ใครที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ จำเป็นต้องรู้เรื่องน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางว่าในแต่ละสายการบินอนุญาตให้นำกระเป๋าถือขึ้นเครื่องขนาดไหนได้บ้างและกำหนดน้ำหนักไม่เกินเท่าไหร่ ซึ่งกระเป๋าเดินทางมีหลายแบบ มีทั้งกระเป๋าเดินทางใบเล็ก, กระเป๋าแบบถือและกระเป๋าแบบมีล้อลาก มีทั้งขนาดที่สามารถพกขึ้นเครื่องได้และขนาดที่ใหญ่เกินขนาดต้องโหลดกระเป๋าใต้เครื่องเท่านั้น อย่างกระเป๋าที่พกขึ้นเครื่องได้มีขนาด 16 นิ้ว, 18 นิ้วและกระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว หากเกิน 22 นิ้วขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทาง 24 นิ้วไปจนถึงกระเป๋าเดินทาง 28 นิ้วจำเป็นต้องโหลดใต้เครื่อง เรามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้การเดินทางนี้เป๊ะเวอร์ไม่มีปัญหาเรื่องกระเป๋ากัน
กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง 7 กิโล-10 กิโลจะเป็นมาตรฐานของสายการบินส่วนใหญ่ แต่เพื่อให้การเดินทางมั่นใจมากยิ่งขึ้น มาดูขนาดกระเป๋าเพิ่มเติมเพื่อให้เราสามารถวางแผนเรื่องกระเป๋าเดินทางให้ถือขึ้นเครื่องบินได้
นอกจากน้ำหนักแล้วยังมีของต้องห้ามที่ห้ามนำขึ้นเครื่องดังนี้
1. ห้ามพกของเหลวในกระเป๋าเดินทางที่เกิน 50 ml. ถ้าไม่เกิน 50 ml จะต้องบรรจุหีบห่อเป็นอย่างดี
2. ห้ามของมีคมและอาวุธต่างๆ เช่นมีด กรรไกร ปืน
3. ห้ามแอบนำสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตไปด้วย
4. ห้ามอาหารที่มีกลิ่นแรงเช่น ทุเรียน ขนุน น้ำปลา ฯลฯ
5. สำหรับอาหารทะเลสดหรือแช่แข็งหรือเนื้อสัตว์อย่างอื่นๆ ขึ้นอยู่กับการเกณฑ์การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ หากถูกบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์อย่างดีก็อาจจะไม่มีปัญหา
Power Bank สามารถพกพาใส่กระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ แต่มีข้อกำหนดว่า Power Bank นั้นจะต้องมีขนาดความจุไฟฟ้าไม่เกิน 32,000 mAh ถ้ามีความจุ 20,000-32,000 mAh พกขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ก้อน หากต่ำกว่า 20,000 mAh นำขึ้นเครื่องได้ไม่จำกัดจำนวน หากมีความจุไฟฟ้าเกิน 32,000 mAh ห้ามนำขึ้นเครื่องโดยเด็ดขาดและข้อกำหนดที่สำคัญห้ามใส่ Power Bank ไว้ในกระเป๋าเดินทางโหลดใต้เครื่อง
เมื่อเข้าใจเรื่องกระเป๋าเดินทางและสัมภาระที่จะนำขึ้นเครื่องแล้ว ก็วางแผนการเดินทางต่อได้ โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตและทรัพย์สินมากที่สุด อย่างการซื้อประกันเดินทางเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ใครที่มองหาซื้อประกันเดินทางต่างประเทศที่ไหนดี เราขอแนะนำประกันการเดินทางออนไลน์ Insurverse ที่มอบความคุ้มครองสูงสุดถึงหลักล้าน คลิกดูรายละเอียดแผนประกัน Insurverse ได้ที่นี่เลย รับรองว่าอุ่นใจตลอดการเดินทางแน่นอน
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ