินทางถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วยิ่งขึ้น และนอกจากการสมัคร M Flow แล้ว ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนอย่าลืมเช็กให้ชัวร์ว่าประกันรถยนต์ยังไม่หมดอายุจะได้ขับขี่มั่นใจตลอดเส้นทาง เกิดเหตุฉุกเฉินเมื่อไหร่ประกันรถยนต์จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ขับขี่สบายใจหายห่วง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ประกันวินาศภัย คือ การทำสัญญาประกันภัยรูปแบบหนึ่ง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งสามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ (โดยไม่รวมถึงการประกันชีวิต) หลักการทำงานคือ ผู้เอาประกันภัย ตกลงจ่ายเงินค่า เบี้ยประกัน ให้กับ ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกัน) และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามที่ระบุไว้ใน กรมธรรม์ ทางบริษัทประกันจะทำการจ่าย ค่าสินไหมทดแทน เพื่อเยียวยาความเสียหายนั้นๆ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุมากที่สุด การทำประกันวินาศภัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คุณอุ่นใจว่าทรัพย์สินที่มีค่าจะได้รับ ความคุ้มครอง อย่างเต็มที่ ประกันวินาศภัย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? หลายคนอาจสงสัยว่า ประกันวินาศภัย มีอะไรบ้าง ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่ง ประกันวินาศภัย 4 ประเภท หลักๆ ได้ดังต่อไปนี้: 1.ประกันอัคคีภัย (Fire Insurance) ประกันอัคคีภัย เป็นรูปแบบการคุ้มครองทรัพย์สินประเภทสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคาร จากเหตุไฟไหม้ ฟ้าผ่า หรือภัยระเบิด นอกจากนี้ยังสามารถซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเติมได้ (เช่น น้ำท่วม ลมพายุ) สำหรับใครที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การเลือกทำ ประกันบ้านและคอนโด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า… Continue reading ประกันวินาศภัย คืออะไร? สิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ
เวลาที่เรากำลังจะเลือกซื้อประกันรถยนต์ หลายคนมักจะเจอคำศัพท์ประกันภัยที่ชวนสับสน หนึ่งในนั้นคือคำว่า “Deductible” หรือ ค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันรายปีของเราถูกลงได้อย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า Deductible คืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน และต่างจากค่า Excess อย่างไร เพื่อให้คุณเลือกแผนกรมธรรม์ได้คุ้มค่าที่สุด Key Takeaways ความหมายของ ค่า Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ) ค่า Deductible (อ่านว่า ดีดักทิเบิล) หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ คือ จำนวนเงินแรกที่คุณตกลงกับบริษัทประกันภัยว่าจะรับผิดชอบจ่ายเองในแต่ละครั้งที่มีการเคลมประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น คุณเป็น “ฝ่ายผิด” หรือ “ไม่มีคู่กรณี” การระบุค่า Deductible ไว้ในกรมธรรม์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เอาประกันประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันรายปีได้มาก เพราะบริษัทประกันจะนำจำนวนเงิน Deductible ที่คุณเลือก ไปเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันตอนซื้อนั่นเอง นอกจากการทำประกันภาคสมัครใจแล้ว ผู้ขับขี่ต้องไม่ลืมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับ เพื่อรับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามกฎหมายด้วย Deductible กับ Excess แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไม่สับสนเวลาเคลมประกัน เราขอสรุปความแตกต่างของค่าเสียหายส่วนแรกทั้ง 2 แบบ… Continue reading Deductible คืออะไร? สิ่งที่คนมีรถต้องรู้ก่อนซื้อประกัน
ค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร เวลาเลือกซื้อประกันรถยนต์ ผลต่อการเคลมหรือค่าใช้จ่ายอย่างไร แม้ทั้งสองอย่างจะเป็น "ค่าเสียหายส่วนแรก" เหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ซื้อประกันรถยนต์ได้เหมาะกับการใช้งาน ไม่พลาดย้อนหลัง