vertical_align_top
keyboard_arrow_leftย้อนกลับ
ประกันรถยนต์ ลดหย่อนภาษีได้ไหม

ประกันรถยนต์ ลดหย่อนภาษีได้ไหม [2569] ประกันแบบไหนลดหย่อนภาษีได้บ้าง?

schedule
share

“ประกันรถยนต์” ไม่ใช่แค่หลักประกันเวลารถชนหรือเกิดเหตุไม่คาดฝันเท่านั้น แต่ยังเป็น “ค่าใช้จ่ายจำเป็น” ที่เจ้าของรถทุกคนต้องจ่ายทุกปี แล้วแบบนี้…เราจะเอาคืนได้บ้างไหม? คำถามยอดฮิตอย่าง “ประกันรถยนต์ ลดหย่อนภาษีได้ไหม” จึงกลายเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้ วันนี้เราจะมาคลายข้อสงสัยว่า ประกันแบบไหนที่ลดหย่อนได้ และเงื่อนไขต้องเป็นอย่างไรในปี 2569 นี้

Key Takeaway

  • ประกันรถยนต์ ไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้สำหรับบุคคลทั่วไป เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กรมสรรพากรกำหนด
  • เบี้ยประกันรถจะใช้ลดหย่อนได้เฉพาะกรณีรถที่ใช้ในธุรกิจ เช่น รถบริษัทหรือรถขนส่ง ที่สามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายได้ในภาษีนิติบุคคล
  • ประกันที่ใช้ลดหย่อนได้จริง ได้แก่ ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ, ประกันสุขภาพบิดา-มารดา, ประกันบำนาญ และกองทุนประกันสังคม
  • ถึงแม้ประกันรถยนต์ ลดหย่อนภาษีไม่ได้ แต่ก็ยังจำเป็นเพื่อป้องกันความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายสูงหากเกิดอุบัติเหตุ

ประกันรถยนต์ลดหย่อนภาษีได้ไหม อัปเดต 2569

ประกันรถยนต์ลดหย่อนภาษี

ประกันรถยนต์ ลดหย่อนภาษีได้ไหม? คำตอบคือไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ เพราะรถยนต์ไม่ได้อยู่ในปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต ภาครัฐจึงไม่ได้มีการส่งเสริมการลดหย่อนภาษีสำหรับการทำประกันรถยนต์นั่นเอง

ประกันรถยนต์แบบไหนลดหย่อนภาษีได้?

กรณีที่สามารถใช้ประกันรถลดหย่อนภาษีได้ มีเพียงในกรณีที่ รถนั้นเป็นทรัพย์สินหรือเครื่องมือในการประกอบธุรกิจ เช่น รถที่จดทะเบียนในนามบริษัท หรืองานขนส่ง (รถเช่า, รถรับจ้าง, รถแท็กซี่ ฯลฯ) ซึ่งเบี้ยประกันรถยนต์ของรถเพื่อการพาณิชย์เหล่านี้สามารถถือเป็นต้นทุนทางธุรกิจและนำไปหักลดหย่อนภาษีในนิติบุคคลหรือภาษีเงินได้ธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 

แต่สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป ผู้เสียภาษีไม่มีสิทธินำค่าเบี้ยประกันรถยนต์มาลดหย่อนภาษีเงินได้ของตนเองแต่อย่างใด

หลายคนเข้าใจผิด เบี้ยประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองชีวิต/อุบัติเหตุ (PA) หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าหากกรมธรรม์ประกันรถยนต์มีส่วนคุ้มครองชีวิตผู้ขับขี่หรือผู้โดยสาร (เช่นความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคลวงเงินเสียชีวิต/ทุพพลภาพ) จะสามารถนำเบี้ยส่วนนี้ไปลดหย่อนภาษีในหมวดประกันชีวิตได้ แต่ความจริงคือ เบี้ยส่วนดังกล่าวจัดอยู่ในหมวด “ประกันสุขภาพ/อุบัติเหตุ” ซึ่งกฎหมายให้สิทธิลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

อีกทั้ง การจะใช้สิทธิลดหย่อนในหมวดประกันชีวิตได้นั้น กรมธรรม์ชีวิตต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ตามเงื่อนไขกรมสรรพากร (เช่น ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์/ตลอดชีพ) 

ซึ่งความคุ้มครองชีวิตที่พ่วงมากับประกันรถยนต์ (มักเป็นกรมธรรม์อุบัติเหตุระยะสั้น 1 ปี) ไม่เข้าหลักเกณฑ์นี้ จึงไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้ 

เช็คลิสต์ ประกันประเภทไหนใช้ลดหย่อนภาษีได้บ้าง?

1. ประกันชีวิตลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท/ปี

เงื่อนไขสำคัญคือ กรมธรรม์ต้องมีอายุความคุ้มครอง ไม่น้อยกว่า 10 ปี และหากมีผลตอบแทนหรือเงินคืน ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด (ห้ามคืนรายปีสูงเกิน 20% ของเบี้ย) ประกันที่เข้าข่าย เช่น

  • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ
  • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
  • ประกันชีวิตแบบชำระเบี้ย 10 ปี คุ้มครอง 20 ปี

2. ประกันสุขภาพ (ของตัวเอง) ลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาท/ปี

สามารถใช้ลดหย่อนได้เพิ่มเติมจากประกันชีวิต แต่เมื่อนำมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท เช่น

  • ถ้ามีประกันชีวิตลดหย่อนไปแล้ว 80,000 บาท จะใช้ประกันสุขภาพลดหย่อนได้อีกไม่เกิน 20,000 บาท
  • หากไม่มีประกันชีวิตเลย จะใช้ประกันสุขภาพลดหย่อนได้เต็ม 25,000 บาท

ประกันสุขภาพที่เข้าเกณฑ์ ได้แก่

  • ประกันรักษาพยาบาลผู้ป่วยใน/ผู้ป่วยนอก
  • ประกันโรคร้ายแรง
  • ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) *ถ้าซื้อแยกจากประกันรถ

3. ประกันสุขภาพ ของพ่อแม่ ลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาท/ปี

เงื่อนไขคือ

  • พ่อแม่ต้อง มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี
  • ต้องเป็นบิดา-มารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย
  • ต้องไม่มีพี่น้องคนอื่นใช้สิทธิลดหย่อนซ้ำในปีเดียวกัน

4. ประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท/ปี

จุดเด่นคือให้ผลตอบแทนแบบรายเดือนหลังเกษียณ และให้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มจากหมวดประกันชีวิตปกติ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

  • ต้องเริ่มรับเงินบำนาญ ไม่ก่อนอายุ 55 ปี ต้องรับเงินไม่น้อยกว่า 10 ปี
  • เมื่อนำไปรวมกับ RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท/ปี

5. กองทุนประกันสังคม ลดหย่อนได้สูงสุด 9,000 บาท/ปี

หากคุณเป็นพนักงานประจำหรือส่งเงินสมทบเองในมาตรา 39 หรือ 40 คุณสามารถใช้ยอดที่จ่ายสมทบในปีนั้นมาลดหย่อนได้เต็มจำนวนตามจริง สูงสุด 9,000 บาท โดยไม่ต้องยื่นเอกสารอะไรเพิ่มเติม

6. ประกันรถยนต์ (ภาคสมัครใจ และ พ.ร.บ.) ไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้

ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1, 2+, 3+ หรือ พ.ร.บ. ก็ไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้สำหรับบุคคลทั่วไป เพราะจัดเป็นค่าใช้จ่ายด้านทรัพย์สิน ไม่เข้าหลักเกณฑ์เบี้ยประกันชีวิตหรือสุขภาพ

ยกเว้นกรณีที่คุณเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วนำรถยนต์ไปใช้ในกิจการ เช่น รถขนส่ง, รถบริษัท, รถรับจ้าง ฯลฯ แบบนี้สามารถนำเบี้ยประกันรถยนต์ไปลงเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจได้ (ในภาษีนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาแบบกิจการ)

ประกันรถยนต์ ลดหย่อนภาษีไม่ได้แต่ก็ยังสำคัญ!

แม้ว่า “ประกันรถยนต์” จะไม่ได้อยู่ในรายการลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากร แต่ก็ถือเป็น ค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงิน ได้อย่างมหาศาลในยามเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ทุกวัน และบางครั้งค่าเสียหายอาจสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้าน ประกันรถยนต์จึงทำหน้าที่เหมือน “เกราะป้องกันความเสี่ยง” ที่ช่วยให้คุณไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่จ่ายเอง

นอกจากนี้ ประกันรถยนต์ยังช่วยเพิ่ม ความอุ่นใจและความมั่นใจในการขับขี่ ไม่ว่าคุณจะเดินทางใกล้หรือไกล ก็มั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุ มีบริษัทประกันช่วยดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่เรียกรถยก เคลม ซ่อม ไปจนถึงรับผิดชอบคู่กรณี 

พูดง่าย ๆ คือ ถึงจะ ไม่ได้ช่วยลดภาษี แต่ “ช่วยลดความเสี่ยง” ที่อาจทำให้เงินในบัญชีหายไปในพริบตา ซึ่งคุ้มค่ากว่าผลประโยชน์ทางภาษีหลายเท่า

รวมรายการลดหย่อนภาษีอื่น ๆ ที่คุณควรรู้

รายการลดหย่อนภาษีวงเงินลดหย่อนสูงสุดรายละเอียดเพิ่มเติม
ค่าลดหย่อนส่วนตัว60,000 บาทสิทธิ์พื้นฐานสำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน
คู่สมรสไม่มีรายได้60,000 บาทใช้ได้เมื่อคู่สมรสไม่มีรายได้ตามกฎหมาย (ลดได้ 1 คนเท่านั้น)
บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย30,000 – 60,000 บาท / คนบุตรคนแรก 30,000 บาท และ คนที่ 2 ขึ้นไป 60,000 บาท ตามเกณฑ์ปี 2569
บิดา – มารดา30,000 บาท / คนต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท / ปี และอยู่ในความอุปการะ
ผู้พิการหรือทุพพลภาพที่อยู่ในอุปการะ60,000 บาท / คนใช้ได้ทั้งกรณีบุตร พ่อแม่ หรือ ผู้อยู่ในอุปการะ
ค่าฝากครรภ์ / คลอดบุตรสูงสุด 60,000 บาทใช้สิทธิ์ได้ต่อการตั้งครรภ์ 1 ครั้ง รวมทุกค่าใช้จ่าย
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนบำเหน็จบำนาญ / กบข. / กองทุนครูโรงเรียนเอกชน15% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาทใช้สิทธิ์รวมกันทุกกองทุนในหมวดนี้
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)30% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาทต้องถือครอง 10 ปี ขึ้นไป และไม่ซ้ำซ้อนกับ SSF หรือกองทุนบำนาญอื่น
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)30,000 บาทสำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญ หรือ RMF ลดได้ตามที่จ่ายจริง
กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)30% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาทต้องถือครอง 10 ปี และไม่ซ้ำสิทธิกับ RMF หรือ กบข.
เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป100,000 บาทต้องมีอายุกรมธรรม์ ≥ 10 ปี และให้ความคุ้มครองชีวิตเท่านั้น
เบี้ยประกันสุขภาพ (ตนเอง)25,000 บาทรวมกับเบี้ยประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท
เบี้ยประกันสุขภาพบิดา – มารดา15,000 บาท / คนต้องเป็นผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท / ปี
ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน100,000 บาทใช้เฉพาะบ้านหลังแรกที่กู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย
เงินบริจาคทั่วไปตามจริง ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนรวมถึงบริจาคให้หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล หรือมูลนิธิที่จดทะเบียน
บริจาคเพื่อการศึกษา หรือ สาธารณกุศลพิเศษลดหย่อนได้ 2 เท่าของยอดบริจาคต้องบริจาคผ่านโครงการที่ได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากร
ลงทุนในกิจการ Social Enterprise (ธุรกิจเพื่อสังคม)100,000 บาทต้องเป็นกิจการที่ได้รับการรับรองจาก สำนักงานส่งเสริม SE ตามกฎหมาย
กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)30% ของรายได้ ไม่เกิน 300,000 บาทถือครอง 8 ปี ขึ้นไป เพื่อส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน
มาตรการรัฐ – ช้อปดีมีคืน / เที่ยวเมืองรอง / e-Receiptตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 40,000 บาทต้องอยู่ในช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการนั้น
บริจาคพรรคการเมือง10,000 บาทลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท / ปี

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวการลดหย่อนภาษี

การลดหย่อนภาษีคืออะไร?

เป็นรายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้สามารถนำไปหักออกจากเงินได้ โดยหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว จะทำให้เราเสียภาษีน้อยลง ซึ่งปกติแล้วสิทธิพื้นฐานที่คนเสียภาษีทุกคนจะได้รับ ก็คือค่าลดหย่อนส่วนตัวคนละ 60,000 บาท โดยจะมีการคำนวณจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้

รายได้ (ต่อปี) – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ

เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี = เงินภาษีที่ต้องจ่าย

ข้อดีของการลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง?

โดยปกติแล้วทุกคนที่มีเงินเดือนประจำตั้งแต่ 120,000 บาท/ปี หรือมีรายได้ประเภทอื่น ๆ ตั้งแต่ 60,000 บาท/ปีจะต้องเสียภาษี ซึ่งการลดหย่อนภาษีก็จะช่วยให้จ่ายภาษีได้น้อยลง ประหยัดเงินได้มากขึ้น และยังสามารถเก็บเงินในแต่ละปีมากขึ้น

บทสรุป

ประกันรถยนต์ ลดหย่อนภาษีได้ไหม สรุปแล้วต่อให้ประกันรถยนต์จะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่เป็นสิ่งที่เจ้าของรถควรจะทำให้กับรถยนต์ทุกคัน เพราะเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมที่ดี การทำประกันรถยนต์ไม่เพียงแต่จะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากรถยนต์เท่านั้น แต่หากทำประกันชั้น 1 หรือ ประกันชั้น 2+ จะให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของคุณอีกด้วย

check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย

© Copyright 2023 บริษัท อินชัวร์เวิร์ส จำกัด (มหาชน)