ค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร เวลาเลือกซื้อประกันรถยนต์ ผลต่อการเคลมหรือค่าใช้จ่ายอย่างไร แม้ทั้งสองอย่างจะเป็น “ค่าเสียหายส่วนแรก” เหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ซื้อประกันรถยนต์ได้เหมาะกับการใช้งาน ไม่พลาดย้อนหลัง
ค่าเสียหายส่วนแรก คือ จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายบางส่วนด้วยตนเอง เมื่อเกิดเหตุที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของประกันรถยนต์ โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะถูกกำหนดไว้ในกรมธรรม์ และแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ Excess และ Deductible ซึ่งมีเงื่อนไขการเรียกเก็บแตกต่างกัน
ค่า excess คือ ค่าเสียหายส่วนแรกที่บริษัทประกันภัยเรียกเก็บเมื่อเกิดเหตุบางกรณีตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เช่น การเคลมแบบไม่มีคู่กรณี หรือไม่สามารถระบุสาเหตุของความเสียหายได้อย่างชัดเจน หากเข้าเงื่อนไขดังกล่าว ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก่อน ที่บริษัทประกันจะชดเชยส่วนที่เหลือ ตามเงื่อนไขของ คปภ. กำหนดให้เก็บค่า Excess 1,000 บาท/เหตุการณ์
ยกตัวอย่าง รถถูกเฉี่ยวขณะจอด แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคู่กรณี ค่าซ่อม 20,000 บาท บริษัทประกันเรียกเก็บ Excess 1,000 บาท
Deductible คือ ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจที่ผู้เอาประกันภัยเลือกกำหนดเองตั้งแต่วันที่ทำประกันรถยนต์ ข้อดีคือช่วยลดค่าเบี้ยประกันภัยรายปีลงได้ แต่เมื่อมีการเคลม ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกตามจำนวนที่ตกลงไว้ในกรมธรรม์ก่อนทุกครั้ง
ยกตัวอย่าง ผู้เอาประกันเลือก Deductible 3,000 บาท ตั้งแต่วันที่ซื้อประกัน ค่าซ่อมรถ 20,000 บาท
ทั้ง Excess และ Deductible เป็นค่าเสียหายส่วนแรกเหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขการใช้งานแตกต่างกัน ตามตรางด้านล่างที่อธิบายเรื่องค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร ดังนี้
ประกันรถยนต์แบบที่ไม่มีการระบุค่า Deductible เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความอุ่นใจอย่างเต็มที่ โดยมีข้อดีหลักๆ คือ ไม่ต้องมีภาระจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเพิ่มเติมเมื่อเกิดเหตุและต้องการเคลม (ในกรณีที่คุณเป็นฝ่ายผิด) ทำให้สามารถส่งรถเข้าซ่อมได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินก้อน
ข้อดีของการไม่มีค่า Deductible
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ เป็นประกันภาคสมัครใจที่ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกัน จนหลายคนลังเลว่าควรเลือกประกันรถยนต์แบบไหนดี โดยเฉพาะรถใหม่หรือรถใช้งานไม่เกิน 10 ปี บทความนี้จะพาเปรียบเทียบความแตกต่างของประกันชั้น 1 กับ 2+ แบบเจาะลึก พร้อมตารางเปรียบเทียบ ทั้งเรื่องความคุ้มครอง ค่าเบี้ย และความเหมาะสมในการใช้งาน พร้อมพิกัดเช็กเบี้ยประกันราคาคุ้มค่าในที่เดียว
ลองนึกภาพว่าคุณขับรถกลับบ้านแล้วอยู่ดี ๆ เจอน้ำท่วม รถดับกลางทาง คำถามคือ ประกันรถยนต์ชั้น 2+ จะช่วยอะไรได้บ้าง บทความนี้จะอธิบายขอบเขตความคุ้มครองและข้อยกเว้นที่ควรรู้ก่อนเกิดเหตุจริงกัน ว่ารถน้ําท่วม ประกันจ่ายไหม รวมถึงวิธีเช็คความคุ้มครองภัยธรรมชาติในกรมธรรม์ของคุณ
ประเภทประกันรถยนต์แต่ละแบบ “ตอบโจทย์ไม่เหมือนกัน” ถ้าเลือกถูก คุณจะได้ความคุ้มครองที่พอดีกับความเสี่ยง แต่ถ้าเลือกผิด อาจจ่ายแพงเกินหรือคุ้มครองไม่พอ บทความนี้จะช่วยเช็คประกันรถยนต์ให้คุณเข้าใจภาพรวม และเลือกได้อย่างมีเหตุผล