รถยนต์คันแรกล้วนเป็นเป้าหมายในชีวิตของใครหลายคน ถือเป็นบันไดก้าวแรกที่ทำให้มีอิสระในการเดินทางมากขึ้น ซึ่งแต่ละคนมีความต้องการแตกต่างกันไป เช่น อยากได้รถกระบะเพราะไลฟ์สไตล์เป็นคนชอบเที่ยว ทำงานลุย ๆ ต้องการรถอีโคคาร์ใช้งานในเมือง เน้นประหยัดน้ำมัน หรือถ้ามีงบเยอะหน่อยก็เล่นรถ D-Segment หรูหราพรีเมียม แต่ก่อนจะถึงวันนั้น insurverse อยากให้เหล่ามือใหม่หัดขับรู้ก่อนว่า “ซื้อรถคันแรกต้องเตรียมอะไรบ้าง” เพราะมีค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ อีกนอกเหนือจากค่างวดรถ มีอะไรบ้างติดตามกันได้เลย
เพื่อให้คุณเห็นภาพว่า การมีรถยนต์ซักคันนึงมีภาระอะไรที่ต้องวางแผนในแต่ละเดือนบ้าง insurverse รวบรวมประเด็นสำคัญไว้ทั้งหมด 7 สิ่ง ดังนี้
เงินดาวน์ คือ เงินก้อนแรกสำหรับการซื้อรถ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะซื้อเป็นเงินสดก้อนเดียวได้เลย ส่วนใหญ่จะให้วางเงินดาวน์ที่ 15-25% ของราคารถ เช่น รถยนต์รุ่น A ราคา 690,000 บาท วางเงินดาวน์ 25% จะเท่ากับ 172,500 บาท ก็จะเหลือค่ารถให้ผ่อนต่ออีก 517,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยตามที่ตกลงกับทางโชว์รูมหรือไฟแนนซ์ ถ้าให้พูดง่าย ๆ ก็คือ “ดาวน์เยอะผ่อนน้อย ดาวน์น้อยผ่อนเยอะ” แต่ก็มีโชว์รูมบางแห่งให้โปรโมชันดาวน์ 0% หมายความว่าคุณสามารถออกรถได้เลยโดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ แต่อัตราดอกเบี้ยค่างวดรถต่อเดือนก็จะสูงกว่าการวางเงินดาวน์ ทีนี้ก็อยู่ที่ความสะดวกของคุณเอง
ถัดมาเมื่อเราวางเงินดาวน์เรียบร้อย ก็จะถึงคิวการผ่อนค่างวด ส่วนใหญ่จะให้ผ่อนเริ่มต้นที่ 48 เดือน บางรายให้มากสุด 72-84 เดือนเลยทีเดียว ซึ่งระยะเวลาการผ่อนจะมีข้อดีและข้อเสียที่ต้องแลกกัน คือ ผ่อนนานจะทำให้เสียค่างวดน้อยแต่ดอกเบี้ยสูง เฉลี่ยสูงสุดที่ 5% ต่อปี กลับกันถ้าเลือกผ่อนระยะสั้นกว่า เช่น 48 เดือนหรือประมาณ 4 ปี ค่างวดสูงกว่าแน่นอนแต่ดอกเบี้ยต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นเรื่องการผ่อนจ่ายต้องวางแผนให้ดีเพราะเป็นค่าใช้จ่ายหลักที่จะอยู่กับเราไปอีกหลายปี
หลายคนอาจไม่รู้ว่าป้ายแดงต้องมัดจำด้วย นั่นก็เพราะรถใหม่ที่ยังไม่ได้ป้ายขาว ทางโชว์รูมจะให้ป้ายแดงมาใช้เป็นการชั่วคราว ซึ่งจะมีค่ามัดจำอยู่ราวๆ 2,000-3,000 บาท แล้วแต่โชว์รูม เมื่อเราได้ป้ายขาวและนำป้ายแดงไปคืนก็จะได้ค่ามัดจำส่วนนี้คืนเต็มจำนวน
ภาษีและ พ.ร.บ. รถยนต์ เป็นค่าใช้จ่ายแพ็กคู่ที่ต้องชำระเป็นประจำทุกปีตามกฎหมายกำหนด โดยเริ่มที่ พ.ร.บ. หรือประกันภัยภาคบังคับ เพื่อคุ้มครองตัวบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุจราจร ชดเชยค่ารักษาพยาบาลและค่าสินไหมทดแทน ถ้าไม่ทำมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท และทำให้เสียภาษีไม่ได้ โดยภาษีที่ว่านี้เป็นการต่ออายุทะเบียน คิดค่าภาษีตามขนาดจุเครื่องยนต์ หากไม่ต่อภาษีรถยนต์เกิน 3 ปี จะถูกระงับป้ายทะเบียน ดังนั้นต้องเช็กวันตามกำหนดให้ดีจะได้ไม่เสียสิทธิ์ของคุณเอง
แม้ว่ารถทุกคันจะต้องทำ พ.ร.บ. ทุกปีอยู่แล้ว แต่กรมธรรม์ชุดนั้นครอบคลุมเฉพาะค่ารักษาพยาบาลและค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น เมื่อเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน สิ่งเดียวที่สามารถคุ้มครองได้คือ “ประกันรถยนต์” ไม่ว่าจะเป็นชั้น 1, 2+, 3+ หรือ 3 ก็ช่วยแบ่งเบาภาระค่าซ่อมรถของคุณได้เป็นอย่างดี ซึ่งค่าเบี้ยรายปีก็จะเริ่มตั้งแต่ 4,000-20,000 บาท ตามประเภทกรมธรรม์ที่ทำไว้ มีหลายคนที่คิดว่าทำแล้วไม่ได้ใช้ แต่รู้มั้ยว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ ประกันรถยนต์ทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและการตามเรื่อง ๆ ได้ดีเลยทีเดียว
น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้รถวิ่งได้ แต่ราคาก็ไม่ใช่ถูก ๆ เพราะปัจจุบันนับเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทั้ง E20, 91 และ 95 ก็เกือบลิตรละ 40 บาท ถ้าเป็นเบนซินก็ลิตร 43-45 บาท และดีเซลตกลิตรละ 29-35 บาท ดังนั้นลองสังเกตให้ดีว่าเติมเต็มถังใช้เงินเท่าไหร่ และคำนวณว่า 1 ถังพาเราเดินทางได้กี่กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยให้เราวางแผนถูกว่าใน 1 เดือนควรแบ่งเงินมาเติมน้ำมันกี่พันบาท
รถยนต์ใหม่ ๆ จะต้องผ่านการตรวจเช็กระยะเป็นประจำ ส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 10,000 กิโลเมตร หรือทุก 6-12 เดือน โดยช่างประจำศูนย์จะคอยตรวจสอบอะไหล่และของเหลวต่าง ๆ ที่ต้องเปลี่ยนหรือซ่อมบำรุงตามระยะ ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายตามที่ศูนย์บริการกำหนด เพื่อให้คุณใช้รถได้อย่างปลอดภัย
การซื้อรถมือหนึ่งและมือสองไม่มีถูกผิด แต่อยากให้มองเรื่องความพร้อมของตัวเราเป็นหลัก หากมีกำลังทรัพย์ทั้งเงินดาวน์และความสามารถในการผ่อน การออกรถป้ายแดงคือทางเลือกที่ดีเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมบำรุงใด ๆ ทุกอย่างนับหนึ่งใหม่ที่คุณ แต่ในอีกมุมสำหรับรถมือสองก็อาจรถรุ่นท็อปของปีก่อนๆ ในราคาที่ดีกว่า หรือรุ่นหายากที่เคยอยากได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า อาจมีการซ่อมบำรุงระหว่างใช้งานด้วย ดังนั้นควรเช็กประวัติรถคันนั้นให้ดีและควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูรถให้ด้วยจะดีกว่า
เป็นยังไงก็บ้างกับประเด็นสำคัญที่ insurverse หยิบมาแนะนำในวันนี้ เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงพอเข้าใจภาพรวมของการมีรถยนต์กันแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องวางแผนเพื่อให้รถยนต์คันแรกเป็นเพื่อนคู่ใจมากกว่าภาระในระยะยาว สำหรับใครที่กำลังมองหาประกันรถยนต์ราคาโดนใจ คุ้มครองครบแบบชัวร์ ๆ insurverse พร้อมให้บริการผ่านเว็บไซต์ เปรียบเทียบ เช็กค่าเบี้ย กดจ่าย ง่าย ๆ สนใจกรมธรรม์ของเราเข้าไปดูได้เลย
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ประกันวินาศภัย คือ การทำสัญญาประกันภัยรูปแบบหนึ่ง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งสามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ (โดยไม่รวมถึงการประกันชีวิต) หลักการทำงานคือ ผู้เอาประกันภัย ตกลงจ่ายเงินค่า เบี้ยประกัน ให้กับ ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกัน) และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามที่ระบุไว้ใน กรมธรรม์ ทางบริษัทประกันจะทำการจ่าย ค่าสินไหมทดแทน เพื่อเยียวยาความเสียหายนั้นๆ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุมากที่สุด การทำประกันวินาศภัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คุณอุ่นใจว่าทรัพย์สินที่มีค่าจะได้รับ ความคุ้มครอง อย่างเต็มที่ ประกันวินาศภัย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? หลายคนอาจสงสัยว่า ประกันวินาศภัย มีอะไรบ้าง ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่ง ประกันวินาศภัย 4 ประเภท หลักๆ ได้ดังต่อไปนี้: 1.ประกันอัคคีภัย (Fire Insurance) ประกันอัคคีภัย เป็นรูปแบบการคุ้มครองทรัพย์สินประเภทสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคาร จากเหตุไฟไหม้ ฟ้าผ่า หรือภัยระเบิด นอกจากนี้ยังสามารถซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเติมได้ (เช่น น้ำท่วม ลมพายุ) สำหรับใครที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การเลือกทำ ประกันบ้านและคอนโด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า… Continue reading ประกันวินาศภัย คืออะไร? สิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ
เวลาที่เรากำลังจะเลือกซื้อประกันรถยนต์ หลายคนมักจะเจอคำศัพท์ประกันภัยที่ชวนสับสน หนึ่งในนั้นคือคำว่า “Deductible” หรือ ค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันรายปีของเราถูกลงได้อย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า Deductible คืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน และต่างจากค่า Excess อย่างไร เพื่อให้คุณเลือกแผนกรมธรรม์ได้คุ้มค่าที่สุด Key Takeaways ความหมายของ ค่า Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ) ค่า Deductible (อ่านว่า ดีดักทิเบิล) หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ คือ จำนวนเงินแรกที่คุณตกลงกับบริษัทประกันภัยว่าจะรับผิดชอบจ่ายเองในแต่ละครั้งที่มีการเคลมประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น คุณเป็น “ฝ่ายผิด” หรือ “ไม่มีคู่กรณี” การระบุค่า Deductible ไว้ในกรมธรรม์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เอาประกันประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันรายปีได้มาก เพราะบริษัทประกันจะนำจำนวนเงิน Deductible ที่คุณเลือก ไปเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันตอนซื้อนั่นเอง นอกจากการทำประกันภาคสมัครใจแล้ว ผู้ขับขี่ต้องไม่ลืมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับ เพื่อรับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามกฎหมายด้วย Deductible กับ Excess แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไม่สับสนเวลาเคลมประกัน เราขอสรุปความแตกต่างของค่าเสียหายส่วนแรกทั้ง 2 แบบ… Continue reading Deductible คืออะไร? สิ่งที่คนมีรถต้องรู้ก่อนซื้อประกัน
ค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร เวลาเลือกซื้อประกันรถยนต์ ผลต่อการเคลมหรือค่าใช้จ่ายอย่างไร แม้ทั้งสองอย่างจะเป็น "ค่าเสียหายส่วนแรก" เหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ซื้อประกันรถยนต์ได้เหมาะกับการใช้งาน ไม่พลาดย้อนหลัง