อยากซื้อบ้าน แต่ไม่รู้ว่ารายได้ที่มีจะซื้อได้แค่ไหน? นี่คือคำถามยอดฮิตที่มนุษย์เงินเดือนแทบทุกคนต้องเคยถามตัวเองสักครั้ง! การซื้อบ้านไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ว่าเรามีเงินเดือนเท่าไหร่ แต่ยังต้องดูว่าเรามีความสามารถในการผ่อนชำระแค่ไหน ธนาคารจะให้กู้เท่าไหร่ และเงื่อนไขของการปล่อยกู้เป็นอย่างไร ถ้าไม่อยากให้การซื้อบ้านกลายเป็นฝันลม ๆ แล้ง ๆ มาเจาะลึกกันแบบละเอียดสุด ๆ ว่า “เงินเดือนเท่านี้ ซื้อบ้านได้เท่าไหร่” เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าเราควรตั้งงบประมาณเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมกับรายได้ของตัวเอง
เรื่องกู้บ้านไม่ใช่แค่เรื่องอยากได้แล้วจะได้ มันต้องมาพร้อมกับ “ความสามารถในการผ่อน” ที่ธนาคารใช้วัดว่าเราคู่ควรจะเป็นเจ้าของบ้านหรือไม่ หลักการพิจารณามีอยู่ไม่กี่ข้อ แต่ต้องเข้าใจให้ลึกถึงแก่น
ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท แล้วไม่มีหนี้สินอื่น ธนาคารให้กู้ได้สูงสุดที่สามารถผ่อนได้ต่อเดือนคือ 10,000 บาท วงเงินกู้จะอยู่ที่ประมาณ 1.6 – 2 ล้านบาท ถ้ามีหนี้บัตรเครดิตหรือผ่อนรถด้วย ยอดผ่อนบ้านจะลดลงตามสัดส่วนหนี้ที่ถืออยู่
สิ่งที่ต้องรู้เพิ่มเติมคือธนาคารจะดู “ประวัติการเงิน” ของเราด้วย ถ้ามีประวัติการชำระหนี้ที่ดี ไม่เคยค้างชำระ ธนาคารก็จะมั่นใจมากขึ้นและอาจให้กู้ในจำนวนที่สูงขึ้น แต่ถ้ามีประวัติค้างชำระ อาจถูกลดวงเงินกู้หรือโดนปฏิเสธไปเลยก็มี
นอกจากนี้ หลายคนอาจไม่รู้ว่า ค่าผ่อนบ้านไม่ได้มีแค่ค่าตัวบ้าน แต่ยังมีค่าบำรุงรักษา ค่าสาธารณูปโภค และที่สำคัญคือ ค่าซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ภายในบ้าน! ถ้าคำนวณแค่ค่างวดบ้านอย่างเดียว แต่ไม่กันงบสำหรับเหตุไม่คาดคิด อาจทำให้กระเป๋าฉีก insurverse มีประกันบ้านและคอนโด จากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร ฟ้าผ่า หรือแม้แต่ความเสียหายจากพายุ หมดกังวลเรื่องซ่อมแอร์ ตู้เย็น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ในบ้านไปได้เลย
ถ้าอยากรู้ว่าผ่อนได้สูงสุดเท่าไหร่ ก็ต้องใช้สูตรนี้
(รายได้ต่อเดือน x 70%) – ภาระหนี้สินทั้งหมด = ยอดผ่อนชำระสูงสุดต่อเดือน
ยกตัวอย่าง:
ถ้ามีหนี้เยอะ การกู้ก็จะยากขึ้น ดังนั้นควรเคลียร์หนี้ก่อนยื่นกู้เสมอ นอกจากนี้ ธนาคารบางแห่งอาจใช้เกณฑ์ 60% หรือ 50% ของรายได้แทน 70% ดังนั้นควรเช็กกับธนาคารก่อนตัดสินใจ
เมื่อรู้ยอดผ่อนสูงสุดแล้ว มาคำนวณวงเงินกู้กันต่อ สูตรคือ
(ยอดผ่อนชำระสูงสุดต่อเดือน x 1,000,000) / ค่างวดต่อล้าน = วงเงินกู้สูงสุด
โดยปกติ ธนาคารจะคิดอัตราผ่อนที่ 6,000 – 7,000 บาทต่อล้าน
ตัวอย่าง:
สิ่งที่ต้องระวังคืออัตราดอกเบี้ยอาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเป็นช่วงดอกเบี้ยต่ำ อาจทำให้กู้ได้มากขึ้น แต่ถ้าเป็นช่วงดอกเบี้ยสูง ค่างวดต่อเดือนอาจเพิ่มขึ้น ทำให้วงเงินกู้ลดลง
ธนาคารไม่ได้ดูแค่เงินเดือนแล้วให้กู้ทันที แต่ดูว่าเรามีศักยภาพแค่ไหนในการแบกหนี้ในระยะยาว ตารางนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น
หากมีหนี้สินอื่นอยู่ วงเงินกู้ที่ได้จะลดลง เช่น ถ้ามีเงินเดือน 30,000 บาท และมีหนี้ผ่อนรถเดือนละ 5,000 บาท วงเงินกู้จะลดลงไปเหลือ 1.6 ล้านบาท
การซื้อบ้านเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนให้รอบคอบ ไม่ใช่แค่เรื่องของ “อยากมี” แต่ต้องมีความพร้อมในการผ่อนชำระด้วย ก่อนตัดสินใจกู้ ควรคำนวณความสามารถของตัวเองให้ดี แล้วเลือกบ้านที่เหมาะกับกำลังทรัพย์ จะได้อยู่แบบสบายใจ ไม่มีภาระเกินตัว
ใครที่กู้ร่วมกับคนอื่น เช่น กู้ร่วมกับแฟน หรือครอบครัว ควรคิดให้รอบคอบ เพราะถ้าผู้กู้ร่วมเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น เจ็บป่วยกะทันหัน ประสบอุบัติเหตุ หรือสูญเสียความสามารถในการหารายได้ อาจทำให้การผ่อนบ้านกลายเป็นภาระหนักขึ้น อย่าลืม เช็กเบี้ยประกันบ้านและคอนโด จาก insurverse เพราะเรามีประกันบุคคลภายนอกที่คุ้มครองกรณีมีเหตุให้ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลอื่น เช่น อุบัติเหตุ หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผู้อยู่อาศัยในบ้าน ช่วยให้การกู้ร่วมมีความมั่นคงและปลอดภัยมากขึ้น
หากไม่มีภาระหนี้สินอื่น สามารถกู้ได้ประมาณ 1.6 – 2 ล้านบาท แต่หากมีภาระหนี้สิน เช่น ผ่อนรถ อาจลดลงเหลือประมาณ 1.2 – 1.5 ล้านบาท
ส่วนใหญ่ให้กู้ 80 – 100% ของราคาบ้าน ขึ้นอยู่กับโปรโมชันของธนาคารและเงื่อนไขสินเชื่อในขณะนั้น
สามารถเพิ่มโอกาสในการกู้โดย กู้ร่วม, ลดภาระหนี้สิน, เพิ่มเงินดาวน์ และ เลือกบ้านที่ราคาเหมาะสมกับรายได้
อาจลองหาผู้กู้ร่วม หรือเพิ่มระยะเวลาผ่อนให้นานขึ้นเพื่อลดภาระผ่อนต่อเดือน
ดอกเบี้ยบ้านคิดตามอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคาร โดยทั่วไปอยู่ที่ 6 – 7% ต่อปี หรือคิดเป็นค่างวดล้านละ 6,000 – 7,000 บาทต่อเดือน
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ