ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็อยากประหยัดภาษีใช่มั้ย? และนี่คือข่าวดีที่ทุกคนรอคอย! Easy E-Receipt 2.0 มาตรการลดหย่อนภาษีใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อคนไทยสายช้อปหรือแม้แต่สายเก็บออม เพราะคุณสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุดถึง 50,000 บาท ด้วยขั้นตอนที่ง่ายกว่าเดิมมาก ไม่ต้องปวดหัวกับกระดาษกองโตหรือเอกสารที่หายบ้าง หาไม่เจอบ้าง
จะซื้อของใช้ทั่วไป ช้อปสินค้า OTOP หรือใช้บริการจากร้านที่จดทะเบียน VAT ก็ลดหย่อนได้หมด ขอแค่ร้านค้านั้นออกใบกำกับภาษีแบบ e-Tax Invoice/e-Receipt ให้คุณ ง่ายขนาดนี้ จะไม่ใช้สิทธิได้ยังไงล่ะ
ถ้าคุณเป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มีรายได้และต้องยื่นภาษีทุกปี คุณก็ใช้สิทธิ Easy E-Receipt ได้เลย!
แต่เดี๋ยวก่อน…ถ้าคุณเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ขอแสดงความเสียใจ เพราะสิทธินี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงคุณ
ใครก็ตามที่อยากลดหย่อนภาษี และมียอดช้อปในช่วงเวลาที่กำหนด เตรียมตัวใช้สิทธิได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าจะยุ่งยาก
การใช้สิทธิ Easy E-Receipt ซื้ออะไรถึงลดหย่อนได้? ครั้งนี้ครอบคลุมการซื้อของที่หลากหลาย แต่ไม่ได้หมายความว่าซื้ออะไรก็ได้หมดนะ มาดูว่าซื้ออะไรลดหย่อนได้บ้าง
Easy E-Receipt ซื้อสินค้าและบริการทั่วไป เช่น ของใช้ในชีวิตประจำวัน บริการที่จำเป็นที่ร้านค้าจด VAT และสามารถออกใบกำกับภาษี e-Tax Invoice/e-Receipt ได้ เช่น ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้า
ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่งานหัตถกรรม เช่น กระเป๋าทอมือ ผ้าพื้นเมือง เครื่องปั้นดินเผา ไปจนถึงอาหารพื้นบ้านที่สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เช่น ขนมไทย ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และอื่น ๆ ที่ผ่านการรับรองว่าเป็นสินค้า OTOP อย่างถูกต้อง
รวมกันแล้วลดหย่อนได้สูงสุดถึง 50,000 บาท ต่อคนต่อปี ถือเป็นโอกาสทองที่ช่วยให้คุณลดหย่อนภาษี พร้อมสนับสนุนสินค้าไทยไปในตัว!
นอกจากการช้อปสินค้า OTOP หรือสินค้าอื่น ๆ แล้ว การจัดการเรื่องรถยนต์ก็เป็นเรื่องสำคัญ! ถ้าคุณต้องการต่อ พ.ร.บ.รถยนต์ หรือซื้อประกันรถยนต์ insurverse ก็พร้อมช่วยให้ทุกขั้นตอนง่ายและเร็วที่สุด คุณสามารถซื้อ พ.ร.บ. และประกันในครั้งเดียว แล้วนำไปต่อภาษีออนไลน์ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งไป-มา
แม้ว่า Easy E-Receipt จะครอบคลุมสินค้าหลายประเภท แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ไม่เข้าข่ายลดหย่อน เช่น
อย่าลืมเช็กให้ชัวร์ก่อนช้อป! ถ้าของที่ซื้อไม่เข้าเกณฑ์ก็อดใช้สิทธิ ลดหย่อนภาษีไม่ได้นะ อยากช้อปให้คุ้ม ต้องรู้ก่อนว่าอะไรเข้าข่าย อะไรไม่เข้าข่าย จะได้ไม่พลาดสิทธิสำคัญนี้
ใครที่คิดว่าการลดหย่อนภาษีต้องยุ่งยาก มาทางนี้ Easy E-Receipt ทำให้ทุกอย่างง่ายแบบคอนเซ็ปต์ “One Stop” ไปที่เดียวจบ
อย่าลืมว่า Easy E-Receipt มีช่วงเวลาที่กำหนดไว้ คุณสามารถซื้อสินค้าและบริการเพื่อลดหย่อนภาษีได้ตั้งแต่ 16 มกราคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2568
เก็บช่วงเวลานี้ไว้ในปฏิทินด่วน! จะได้ไม่พลาดสิทธิดี ๆ แบบนี้
ถ้าคุณยังลังเล นี่คือข้อดีที่ชัดเจนสุด ๆ ของมาตรการนี้
ไม่ใช่ทุกที่ที่ซื้อแล้วจะใช้สิทธิได้ ร้านค้าหรือบริการต้องเป็นร้านที่ จดทะเบียน VAT และมีระบบออกใบกำกับภาษีแบบ e-Tax Invoice/e-Receipt
หากไม่มั่นใจว่าร้านที่คุณซื้อเข้าร่วมรายการหรือเปล่า ลองสอบถามกับร้านค้าโดยตรง หรือเช็กรายชื่อร้านที่ร่วมรายการได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร
ไม่ว่าคุณจะเป็นสายช้อป สายเที่ยว หรือสายช่วยชุมชน Easy E-Receipt 2.0 ก็ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ใช้สิทธิง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสาร แถมยังช่วยประหยัดเงินภาษีแบบเห็น ๆ
ถ้าคุณยังไม่เคยใช้สิทธิลดหย่อนภาษี หรือยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง Easy E-Receipt 2.0 คือคำตอบสำหรับปีนี้ อย่ารอช้า เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปช้อปแบบมั่นใจได้เลย!
ถ้าคุณต้องต่อ พ.ร.บ. รถยนต์อยู่แล้ว นี่แหละโอกาสทองที่จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไปพร้อมกัน เพียงเลือก insurverse ที่ให้คุณ เช็กเบี้ย พ.ร.บ. รถยนต์ และซื้อผ่านระบบออนไลน์ คุณจะได้รับความสะดวกทั้งการจัดการเรื่องรถและการลดหย่อนภาษีในเวลาเดียวกัน
ได้แน่นอน ถ้าร้านค้าออนไลน์นั้นออกใบกำกับภาษีแบบ e-Tax Invoice/e-Receipt
ไม่จำเป็น เพราะระบบบันทึกข้อมูลใน My Tax Account ให้อัตโนมัติ.
ถ้าคุณซื้อแค่สินค้าทั่วไป จะลดหย่อนได้แค่ 30,000 บาท แต่ถ้ารวมสินค้า OTOP จะได้สูงสุด 50,000 บาท
สิ่งที่ไม่สามารถลดหย่อนได้รวมถึง สุรา ยาสูบ ค่าน้ำมัน ค่าสาธารณูปโภค และการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี
Easy E-Receipt ใช้สิทธิได้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ