ในสภาวะปัจจุบัน เชื่อว่าใคร ๆ ก็มองหารถยนต์ประหยัดน้ำมันไว้ให้ในชีวิตประจำวัน เพราะการเดินทางทุกวันทำให้มีค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไปกับน้ำมันเป็นจำนานมาก รถยนต์ในปัจจุบันก็มีการออกแบบให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ต่อความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้คนในเมือง
รถในกลุ่ม ECO Car ขนาดเล็ก มาพร้อมตัวถัง Hatchback ประหยัดเชื้อเพลิง และประหยัดน้ำมัน 23.3 กิโลเมตร/ลิตร เครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร กำลังสูงสุด 78 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที และเกียร์อัตโนมัติ Invecs-lll CVT พร้อมระบบ INC และ G-Sensor มีอัตราสิ้นเปลือง 23.3 กม./ลิตร ผ่านมาตรฐานมลพิษ Euro 5
รถเก๋งกลุ่ม ECO Car ทรงซีดาน 4 ประตู 5 ที่นั่ง เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งานประจำทุกวัน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร กำลังสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที รองรับน้ำมันเบนซินทุกประเภท ทำอัตราสิ้นเปลืองสูงสุด 20-23 กิโลเมตร/ลิตร
รถยนต์ประหยัดน้ำมันดีไซน์สวย ที่มีการตกแต่งสไตล์แรลลี่อาร์ท มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ DOHC MIVEC 12 วาล์ว Auto Stop & Go 1.2 ลิตร 1,193 ซีซี ให้กำลัง 78 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 100 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 23.3 กิโลเมตร/ลิตร และเสริมความปลอดภัยด้วยระบบเบรกที่ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน ส่วนเบรกด้านหลังเป็นแบบดรัมเบรก
รถยนต์คันเล็กสาย Eco Car ดีไซน์โดดเด่นมีความคลาสสิกถูกใจสายวินเทจ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน แบบ 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี Duajet และแพลตฟอร์ม HEARTECT ที่ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้า มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 23 กิโลเมตร/ลิตร มีเทคโนโลยี Duajet และแพลตฟอร์ม HEARTECT ที่ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้า
รถยนต์ประหยัดน้ำมันดีไซน์หรูหรา ที่มีเครื่องยนต์สกายแอคทีฟทั้งรุ่นรถที่เป็นเบนซินและดีเซล
เครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร (Skyactive – G) อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 23.3 กิโลเมตร/ลิตร กำลังสูงสุด 93 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 123 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที
เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร (Skyactive – D) อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 26.3 กิโลเมตร/ลิตร กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 2,500 รอบ/นาที
การซื้อรถยนต์ประหยัดน้ำมันในราคาไม่เกิน 6 แสนบาท นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการออกรถแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าน้ำมันอีกด้วย ที่สำคัญ หากใครที่กำลังมองหาประกันรถยนต์ราคาถูกและดี ที่ insurverse มีราคาเบี้ยประกันและความคุ้มครองที่ถูกใจเจ้าของรถอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการออกรถใหม่ เหมาะสำหรับการทำประกันชั้น 1 ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 8,800 บาทต่อปีเท่านั้น
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร เวลาเลือกซื้อประกันรถยนต์ ผลต่อการเคลมหรือค่าใช้จ่ายอย่างไร แม้ทั้งสองอย่างจะเป็น "ค่าเสียหายส่วนแรก" เหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ซื้อประกันรถยนต์ได้เหมาะกับการใช้งาน ไม่พลาดย้อนหลัง
ประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ เป็นประกันภาคสมัครใจที่ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกัน จนหลายคนลังเลว่าควรเลือกประกันรถยนต์แบบไหนดี โดยเฉพาะรถใหม่หรือรถใช้งานไม่เกิน 10 ปี บทความนี้จะพาเปรียบเทียบความแตกต่างของประกันชั้น 1 กับ 2+ แบบเจาะลึก พร้อมตารางเปรียบเทียบ ทั้งเรื่องความคุ้มครอง ค่าเบี้ย และความเหมาะสมในการใช้งาน พร้อมพิกัดเช็กเบี้ยประกันราคาคุ้มค่าในที่เดียว
ลองนึกภาพว่าคุณขับรถกลับบ้านแล้วอยู่ดี ๆ เจอน้ำท่วม รถดับกลางทาง คำถามคือ ประกันรถยนต์ชั้น 2+ จะช่วยอะไรได้บ้าง บทความนี้จะอธิบายขอบเขตความคุ้มครองและข้อยกเว้นที่ควรรู้ก่อนเกิดเหตุจริงกัน ว่ารถน้ําท่วม ประกันจ่ายไหม รวมถึงวิธีเช็คความคุ้มครองภัยธรรมชาติในกรมธรรม์ของคุณ