ประกันรถยนต์ คือเกราะป้องกันที่ดีของคนใช้รถทุกคน เพราะเราไม่รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างน้อยการทำประกันติดรถไว้ ก็ยังช่วยคุ้มครองความเสียหายที่เกิดได้อย่างครอบคลุม แต่หลายคนอาจจะสงสัย ถ้าเป็นรถเกิน 10 ปี จะทำประกันชั้น 1 ได้ไหม ผิดเงื่อนไขข้อใดหรือเปล่า วันนี้ทาง insurverse เราขออาสาหาคำตอบมาให้เอง
รถเกิน 10 ปี สามารถทำประกันชั้น 1 ได้ โดยไม่มีข้อห้ามใด ๆ ในทางกฎหมาย ขอเพียงแค่คู่สัญญาระหว่างบริษัทประกันภัย และผู้เอาประกันตกลงเงื่อนไขร่วมกันได้ แต่โดยมาก บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่มักจะจำกัดอายุรถในการทำประกันชั้น 1 ที่ไม่เกิน 10 ปี และอาจจะมีการปรับความคุ้มครอง หรือค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้นตามเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป จึงทำให้การเลือกทำประกันชั้น 2+ ที่ได้รับความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากกว่านั่นเอง
สำหรับคนที่ยังชอบความคุ้มครองแบบครบจบ ที่หาไม่ได้จากประกันรถชั้นอื่น เรามาดูเงื่อนของการต่ออายุประกันชั้น 1 ของรถเกิน 10 ปี กันดีกว่า ว่ามีเกณฑ์อะไรบ้างที่ใช้ในการพิจารณาเพื่อต่ออายุประกันภัย
หากอยากต่อประกันรถยนต์อายุเกิน 10 ปี สิ่งแรกที่มีความสำคัญอย่างมาก ก็คือสภาพตัวรถจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดีทั้งภายใน และภายนอก รวมไปถึงชิ้นส่วนอะไหล่ และเครื่องยนต์จะต้องทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เพราะจะถูกประเมินโดยบริษัทประกันภัยทุกครั้ง ก่อนการพิจารณาต่ออายุประกันชั้น 1 ให้กับผู้เอาประกัน
อีกหนึ่งเกณฑ์พิจารณา ที่ทางบริษัทประกันภัยจะใช้ในการต่ออายุประกันชั้น 1 ก็คือประวัติการขับขี่ หากผู้เอาประกันมีประวัติการขับขี่ที่ดี แทบไม่เคยเกิดอุบัติในการขับขี่เลย ทางบริษัทประกันภัยก็จะมองว่ามีความเสี่ยงน้อย จึงทำให้การทำประกันชั้น 1 ของรถเกิน 10 ปีสามารถทำได้
ประวัติการเคลม ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ใช้พิจารณาร่วมกับประวัติการขับขี่ หากผู้เอาประกัน แทบจะไม่เคยเคลมประกันที่ทำเอาไว้เลย เพราะขับขี่ดีจนไม่เกิดอุบัติเหตุ สาเหตุนี้ก็จะทำให้การต่อประกันชั้น 1 เป็นไปได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
ค่าเสียหายส่วนแรก หรือค่า Excess จะเป็นเงินที่ทางผู้เอาประกันจะต้องจ่ายเพิ่ม ในกรณีที่ต้องการเคลมแบบไม่มีคู่กรณี ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงทางบริษัทประกันต้องแบกรับในจุดนี้ ซึ่งหากมีการตกลงในเงื่อนไขตรงส่วนนี้ได้ลงตัว การมีโอกาสในการทำประกันชั้น 1 ให้กับรถอายุเกิน 10 ปีได้
ถ้าเกิดทำประกันชั้น 1 ให้รถเกิน 10 ปีไม่ได้แล้ว ควรจะเลือกประกันชั้นไหนให้ตอบโจทย์ที่สุด เราจะมาอธิบายถึงความแตกต่างแบบคร่าว ๆ ให้ได้เห็นภาพกันชัดมากขึ้น เพราะเมื่อต้องเลือกทำประกันรถยนต์ สิ่งสำคัญที่สุดรองลงมาจากความคุ้มครอง ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไหวอยู่ดี เรามาลองเปรียบเทียบกันดูดีกว่า
ประกันชั้น 1 เหมาะกับรถอายุไม่เกิน 10 ปี เพราะให้ความคุ้มครองครอบคลุมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการชนแบบมีคู่กรณี หรือไม่มีคู่กรณีก็ตาม อีกทั้งยังให้ความคุ้มครองในเรื่องของภัยธรรมชาติ และกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินจนต้องการความช่วยเหลือ จึงเหมาะผู้ขับขี่ที่ยังประสบการณ์ไม่มาก และอยากได้รับความคุ้มครองในการชนแบบไม่มีคู่กรณีร่วมด้วย
ประกันชั้น 2+ เหมาะกับรถอายุไม่เกิน 15 ปี ที่ให้ความคุ้มครองไม่ต่างจากประกันชั้น 1 มากนัก แต่มีค่าเบี้ยประกันถูกลงกว่าเกือบครึ่ง แต่ยังคงให้ความคุ้มครองในเรื่องการเฉี่ยวชน หรือค่าใช้จ่ายในการเยียวยาตามปกติ จึงเหมาะกับผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์มาสักระยะหนึ่ง ที่ไม่ได้ต้องการความคุ้มครองในเรื่องของการชนแบบไม่มีคู่กรณี
ประกันรถยนต์ 3+ เหมาะกับรถอายุไม่เกิน 15 ปี ที่ให้ความคุ้มครองไม่ต่างจากประกันชั้น 1 และชั้น 2+ มากนักในเรื่องของค่าเสียหายซ่อมแซมในตัวรถเรา และของคู่กรณี รวมไปถึงความเสียหายต่อบุคคล หรือทรัพย์สินร่วมด้วย แต่จะตัดในส่วนของกรณีรถหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม จึงเหมาะกับผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์มาก และมีการจอดในพื้นที่รั้วรอบขอบชิด
หลายคนอาจสงสัยว่าประกันชั้น 3 คุ้มครองอะไรบ้าง ต่างจากประกันชั้น 3+ อย่างไร ต้องบอกว่า ประกันประเภทนี้เหมาะกับรถที่อายุไม่เกิน 30 ปี ที่ให้ความคุ้มครองเฉพาะคู่กรณีเท่านั้น ซึ่งตอบโจทย์คนที่ไม่ค่อยได้ใช้รถมากนัก หรืออาจจะเป็นรถยนต์ที่มีมูลค่าตลาดไม่สูง และเป็นรถยนต์คันที่ใช้งานมายาวนาน ไม่มีความจำเป็นในการดูแลเป็นพิเศษ การทำประกันชั้นนี้จึงตอบโจทย์มากกว่าในเรื่องของค่าเบี้ยประกันที่ถูกลงอย่างมาก
อย่างที่รู้กันไปแล้ว ว่าการต่อประกันชั้น 1 นั้นสามารถทำได้ หากเข้าหลักเกณฑ์ตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ก็จะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน จึงติดต่อสอบถามกับบริษัทประกันภัยโดยตรง ว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างในการต่อประกันชั้น 1 และหากไม่สามารถต่ออายุประกันได้ ควรเลือกทำประกันชั้นไหนดี พร้อมขอส่วนลดค่าเบี้ยประกันร่วมด้วยไปเลย แต่หากยังรู้สึกไม่มั่นใจ และอยากจะเปรียบเทียบความแตกต่างของประกันแต่ละประเภทให้มากขึ้น ให้ทาง insurverse เราช่วยดีกว่า เพราะเรามีข้อมูลประกันให้เปรียบเทียบแบบครบจบในที่เดียวเลย
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
เมื่อเปิดดูตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของตนเอง หลายคนอาจเคยสะดุดตากับคำว่า “ร.ย.03” ในหมวดความคุ้มครองเพิ่มเติม และเกิดคำถามว่า รย.03 คือ อะไร มีความสำคัญอย่างไรต่อผู้ขับขี่ หรือบางคนอาจกำลังสับสนระหว่างรหัสในเอกสารประกันภัยกับรหัสประเภทรถของกรมการขนส่งทางบก บทความนี้จะมาไขคำตอบให้ชัดเจน เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิประโยชน์และใช้ความคุ้มครองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รย.03 คืออะไร ในตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์? ในแวดวงประกันภัย ร.ย.03 (หรือ รย.03) คือ รหัสมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดให้เป็น “เอกสารแนบท้ายสัญญาประกันภัยรถยนต์ว่าด้วยการประกันตัวผู้ขับขี่ (Driver’s Bail Bond)” ความคุ้มครองนี้มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่ที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย ในกรณีที่ขับรถเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนจนเป็นเหตุให้คู่กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ชีวิต ซึ่งพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) จะต้องดำเนินคดีอาญาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยบริษัทประกันภัยจะทำหน้าที่นำหลักทรัพย์หรือหนังสือรับรองไปวางเป็นหลักประกันในการขอประกันตัวผู้ขับขี่ออกมาสู้คดีในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือชั้นศาล สาระสำคัญของเอกสารแนบท้าย ร.ย.03: คุ้มครองการประกันตัวผู้ขับขี่อย่างไร เงื่อนไขและขอบเขตความคุ้มครองของ ร.ย.03 มีรายละเอียดสำคัญที่ผู้ขับขี่ควรรู้ดังนี้: เปรียบเทียบเอกสารแนบท้าย ร.ย.01, ร.ย.02 และ ร.ย.03 แตกต่างกันอย่างไร? เอกสารแนบท้ายมาตรฐาน คปภ. ที่พบได้บ่อยในกรมธรรม์ภาคสมัครใจ ได้แก่: อย่าจำสับสน! ร.ย.03 (ประกันภัย)… Continue reading รย.03 คืออะไร เจาะลึกเอกสารแนบท้ายประกันภัยรถยนต์ คุ้มครองประกันตัวผู้ขับขี่อย่างไร
ประกันวินาศภัย คือ การทำสัญญาประกันภัยรูปแบบหนึ่ง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งสามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ (โดยไม่รวมถึงการประกันชีวิต) หลักการทำงานคือ ผู้เอาประกันภัย ตกลงจ่ายเงินค่า เบี้ยประกัน ให้กับ ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกัน) และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามที่ระบุไว้ใน กรมธรรม์ ทางบริษัทประกันจะทำการจ่าย ค่าสินไหมทดแทน เพื่อเยียวยาความเสียหายนั้นๆ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุมากที่สุด การทำประกันวินาศภัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คุณอุ่นใจว่าทรัพย์สินที่มีค่าจะได้รับ ความคุ้มครอง อย่างเต็มที่ ประกันวินาศภัย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? หลายคนอาจสงสัยว่า ประกันวินาศภัย มีอะไรบ้าง ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่ง ประกันวินาศภัย 4 ประเภท หลักๆ ได้ดังต่อไปนี้: 1.ประกันอัคคีภัย (Fire Insurance) ประกันอัคคีภัย เป็นรูปแบบการคุ้มครองทรัพย์สินประเภทสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคาร จากเหตุไฟไหม้ ฟ้าผ่า หรือภัยระเบิด นอกจากนี้ยังสามารถซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเติมได้ (เช่น น้ำท่วม ลมพายุ) สำหรับใครที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การเลือกทำ ประกันบ้านและคอนโด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า… Continue reading ประกันวินาศภัย คืออะไร? สิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ
เวลาที่เรากำลังจะเลือกซื้อประกันรถยนต์ หลายคนมักจะเจอคำศัพท์ประกันภัยที่ชวนสับสน หนึ่งในนั้นคือคำว่า “Deductible” หรือ ค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันรายปีของเราถูกลงได้อย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า Deductible คืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน และต่างจากค่า Excess อย่างไร เพื่อให้คุณเลือกแผนกรมธรรม์ได้คุ้มค่าที่สุด Key Takeaways ความหมายของ ค่า Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ) ค่า Deductible (อ่านว่า ดีดักทิเบิล) หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ คือ จำนวนเงินแรกที่คุณตกลงกับบริษัทประกันภัยว่าจะรับผิดชอบจ่ายเองในแต่ละครั้งที่มีการเคลมประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น คุณเป็น “ฝ่ายผิด” หรือ “ไม่มีคู่กรณี” การระบุค่า Deductible ไว้ในกรมธรรม์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เอาประกันประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันรายปีได้มาก เพราะบริษัทประกันจะนำจำนวนเงิน Deductible ที่คุณเลือก ไปเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันตอนซื้อนั่นเอง นอกจากการทำประกันภาคสมัครใจแล้ว ผู้ขับขี่ต้องไม่ลืมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับ เพื่อรับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามกฎหมายด้วย Deductible กับ Excess แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไม่สับสนเวลาเคลมประกัน เราขอสรุปความแตกต่างของค่าเสียหายส่วนแรกทั้ง 2 แบบ… Continue reading Deductible คืออะไร? สิ่งที่คนมีรถต้องรู้ก่อนซื้อประกัน