คิดจะเที่ยวทั้งที ทำไมต้องธรรมดา? สวิตเซอร์แลนด์ไม่ใช่แค่ประเทศที่มีภูเขาหิมะ แต่คือแลนด์มาร์กแห่งความเป๊ะปัง ธรรมชาติสุดอลังและวัฒนธรรมที่ทำให้ใจละลาย ใครชอบวิวสุดปัง น้ำตกอลังการ หรือหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เหมือนหลุดออกมาจากโปสต์การ์ด คุณอาจต้องรีบลิสต์จุดเช็กอินในสวิตเซอร์แลนด์ไว้แบบด่วน ๆ เพราะแต่ละที่นี่แหละที่ทำให้คนตกหลุมรักแบบถอนตัวไม่ขึ้น
สถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็น “Top of Europe” ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาแอลป์ และสูงถึง 3,454 เมตรจากระดับน้ำทะเล ไฮไลต์ของจุงเฟราคือสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป คุณจะได้สัมผัสกับธารน้ำแข็ง Aletsch Glacier ซึ่งยาวถึง 22 กิโลเมตร และยังเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของ UNESCO อีกด้วย ถ้าชอบความแอดเวนเจอร์ ที่นี่มีอุโมงค์น้ำแข็งและกิจกรรมสโนว์ฟันให้ลอง
ทะเลสาบที่ใหญ่อันดับสองของยุโรปตะวันตก จุดเด่นคือรูปร่างของทะเลสาบที่คล้ายดวงพระจันทร์เสี้ยว มีวิวภูเขาและเมืองเล็ก ๆ รายล้อมรอบทะเลสาบ เช่น เมืองมองเทรอซ์ (Montreux) ที่โด่งดังเรื่องเทศกาลดนตรีแจ๊ส และเมืองโลซานน์ (Lausanne) ที่มีพิพิธภัณฑ์โอลิมปิกซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิกครบทุกมิติ
ยอดเขาไอคอนของสวิตเซอร์แลนด์ รูปทรงพีระมิดที่สวยงามแห่งนี้สูง 4,478 เมตร เป็นหนึ่งในจุดปีนเขาที่ท้าทายที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีหมู่บ้านเซอร์แมท (Zermatt) อยู่ใกล้ ๆ ที่นี่ไม่มีรถยนต์วิ่ง ทำให้อากาศสดชื่น และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการนั่งรถไฟ Gornergrat Bahn ที่พาคุณขึ้นไปชมวิวพาโนรามาของยอดเขาได้แบบจัดเต็ม
ยอดเขามัทเทอร์ฮอร์นขึ้นชื่อเรื่องความท้าทายและวิวอลังการ แต่ความสูง 4,478 เมตร มาพร้อมความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากเกิดอุบัติเหตุขณะเที่ยวเขา ประกันเดินทางต่างประเทศ จาก insurverse ที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยดูแลคุณในสถานการณ์ไม่คาดฝัน
สะพานไม้โบราณในเมืองลูเซิร์น (Lucerne) ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1333 ถือเป็นสะพานที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป ไฮไลต์อยู่ที่ภาพวาดใต้หลังคาของสะพานที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองลูเซิร์น นอกจากนี้ยังมีหอคอยน้ำ (Water Tower) ที่ตั้งอยู่กลางสะพานซึ่งเคยใช้เป็นคุกและคลังเก็บสมบัติในอดีต
น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งอยู่ระหว่างเมืองชาฟฟ์เฮาเซิน (Schaffhausen) และเมืองซูริก น้ำตกมีความกว้างถึง 150 เมตร และสูง 23 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือไปชมใกล้ ๆ น้ำตก หรือขึ้นจุดชมวิวบนปราสาท Laufen ที่มองเห็นน้ำตกแบบเต็มตา ใครที่มาในช่วงหน้าร้อนจะได้เห็นปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจากหิมะที่ละลาย
น้ำตกไรน์ไม่เพียงแค่ใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่ยังมีความสวยงามที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก การล่องเรือใกล้น้ำตกอาจทำให้คุณต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น อุปกรณ์พังหรือกระเป๋าเปียก อย่าลืม เช็กเบี้ยประกันเดินทางจาก insurverse เพื่อให้คุณสนุกกับประสบการณ์โดยไม่ต้องห่วงเรื่องความเสียหาย
หมู่บ้านในหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชันและน้ำตกกว่า 72 แห่ง หนึ่งในน้ำตกที่โดดเด่นคือ Staubbach Falls ซึ่งเป็นน้ำตกที่สูงถึง 300 เมตร หมู่บ้านนี้ยังเป็นทางเข้าของยอดเขา Schilthorn ที่มีร้านอาหาร Piz Gloria ซึ่งเคยเป็นฉากในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบสองแห่งคือ ทะเลสาบทูน (Lake Thun) และทะเลสาบบริเอนซ์ (Lake Brienz) เมืองนี้เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น พาราไกลด์ดิ้ง เดินป่า และล่องเรือในทะเลสาบ นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปยังยอดเขา Jungfraujoch อีกด้วย
เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO จุดเด่นคือหอนาฬิกา Zytglogge ซึ่งมีอายุกว่า 800 ปี และระบบกลไกนาฬิกาที่ยังใช้งานได้ นอกจากนี้ยังมีตลาดขายของท้องถิ่นและร้านค้าที่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่ในเขตเมืองเก่า
ธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์ ยาวถึง 23 กิโลเมตร จุดชมวิวที่ดีที่สุดคือบริเวณ Eggishorn ซึ่งสามารถมองเห็นความยิ่งใหญ่ของธารน้ำแข็งและภูมิประเทศโดยรอบ ธารน้ำแข็งแห่งนี้ยังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศของยุโรป เพราะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุด
สะพานแขวนยาว 340 เมตรในเขตทะเลสาบทูน เป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตเพราะมีวิวที่ตัดระหว่างทะเลสาบและภูเขาเบิร์นีสแอลป์ นอกจากนี้สะพานยังเชื่อมเส้นทางเดินป่าที่ทอดผ่านธรรมชาติสวย ๆ เหมาะสำหรับคนรักการเดินทางแบบใกล้ชิดธรรมชาติ
ถึงแม้ภาพจำของสวิตเซอร์แลนด์จะเต็มไปด้วยภูเขาหิมะและลานสกี แต่ความจริงคือที่นี่มีอากาศอบอุ่นในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะในเมืองอย่างลูเซิร์นหรือเจนีวา อุณหภูมิกลางวันอาจขึ้นไปถึง 25 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว ช่วงนี้เหมาะสำหรับการปีนเขา พายเรือในทะเลสาบ หรือปิกนิกริมแม่น้ำ
การนั่งรถไฟในสวิตเซอร์แลนด์ถือเป็นประสบการณ์ที่ต้องลอง ไม่ว่าจะเป็น Glacier Express ที่ได้ฉายาว่า “รถไฟด่วนที่วิ่งช้าที่สุดในโลก” หรือ Bernina Express ที่พาดผ่านวิวธารน้ำแข็งและหุบเขา แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ คุณสามารถใช้ Swiss Travel Pass ซื้อตั๋วแบบเหมาจ่ายและขึ้นรถไฟได้ไม่จำกัด รวมถึงรถเมล์และเรือด้วย
สวิตเซอร์แลนด์มีน้ำพุสาธารณะอยู่ทั่วประเทศ และน้ำในน้ำพุเหล่านี้สะอาดจนสามารถดื่มได้ทันที ยิ่งไปกว่านั้น บางแห่งยังมีดีไซน์เก๋ไก๋จนเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิต เช่น น้ำพุในเมืองซูริคและลูเซิร์น แต่ถ้าเจอน้ำพุที่มีป้าย “ไม่ควรดื่ม” ก็อย่าพุ่งไปลิ้มลองนะ
สวิตเซอร์แลนด์ขึ้นชื่อเรื่องค่าครองชีพที่สูง แต่ถ้าอยากประหยัดก็ไม่ใช่เรื่องยาก ลองแวะซื้ออาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Coop หรือ Migros ที่มีชุดอาหารพร้อมทานในราคาประหยัด หรือจะเลือกพักโฮสเทลที่มีครัวให้ใช้ก็ช่วยลดค่าอาหารได้เยอะ
สวิตเซอร์แลนด์มีภาษาราชการถึง 4 ภาษา ได้แก่ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี และโรมานซ์ เมืองใหญ่ ๆ มักใช้ภาษาเยอรมัน แต่ถ้าคุณเดินทางไปเจนีวาจะได้ยินภาษาฝรั่งเศส ส่วนในลูกาโนเป็นภาษาอิตาลี ฟังดูหลากหลาย แต่ทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก
ปลั๊กไฟในสวิตเซอร์แลนด์เป็นแบบ Type J ซึ่งมีสามขาและไม่เหมือนกับประเทศอื่นในยุโรป อย่าลืมพกอะแดปเตอร์ติดตัวไปด้วย เพื่อให้ชาร์จแบตอุปกรณ์ได้แบบไม่สะดุด
การให้ทิปในร้านอาหารหรือคาเฟ่ไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะค่าบริการได้รวมอยู่ในบิลแล้ว แต่ถ้าคุณอยากให้เพราะบริการดีจริง ก็ถือเป็นเรื่องน่ารักที่พนักงานจะชื่นชอบ
การเดินทางไปเที่ยวภูเขาอย่างแมทเทอร์ฮอร์นหรือจุงเฟรา ควรเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งคุณอาจเริ่มต้นวันด้วยแดดจ้า แต่จบวันด้วยหิมะตก อย่าลืมพกแจ็กเก็ตกันลมและเสื้อผ้ากันฝนติดกระเป๋า
ที่นี่มีกฎหมายคุ้มครองธรรมชาติอย่างเคร่งครัด ห้ามเก็บดอกไม้ป่า ห้ามทิ้งขยะในป่า หรือแม้แต่ให้อาหารสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ใครที่รักธรรมชาติและอยากสัมผัสความสวยงามแบบแท้จริง ต้องเคารพกฎระเบียบเหล่านี้
ร้านค้าในสวิตเซอร์แลนด์มักปิดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองเล็ก ๆ ร้านส่วนใหญ่จะปิดประมาณ 6 โมงเย็น และในวันอาทิตย์ร้านแทบทั้งหมดจะปิด ดังนั้น วางแผนช้อปปิ้งให้ดี ไม่งั้นอาจพลาดซื้อของที่อยากได้
ช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ปีนเขาและพายเรือ ส่วนฤดูหนาว (ธันวาคม-มีนาคม) เหมาะกับการเล่นสกีและชมวิวหิมะ
เอกสารสำคัญ ได้แก่ พาสปอร์ตที่มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือน รูปถ่ายตามมาตรฐาน สเตทเมนต์การเงินย้อนหลัง 6 เดือน ประกันเดินทาง และเอกสารจองที่พัก
Swiss Travel Pass ใช้เดินทางได้ทั้งรถไฟ รถบัส และเรือ รวมถึงเข้าชมพิพิธภัณฑ์บางแห่งฟรี
ควรแลกเงินฟรังก์สวิสไว้สำหรับใช้ในพื้นที่ชนบทเล็กน้อย ส่วนในเมืองใหญ่ บัตรเครดิตสามารถใช้จ่ายได้เกือบทุกที่
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง แต่ควรระวังทรัพย์สินในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนพลุกพล่าน และพก ประกันเดินทางต่างประเทศ เพื่อความมั่นใจในกรณีฉุกเฉิน
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ