“ประกันรถยนต์” ไม่ใช่แค่หลักประกันเวลารถชนหรือเกิดเหตุไม่คาดฝันเท่านั้น แต่ยังเป็น “ค่าใช้จ่ายจำเป็น” ที่เจ้าของรถทุกคนต้องจ่ายทุกปี แล้วแบบนี้…เราจะเอาคืนได้บ้างไหม? คำถามยอดฮิตอย่าง “ประกันรถยนต์ ลดหย่อนภาษีได้ไหม” จึงกลายเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้ วันนี้เราจะมาคลายข้อสงสัยว่า ประกันแบบไหนที่ลดหย่อนได้ และเงื่อนไขต้องเป็นอย่างไรในปี 2569 นี้
Key Takeaway
ประกันรถยนต์ ลดหย่อนภาษีได้ไหม? คำตอบคือไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ เพราะรถยนต์ไม่ได้อยู่ในปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต ภาครัฐจึงไม่ได้มีการส่งเสริมการลดหย่อนภาษีสำหรับการทำประกันรถยนต์นั่นเอง
กรณีที่สามารถใช้ประกันรถลดหย่อนภาษีได้ มีเพียงในกรณีที่ รถนั้นเป็นทรัพย์สินหรือเครื่องมือในการประกอบธุรกิจ เช่น รถที่จดทะเบียนในนามบริษัท หรืองานขนส่ง (รถเช่า, รถรับจ้าง, รถแท็กซี่ ฯลฯ) ซึ่งเบี้ยประกันรถยนต์ของรถเพื่อการพาณิชย์เหล่านี้สามารถถือเป็นต้นทุนทางธุรกิจและนำไปหักลดหย่อนภาษีในนิติบุคคลหรือภาษีเงินได้ธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
แต่สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป ผู้เสียภาษีไม่มีสิทธินำค่าเบี้ยประกันรถยนต์มาลดหย่อนภาษีเงินได้ของตนเองแต่อย่างใด
หลายคนเข้าใจผิด เบี้ยประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองชีวิต/อุบัติเหตุ (PA) หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าหากกรมธรรม์ประกันรถยนต์มีส่วนคุ้มครองชีวิตผู้ขับขี่หรือผู้โดยสาร (เช่นความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคลวงเงินเสียชีวิต/ทุพพลภาพ) จะสามารถนำเบี้ยส่วนนี้ไปลดหย่อนภาษีในหมวดประกันชีวิตได้ แต่ความจริงคือ เบี้ยส่วนดังกล่าวจัดอยู่ในหมวด “ประกันสุขภาพ/อุบัติเหตุ” ซึ่งกฎหมายให้สิทธิลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
อีกทั้ง การจะใช้สิทธิลดหย่อนในหมวดประกันชีวิตได้นั้น กรมธรรม์ชีวิตต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ตามเงื่อนไขกรมสรรพากร (เช่น ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์/ตลอดชีพ)
ซึ่งความคุ้มครองชีวิตที่พ่วงมากับประกันรถยนต์ (มักเป็นกรมธรรม์อุบัติเหตุระยะสั้น 1 ปี) ไม่เข้าหลักเกณฑ์นี้ จึงไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้
เงื่อนไขสำคัญคือ กรมธรรม์ต้องมีอายุความคุ้มครอง ไม่น้อยกว่า 10 ปี และหากมีผลตอบแทนหรือเงินคืน ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด (ห้ามคืนรายปีสูงเกิน 20% ของเบี้ย) ประกันที่เข้าข่าย เช่น
สามารถใช้ลดหย่อนได้เพิ่มเติมจากประกันชีวิต แต่เมื่อนำมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท เช่น
ประกันสุขภาพที่เข้าเกณฑ์ ได้แก่
เงื่อนไขคือ
จุดเด่นคือให้ผลตอบแทนแบบรายเดือนหลังเกษียณ และให้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มจากหมวดประกันชีวิตปกติ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
หากคุณเป็นพนักงานประจำหรือส่งเงินสมทบเองในมาตรา 39 หรือ 40 คุณสามารถใช้ยอดที่จ่ายสมทบในปีนั้นมาลดหย่อนได้เต็มจำนวนตามจริง สูงสุด 9,000 บาท โดยไม่ต้องยื่นเอกสารอะไรเพิ่มเติม
ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1, 2+, 3+ หรือ พ.ร.บ. ก็ไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้สำหรับบุคคลทั่วไป เพราะจัดเป็นค่าใช้จ่ายด้านทรัพย์สิน ไม่เข้าหลักเกณฑ์เบี้ยประกันชีวิตหรือสุขภาพ
ยกเว้นกรณีที่คุณเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วนำรถยนต์ไปใช้ในกิจการ เช่น รถขนส่ง, รถบริษัท, รถรับจ้าง ฯลฯ แบบนี้สามารถนำเบี้ยประกันรถยนต์ไปลงเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจได้ (ในภาษีนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาแบบกิจการ)
แม้ว่า “ประกันรถยนต์” จะไม่ได้อยู่ในรายการลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากร แต่ก็ถือเป็น ค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงิน ได้อย่างมหาศาลในยามเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ทุกวัน และบางครั้งค่าเสียหายอาจสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้าน ประกันรถยนต์จึงทำหน้าที่เหมือน “เกราะป้องกันความเสี่ยง” ที่ช่วยให้คุณไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่จ่ายเอง
นอกจากนี้ ประกันรถยนต์ยังช่วยเพิ่ม ความอุ่นใจและความมั่นใจในการขับขี่ ไม่ว่าคุณจะเดินทางใกล้หรือไกล ก็มั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุ มีบริษัทประกันช่วยดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่เรียกรถยก เคลม ซ่อม ไปจนถึงรับผิดชอบคู่กรณี
พูดง่าย ๆ คือ ถึงจะ ไม่ได้ช่วยลดภาษี แต่ “ช่วยลดความเสี่ยง” ที่อาจทำให้เงินในบัญชีหายไปในพริบตา ซึ่งคุ้มค่ากว่าผลประโยชน์ทางภาษีหลายเท่า
เป็นรายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้สามารถนำไปหักออกจากเงินได้ โดยหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว จะทำให้เราเสียภาษีน้อยลง ซึ่งปกติแล้วสิทธิพื้นฐานที่คนเสียภาษีทุกคนจะได้รับ ก็คือค่าลดหย่อนส่วนตัวคนละ 60,000 บาท โดยจะมีการคำนวณจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้
รายได้ (ต่อปี) – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี = เงินภาษีที่ต้องจ่าย
โดยปกติแล้วทุกคนที่มีเงินเดือนประจำตั้งแต่ 120,000 บาท/ปี หรือมีรายได้ประเภทอื่น ๆ ตั้งแต่ 60,000 บาท/ปีจะต้องเสียภาษี ซึ่งการลดหย่อนภาษีก็จะช่วยให้จ่ายภาษีได้น้อยลง ประหยัดเงินได้มากขึ้น และยังสามารถเก็บเงินในแต่ละปีมากขึ้น
ประกันรถยนต์ ลดหย่อนภาษีได้ไหม สรุปแล้วต่อให้ประกันรถยนต์จะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่เป็นสิ่งที่เจ้าของรถควรจะทำให้กับรถยนต์ทุกคัน เพราะเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมที่ดี การทำประกันรถยนต์ไม่เพียงแต่จะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากรถยนต์เท่านั้น แต่หากทำประกันชั้น 1 หรือ ประกันชั้น 2+ จะให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของคุณอีกด้วย
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ประกันรถยนต์ไฟฟ้าสำคัญอย่างไร และควรเลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์ รวมข้อมูลความคุ้มครอง ราคา และปัจจัยที่ต้องรู้สำหรับเจ้าของรถ EV
เช็คประกันรถยนต์ฉบับคนขี้ลืมรู้ทันทีว่าทำประกันไว้ที่ไหน โดยไม่ต้องง้อเล่มกรมธรรม์ พร้อมหาคำตอบว่า ใครอีกบ้างที่เช็คประกันได้นอกจากเจ้าของรถยนต์
ไขข้อสงสัยเรื่อง ประกันรถยนต์ชั้น 1 ซ่อมศูนย์กับซ่อมอู่ต่างกันยังไงแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนะนำวิธีเลือกให้เหมาะกับรถและงบของคุณ เลือกแบบไหนคุ้มกว่ามีคำตอบที่นี่!