คิดจะไปเที่ยวจีนกันใช่ไหม? ประเทศนี้ไม่ได้มีดีแค่กำแพงเมืองจีนหรือหมีแพนด้าน่ารัก ๆ นะ แต่ยังเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งวัฒนธรรมสุดขลัง อาหารอร่อย ๆ และวิวธรรมชาติที่อลังการแบบเกินเบอร์! แต่ก่อนจะเก็บกระเป๋า ลองเช็กลิสต์นี้ก่อนว่าจะต้องเตรียมอะไรไปบ้าง ทั้งเอกสาร แอปที่ต้องมี หรือของสำคัญอื่น ๆ ที่ถ้าพลาด อาจทำให้ทริปจีนในฝันสะดุดได้
ถ้ากำลังแพ็คกระเป๋าเตรียมลุยจีน สิ่งแรกที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือเอกสารสำคัญ
ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 คนไทยเที่ยวจีนได้ง่ายขึ้นมาก เพราะไม่ต้องขอวีซ่า แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้
เที่ยวจีนแบบราบรื่นต้องมีแอปพลิเคชันเหล่านี้ติดเครื่องไว้ เตรียมไว้ก่อนบินจะช่วยประหยัดเวลาและลดความกังวล
จีนเป็นประเทศที่การชำระเงินส่วนใหญ่ใช้ระบบดิจิทัลเป็นหลัก ดังนั้นต้องเตรียมตัวเรื่องการใช้เงินให้พร้อม
การเตรียมปลั๊กไฟเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะแม้จีนจะใช้ไฟ 220 โวลต์เหมือนไทย แต่หัวปลั๊กต่างกัน ควรพกปลั๊กแบบนี้ติดตัวไปด้วย
จีนเป็นประเทศใหญ่มาก อากาศแตกต่างกันสุดขั้วในแต่ละภูมิภาค จึงต้องเช็กอุณหภูมิของเมืองปลายทางก่อน
การใช้อินเทอร์เน็ตในจีนอาจจะดูยุ่งยากไปบ้างเพราะจีนบล็อกบริการจาก Google, Facebook, และ Instagram แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเรามีตัวช่วย
แม้ว่าคุณจะเตรียมตัวสำหรับการเดินทางแล้ว แต่บางครั้งอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้ ประกันเดินทางต่างประเทศจาก insurverse มีแผนประกันที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ให้คุณท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ
การรู้ประโยคพื้นฐานช่วยให้ทริปของคุณราบรื่น แต่ถ้าเจอสถานการณ์ไม่คาดฝัน เช่น กระเป๋าเดินทางหาย insurverse ก็พร้อมซัพพอร์ตเต็มที่ในราคาสบายกระเป๋า อย่าลืม เช็กเบี้ยประกันเดินทาง จากเรา เริ่มต้นแค่ 59 บาท คุ้มครองครบทุกเหตุการณ์
พร้อมลุยจีนแบบจัดเต็มแล้วหรือยัง? แค่เตรียมตัวให้ครบ ทั้งเอกสาร แอปที่ต้องโหลด อุปกรณ์จำเป็น และอย่าลืมเรียนรู้คำภาษาจีนง่าย ๆ ไว้ใช้งานจริง เท่านี้ก็มั่นใจได้เลยว่าทริปนี้จะไม่มีคำว่าพลาด เตรียมซึมซับประสบการณ์สุดพิเศษ ไม่ว่าจะเดินกำแพงเมืองจีน กินหม่าล่าที่เฉิงตู หรือถ่ายรูปวิวสวย ๆ ในกุ้ยหลิน คุณจะต้องหลงรักจีนจนอยากกลับมาอีกแน่นอน
คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า หากพำนักไม่เกิน 30 วัน แต่ต้องเช็กเงื่อนไขเรื่องระยะเวลารวมใน 6 เดือน (ไม่เกิน 90 วัน)
แอปจ่ายเงินอย่าง WeChat Pay และ Alipay สะดวกที่สุด แต่ควรพกเงินสดเผื่อฉุกเฉินด้วย
ซื้อ eSIM หรือ Pocket WiFi จากไทย พร้อมติดตั้ง VPN เพื่อใช้งานแอปที่ถูกบล็อก เช่น Google หรือ Facebook
ใช้ปลั๊ก Type A และ Type I ควรพก Universal Adapter เพื่อความสะดวก
เช็กสภาพอากาศของเมืองที่ไปล่วงหน้า ฤดูหนาวควรมีเสื้อโค้ทหนา ฤดูใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วงเตรียมเสื้อคลุมเบา ๆ ก็เพียงพอ!
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ