ผู้ใช้รถทุกคนเข้าใจดีกันว่า ทุกปีต้องต่อประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับซึ่งก็คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ที่เรียกว่า พ.ร.บ. เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะถ้าไม่ได้ต่อ พ.ร.บ. ก็จะไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ได้ ในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ก็จะได้รับความคุ้มครองด้วย มาดูกันว่า พ.ร.บ. ทำอย่างไร ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง เบิกพ.ร.บ. กี่วันได้เงิน และเบิกอะไรได้บ้าง เป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าของรถยนต์ควรรู้ไว้ วันนี้เรามีคำตอบให้แล้ว
รู้ไหมว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ เราจะได้รับความคุ้มครองอย่างไรบ้าง ถ้าเกิดอุบัติเหตุและรถมีประกันภัย พ.ร.บ. ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับ คนใช้รถก็จะได้สิทธิความคุ้มครองผู้ประสบอุบัติเหตุจากรถก่อนเป็นอย่างแรก
สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ เบิกประกัน พ.ร.บ. ต้องทำอย่างไร ทั้งนี้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ควรติดต่อเจ้าหน้าที่บริษัทประกันที่เราได้ซื้อ พ.ร.บ. เอาไว้เพื่อแจ้งเคลมและเตรียมนำเอกสารต่าง ๆ ไปยื่นเรื่องเบิก พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่ง พ.ร.บ. จะช่วยคุ้มครองค่าเสียหายต่าง ๆ ให้แก่ผู้ประสบภัยหรือทายาทโดยชอบธรรม
พ.ร.บ. รถยนต์คุ้มครองเกิดอุบัติเหตุเบิกอะไรได้บ้าง เบิกพ.ร.บ. กี่วันได้เงิน และได้เท่าไหร่
1.คุ้มครองความเสียหายเบื้องต้น จะได้รับค่าเสียหายทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด เช่น
2.ค่าสินไหมทดแทนกรณีบาดเจ็บหรือป่วยไข้ คือเงินชดเชยที่บริษัทประกันรถยนต์จ่ายให้กับฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุรถชนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หลังการพิสูจน์ถูกผิดแล้ว
3.ค่าสินไหมทดแทนกรณีทรัพย์สินเสียหาย
หากรถยนต์หรือทรัพย์สินของผู้เอาประกันหรือคู่กรณีได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ ค่าสินไหมทดแทนจะครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์และค่าชดเชยความเสียหายของทรัพย์สินอื่น ๆ เช่น เสาไฟฟ้า รั้วบ้าน
การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนประกันรถยนต์ได้เงินกี่บาท ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของความเสียหายและกรมธรรม์ประกันภัยที่ถืออยู่ ในด้านความเสียหายต่อทรัพย์สิน จะประเมินตามมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หากคู่กรณีไม่มีประกันภัย หรือเงินประกันไม่ครอบคลุมเต็มจำนวน ผู้เสียหายอาจต้องรับผิดชอบส่วนที่เกินวงเงินด้วยตนเอง สำหรับความเสียหายต่อร่างกายก็ขึ้นอยู่กับค่ารักษาพยาบาลตามจริง ตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ. หรือกรมธรรม์
หลังจากที่บริษัทประกันได้รับเอกสารครบ เบิกพ.ร.บ. กี่วันได้เงิน โดยผู้ที่ยื่นเบิก พ.ร.บ. จะได้รับเงินภายใน 7-15 วันทำการ
เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ผู้เอาประกันจะต้องเตรียมเอกสารที่ใช้ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้ครบถ้วน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น ประกอบไปด้วย
กรณีที่มีผู้เสียชีวิต ต้องเตรียมสำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุและใบมรณบัตร, สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของทายาท ตลอดจนสำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เป็นต้น
สำหรับผู้เอาประกันสามารถเข้าไปติดต่อกรมขนส่งทางบกของแต่ละจังหวัดเพื่อยื่นเอกสารต่อประกัน พ.ร.บ. ได้ โดยเอกสารที่ควรเตรียมให้พร้อม มีดังนี้
สุดท้ายนี้ก็คงทราบกันแล้วว่า เกิดอุบัติเหตุเบิกอะไรได้บ้าง เบิก พ.ร.บ. กี่วันได้เงิน ในส่วนของการต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ แนะนำที่อินชัวร์เวิร์ด บริษัทประกันภัยรถยนต์ออนไลน์ที่คุณไว้วางใจได้ สามารถซื้อประกัน พ.ร.บ. แพคคู่กับประกันภาคสมัครใจก็ได้ ทั้งยังชำระเบี้ยประกันรถยนต์ผ่านเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องเดินทางอีกด้วย นับว่าง่ายและสะดวก
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
การต่อภาษีรถยนต์ประจำปี ถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ครอบครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกคน แต่ด้วยภารกิจที่รัดตัว หลายคนอาจเผลอลืมวันหมดอายุจนทำให้ภาษีรถยนต์ขาด และเกิดความกังวลว่า ค่าปรับภาษีรถยนต์ คิดอย่างไร? ขาดกี่วันจึงจะเริ่มโดนปรับ? และหากขาดต่อภาษีเกิน 1 ปีหรือ 3 ปีจะมีผลเสียอย่างไรบ้าง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกอัตราค่าปรับตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก วิธีคำนวณค่าปรับแบบเข้าใจง่าย เอกสารที่ต้องใช้ และขั้นตอนการต่อภาษีรถยนต์ย้อนหลังพร้อมต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ออนไลน์ เพื่อให้รถของคุณกลับมาถูกต้องตามกฎหมายและขับขี่ได้อย่างสบายใจ 100% ค่าปรับภาษีรถยนต์ คิดอย่างไร? สรุปอัตราค่าปรับตามกฎหมายกรมการขนส่งทางบก ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดอัตราค่าปรับสำหรับผู้ที่ชำระภาษีรถยนต์ประจำปีล่าช้ากว่ากำหนดไว้อย่างชัดเจน อัตราค่าปรับร้อยละ 1 ต่อเดือน (เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน) หากคุณไม่ได้ชำระภาษีรถยนต์ภายในเวลาที่กำหนด คุณจะต้องเสียค่าปรับในอัตรา “ร้อยละ 1 ต่อเดือน” ของยอดภาษีประจำปีที่ต้องชำระ โดยนับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดจนถึงวันที่มาชำระเงิน และหากมีเศษของเดือนแม้เพียง 1 วัน กฎหมายจะปัดเศษนับเป็น 1 เดือนเต็มทันที ตัวอย่างการคำนวณค่าปรับภาษีรถยนต์ขาดต่อ 3 เดือน, 6 เดือน และ 1 ปี… Continue reading ค่าปรับภาษีรถยนต์ ขาดต่อคิดอย่างไร? สรุปอัตราค่าปรับ วิธีคำนวณ และขั้นตอนต่อภาษีย้อนหลัง
สำหรับเจ้าของรถจักรยานยนต์ที่ใช้งานรถคู่ใจมาหลายปี เมื่อถึงกำหนดเวลาต่อภาษีประจำปี (ต่อทะเบียนรถ) หลายคนอาจสงสัยว่า รถจักรยานยนต์ที่มีอายุครบกี่ปีต้องนำไปตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี? ต้องตรวจที่ไหน? มีค่าใช้จ่ายเท่าไร? และสามารถตรวจสภาพแล้วต่อภาษีออนไลน์ได้หรือไม่ บทความนี้จะสรุปเกณฑ์กฎหมายการตรวจสภาพรถจักรยานยนต์จากกรมการขนส่งทางบก รายการตรวจเช็กมาตรฐานของสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) พร้อมขั้นตอนการเตรียมเอกสารและต่อ พ.ร.บ. ออนไลน์ (ซึ่งมีขั้นตอนที่สะดวกสบายไม่แพ้การต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ เพื่อให้คุณดำเนินการต่อภาษีรถได้อย่างสะดวกรวดเร็วและถูกต้อง 100% รถจักรยานยนต์อายุครบกี่ปี ต้องนำไปตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ก่อนเสียภาษี? เกณฑ์กฎหมาย: รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป ตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป (นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก) จะต้องนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) หรือสำนักงานขนส่ง เพื่อรับใบรับรองการตรวจสภาพรถ ก่อนจึงจะสามารถชำระภาษีรถประจำปีได้ วิธีนับอายุรถจักรยานยนต์จากเล่มทะเบียนรถ (นับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก) การนับอายุรถให้นับจาก “วันจดทะเบียนครั้งแรก” ที่ระบุในใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มเขียว) จนถึงวันสิ้นอายุภาษีประจำปีรอบปัจจุบัน เช่น จดทะเบียนวันที่ 10 กันยายน 2564 เมื่อถึงรอบต่อภาษีวันที่ 10 กันยายน 2569… Continue reading รถจักรยานยนต์ที่มีอายุครบกี่ปีต้องนำไปตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี?
พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ หรือประกันภัยภาคบังคับตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คือเอกสารสำคัญที่สุดที่ผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ทุกคนต้องจัดทำเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และใช้เป็นหลักฐานจำเป็นในการต่อภาษีรถประจำปี ซึ่งมีความสำคัญและเป็นไฟลท์บังคับตามกฎหมายเช่นเดียวกับการทำ พ.ร.บ. รถยนต์ สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวต่อ พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ และสงสัยว่า ต่อพรบรถจักรยานยนต์ ใช้อะไรบ้าง? ค่าเบี้ย พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ ราคาเท่าไรตามขนาด ซีซี? และสามารถต่อ พ.ร.บ. ออนไลน์ได้ทันทีหรือไม่ บทความนี้สรุปทุกข้อมูลให้ครบถ้วนในที่เดียว เช็กลิสต์เอกสารที่ต้องใช้ในการต่อ พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ การต่อ พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ในปัจจุบันสะดวกรวดเร็วมาก โดยเฉพาะการต่อออนไลน์ ใช้เอกสารเพียงไม่กี่อย่าง 1.ใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มเขียว) หรือสำเนาหน้าทะเบียนรถ ใช้สำหรับดูข้อมูลสำคัญของรถ ได้แก่ หมายเลขทะเบียนรถ จังหวัดที่จดทะเบียน หมายเลขตัวถัง และขนาดเครื่องยนต์ (CC) 2. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถ ใช้ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้เอาประกันภัย 3. ข้อมูลขนาดเครื่องยนต์ (CC) และเลขตัวถังรถ เพื่อใช้คำนวณอัตราเบี้ยประกันภัย… Continue reading ต่อพรบรถจักรยานยนต์ ใช้อะไรบ้าง? เช็กเอกสาร ราคา พ.ร.บ. ตามซีซี และวิธีต่อออนไลน์