สำหรับนักเดินทางที่กำลังวางแผนเดินทางไปท่องเที่ยว พักผ่อน หรือติดต่อธุรกิจต่างแดนผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การขับรถยนต์ส่วนตัวไปจอดไว้ที่สนามบินถือเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายและตอบโจทย์เรื่องสัมภาระได้ดีที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก่อนออกเดินทางเพื่อวางแผนงบประมาณได้อย่างแม่นยำก็คือ “ค่าจอดรถสุวรรณภูมิ” ในปัจจุบันคิดอัตราค่าบริการอย่างไร จอดค้างคืนวันละกี่บาท และจุดจอดรถระยะสั้นกับระยะยาวมีความแตกต่างกันอย่างไร บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลอัปเดตล่าสุดมาให้ครบถ้วน
สนามบินสุวรรณภูมิมีพื้นที่รองรับการจอดรถยนต์หลายหมื่นคัน โดยแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ อาคารและลานจอดรถประชิดอาคารผู้โดยสาร (เหมาะสำหรับการรับ-ส่งหรือจอดระยะสั้น) และลานจอดรถระยะยาว (เหมาะสำหรับการจอดค้างคืนหลายวันในราคาประหยัด)
อัตราค่าบริการจอดรถยนต์ (4 ล้อ) มีรายละเอียดดังนี้
เป็นอาคารจอดรถในร่ม 6 ชั้นที่เชื่อมต่อตรงกับชั้น 3 ของอาคารผู้โดยสารด้วยสะพานทางเดิน มีอัตราค่าบริการดังนี้:
ตั้งอยู่บริเวณศูนย์ขนส่งสาธารณะ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจอดรถทิ้งไว้หลายวัน โดยมีบริการรถ Shuttle Bus วิ่งรับ-ส่งฟรีระหว่างลานจอดรถกับอาคารผู้โดยสารตลอด 24 ชั่วโมง:
สำหรับรถจักรยานยนต์ อัตราค่าบริการจะคิดวันละ 70 บาทสำหรับอาคารจอดรถหลัก และวันละ 30 บาทสำหรับลานจอดรถระยะยาว
หากคุณเดินทางพร้อมครอบครัว มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ การเลือกจอดที่อาคารจอดรถ 2 และ 3 จะสะดวกที่สุดเพราะสามารถเดินเข้าสู่เคาน์เตอร์เช็กอินได้ทันที แต่หากต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการจอดรถค้างคืนหลายๆ วัน (เช่น เดินทาง 5 – 10 วันขึ้นไป) การเลือกจอดที่ลานจอดรถระยะยาวจะช่วยเซฟค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเกือบเท่าตัว
เมื่อจอดรถทิ้งไว้ที่สนามบินเรียบร้อยแล้ว การมี [ประกันรถยนต์] ชั้น 1 จาก Insurverse จะช่วยให้คุณหมดกังวลเรื่องความปลอดภัยของรถยนต์ ไม่ว่าจะเกิดเหตุโจรกรรม ไฟไหม้ หรือรอยเฉี่ยวชนที่ไม่คาดคิด และสำหรับช่วงเวลาที่ต้องเดินทางท่องโลกกว้าง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการทำประกันเดินทางต่างประเทศ กับ insurverse ที่พร้อมดูแลคุณตลอดทริป มอบความคุ้มครองครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน เที่ยวบินล่าช้า และกระเป๋าเดินทางสูญหาย ซื้อง่ายผ่านออนไลน์ก่อนบินได้ทันที ให้คุณบินลัดฟ้าเปิดประสบการณ์ใหม่ได้อย่างสบายใจไร้กังวล
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
หลายคนที่ซื้อรถเงินผ่อนแล้วต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงิน ส่งต่อไม่ไหวและต้องการที่จะรักษาเครดิตตนเองไว้ ทำอย่างไรจึงจะปิดยอดให้ได้ดีที่สุด จะ ขายรถติดไฟแนนซ์ อย่างไร จึงจะไม่ผิดกฎหมาย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักขั้นตอนการขายรถติดไฟแนนซ์อย่างละเอียด
เปิดมาตรการปรับดอกเบี้ยรถใหม่ 2567 ทุกธนาคาร จากการกำกับใช้โดยภาครัฐ มีอะไรบ้างที่ปรับลด และต่างจากอัตราดอกเบี้ยคงที่อย่างไร มาหาคำตอบกัน
เมื่อคุณตัดสินใจทำประกันภัยรถยนต์ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณจะได้รับกลับมาเป็นหลักฐานยืนยันความคุ้มครองก็คือ “กรมธรรม์รถยนต์” ซึ่งหลายคนอาจคุ้นเคยกับกระดาษหน้าตารางที่มีข้อความและตัวเลขระบุไว้อย่างหนาแน่นจนไม่แน่ใจว่าจะต้องอ่านตรงไหน หรือมีข้อมูลสำคัญอะไรที่ต้องตรวจเช็กบ้าง ความจริงแล้ว กรมธรรม์รถยนต์คือเอกสารทางกฎหมายที่มีผลผูกพันระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกัน การทำความเข้าใจวิธีอ่านหน้าตารางกรมธรรม์จะช่วยให้คุณรักษาสิทธิประโยชน์ได้อย่างครบถ้วนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ บทความนี้จะสรุปทุกจุดสำคัญที่คุณต้องรู้ให้เข้าใจง่ายในที่เดียว ทำความเข้าใจกรมธรรม์รถยนต์ สัญญาคุ้มครองความปลอดภัยของคนมีรถ กรมธรรม์รถยนต์ คือเอกสารสัญญาประกันภัยที่ระบุข้อตกลง สิทธิประโยชน์ เงื่อนไข และขอบเขตความคุ้มครองที่บริษัทประกันจะมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัย เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ กรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับ หรือพ.ร.บ. รถยนต์ ที่กฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องมี และกรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจ หรือประกันรถยนต์ (เช่น ชั้น 1, 2+, 3+, 3) ที่ผู้ขับขี่เลือกซื้อเพิ่มเติมเพื่อความอุ่นใจ 5 จุดสำคัญบนหน้าตารางกรมธรรม์รถยนต์ที่ต้องตรวจเช็กให้ถูกต้อง เมื่อได้รับกรมธรรม์มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฉบับกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ให้ตรวจสอบ 5 จุดสำคัญต่อไปนี้ทันที ข้อมูลผู้เอาประกันภัยและรายละเอียดตัวรถยนต์ ตรวจสอบชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขบัตรประชาชน ทะเบียนรถยนต์ ยี่ห้อ รุ่น ปีที่ผลิต รวมถึงหมายเลขตัวถัง (VIN) ว่าตรงกับเล่มทะเบียนรถจริงหรือไม่ หากมีจุดใดสะกดผิดต้องรีบแจ้งบริษัทประกันแก้ไขทันที… Continue reading กรมธรรม์รถยนต์คืออะไร สรุปวิธีอ่าน เช็กง่ายได้ด้วยตัวเอง