เมื่อได้ยินคำว่า Road Trip หลายคนอาจจะคุ้นชินกับคำ ๆ นี้จากภาพยนตร์ฝั่งตะวันตก ที่มักจะเห็นตัวละครออกเดินทางไกลกันเป็นหลักอาทิตย์ หรือหลักเดือนด้วยรถคันเดียว พร้อมกับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดเส้นทางที่ไป ซึ่งในปัจจุบัน การเดินทางแบบนี้ก็เริ่มได้รับความนิยมในฝั่งเอเชียกันไม่น้อย รวมไปถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน วันนี้ทาง insurverse เราจะมาอธิบายให้ทุกคนได้เข้าใจกันเอง ว่าการเที่ยวแบบ road trip คืออะไร ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างให้การเดินทางราบรื่น เรามาดูกันดีกว่า
การเดินทางท่องเที่ยวแบบ Road Trip คืออะไร หลายคนอาจจะสงสัยว่า มันเหมือนกับการขับรถเที่ยวไปเรื่อยแบบค่ำไหนนอนนั่นหรือเปล่า คำตอบก็คือใช่ แต่ไม่ทั้งหมด เพราะการเดินทางแบบ Road Trip คือการขับรถเดินทางไกล โดยมีระยะเวลาในการท่องเที่ยวที่ยาวนานกว่าปกติ ซึ่งอย่างน้อย ๆ ก็ควรจะไม่ต่ำกว่า 1 อาทิตย์ เพราะจุดประสงค์ของการเดินทางแบบนี้ คือการท่องเที่ยวอย่างมีอิสระ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาเข้ามากวนใจ เพื่อให้ได้เสพประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างทาง ผ่านการวางแผนแบบคร่าว ๆ ว่าจะผ่านเส้นทางไหนบ้าง และจะเลือกพักในจุดไหน เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางตลอดทั้งทริป
เพราะการเที่ยวแบบ Road Trip คือการเดินทางไกลที่ต้องอยู่บนท้องถนนเสมอ ความเสี่ยงในการเกิดอุบ้ติเหตุจึงมีอยู่ตลอดเวลา ประกันภัยรถยนต์จึงสำคัญอย่างมากในการท่องเที่ยวทางไกลแบบนี้ เพราะให้ความคุ้มครองในส่วนของตัวรถในเรื่องค่าซ่อมแซม และยังมีความคุ้มครองในค่ารักษากรณีที่บาดเจ็บอีกด้วย
สำหรับที่อยากจะท่องเที่ยวแบบ Road Trip ดูบ้าง แต่ไม่รู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไร ทาง insurverse เรามีทริกดี ๆ ในการเตรียมตัวก่อนเดินทาง เพื่อความราบรื่นในการเดินทางแบบไม่ต้องกังวลด้านความปลอดภัย จะมีอะไรกันบ้าง มาไล่ดูไปพร้อม ๆ กันดีกว่า
หากเราเป็นมือใหม่ที่ยังไม่เคยท่องเที่ยวแบบนี้มาก่อน อันดับแรกควรเลือกเส้นทางที่ปลอดภัย ควรเป็นจังหวัดที่เหมาะกับการท่องเที่ยวสักหน่อย มีปั๊มน้ำมัน หรือร้านค้าบ้างประปราย เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมา อย่างน้อยก็ยังสามารถขอความช่วยเหลือได้ เพราะถ้าเลือกเส้นทางที่ธรรมชาติสวยงาม แต่เป็นเส้นทางที่เปลี่ยวเกินไป ไม่มีรถวิ่งผ่านเยอะ หากเกิดอะไรขึ้นมาก็จะลำบากในการติดต่อขอความช่วยเหลือเอาได้
ขนาดรถก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หลังเลือกเส้นทางที่ต้องการไปแล้ว การเลือกเช่ารถที่เหมาะสมกับภูมิประเทศในการเดินทาง ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ต้องเช็กให้ดีว่าถนนมีความยากง่ายแค่ไหน เป็นทางลูกรังไหม มีความขรุขระเยอะหรือเปล่า แล้วจึงค่อยมาเลือกรถในการเดินทางว่าต้องเป็นแบบยกสูงไหม หรือแค่รถธรรมดาก็เดินทางได้
งบประมาณ และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทาง รวมไปถึงเงินสำรองฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ต้องคิดเผื่อไว้ด้วย นอกจากค่ากิน ค่าที่พัก หรือค่าน้ำมันแล้ว ควรเผื่อเงินสำรองไว้กรณีรถมีปัญหา ของหาย หรือต้องซื้อของใช้อื่นเสริมเข้ามาระหว่างทริปไว้ด้วย เพราะทุกการเดินทางมักเกิดเรื่องไม่คาดคิดอยู่เสมอ
ค่ำไหนนอนนั่น อาจจะเป็นวลีที่หลายคนชื่นชอบ แต่ต้องไม่ลืมว่าความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญ การเดินทางโดยไม่วางแผนว่าจะแวะที่ไหนระหว่างทางนั้นทำได้ แต่การไม่จองที่พัก แล้วเลือกที่จะจอดนอนตามสถานที่โล่งแจ้ง หรือขับเข้าไปหาที่พักเอง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างมาก เพราะนอกจากจะลำบากในการหาแล้ว อาจจะเสี่ยงโดนปล้นเอาได้ หากไปจอดสุ่มสี่สุ่มห้าในที่เปลี่ยว
ของมีค่าที่เป็นเงิน โทรศัพท์มือถือ หรือบัตรเครดิตต่าง ๆ ควรพกติดตัวไปเสมอ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ในรถในขณะแวะจอดตามจุดต่าง ๆ เพราะมีความเสี่ยงที่จะโดนขโมย หรืออาจสูญหายจนทำให้ทริปล่มได้ จึงควรมีกระเป๋าสะพาย หรือเป้แยกเอาไว้เวลาลงจากรถจะดีกว่า
นอกจากต้องมีที่พักเป็นหลักแหล่งแล้ว การเลือกที่จอดในที่ปลอดภัยตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการจอดแวะทำธุระส่วนตัว หรือแม้แต่ลงไปชมวิวข้างทาง ก็ควรมองรอบ ๆ ให้ดีว่าดูสุ่มเสี่ยงหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ที่จะขอความช่วยเหลือได้ยาก จึงควรเลี่ยงจอดในที่ลับตาคนจะดีที่สุด
อีกหนึ่งจุดสำคัญก็คือรถ เพราะเป็นยานพาหนะที่ต้องใช้เดินทางทุกวัน จึงควรตรวจเช็กลมยาง น้ำหล่อเย็น น้ำมันเครื่อง และเสียงเครื่องยนต์ ว่ามีอาการผิดปกติจากเดิมไหม เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางตลอดทั้งทริป เพราะเราไม่รู้ว่าจะขับผ่านในจุดไหนบ้างที่เปลี่ยว หากเสียกลางทางขึ้นมา อาจจะขอความช่วยเหลือได้ยาก หรือหากขอได้ ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่แพงในการลากรถไปซ่อมอยู่ดี
สำหรับคนที่สะดวกในการใช้รถตัวเองเดินทาง และไม่ชอบเช่ารถขับ การเลือกทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ให้ความคุ้มครองแบบไม่มีคู่กรณี ในกรณีที่ขับชนต้นไม้ หรือถอยชนอะไร ก็ยังได้รับความคุ้มครองตรงจุดนี้ หรือหากอยากได้ความคุ้มครองด้านภัยธรรมชาติ อย่างน้ำท่วม ดินถล่ม หรือลูกเห็บตกใส่ แต่เป็นคนขับรถคล่องอยู่แล้ว การเลือกทำประกันชั้น 2+ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กันในราคาค่าเบี้ยที่ถูกกว่า
แม้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวในปัจจุบัน จะมีความปลอดภัยมากขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับสมัยก่อน แต่การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง และเลือกทำประกันภัยรถยนต์ให้ตอบโจทย์ ก็เป็นสิ่งที่คนใช้รถไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพราะเราไม่รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และถ้าเกิดขึ้นจริง อย่างน้อย ๆ เราก็ยังได้รับความคุ้มครองโดยที่ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายเพิ่มเองทั้งหมด ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดเงินก้อนไปได้มากกว่าที่คิดเลยทีเดียว
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ประกันวินาศภัย คือ การทำสัญญาประกันภัยรูปแบบหนึ่ง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งสามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ (โดยไม่รวมถึงการประกันชีวิต) หลักการทำงานคือ ผู้เอาประกันภัย ตกลงจ่ายเงินค่า เบี้ยประกัน ให้กับ ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกัน) และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามที่ระบุไว้ใน กรมธรรม์ ทางบริษัทประกันจะทำการจ่าย ค่าสินไหมทดแทน เพื่อเยียวยาความเสียหายนั้นๆ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุมากที่สุด การทำประกันวินาศภัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คุณอุ่นใจว่าทรัพย์สินที่มีค่าจะได้รับ ความคุ้มครอง อย่างเต็มที่ ประกันวินาศภัย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? หลายคนอาจสงสัยว่า ประกันวินาศภัย มีอะไรบ้าง ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่ง ประกันวินาศภัย 4 ประเภท หลักๆ ได้ดังต่อไปนี้: 1.ประกันอัคคีภัย (Fire Insurance) ประกันอัคคีภัย เป็นรูปแบบการคุ้มครองทรัพย์สินประเภทสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคาร จากเหตุไฟไหม้ ฟ้าผ่า หรือภัยระเบิด นอกจากนี้ยังสามารถซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเติมได้ (เช่น น้ำท่วม ลมพายุ) สำหรับใครที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การเลือกทำ ประกันบ้านและคอนโด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า… Continue reading ประกันวินาศภัย คืออะไร? สิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ
เวลาที่เรากำลังจะเลือกซื้อประกันรถยนต์ หลายคนมักจะเจอคำศัพท์ประกันภัยที่ชวนสับสน หนึ่งในนั้นคือคำว่า “Deductible” หรือ ค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันรายปีของเราถูกลงได้อย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า Deductible คืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน และต่างจากค่า Excess อย่างไร เพื่อให้คุณเลือกแผนกรมธรรม์ได้คุ้มค่าที่สุด Key Takeaways ความหมายของ ค่า Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ) ค่า Deductible (อ่านว่า ดีดักทิเบิล) หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ คือ จำนวนเงินแรกที่คุณตกลงกับบริษัทประกันภัยว่าจะรับผิดชอบจ่ายเองในแต่ละครั้งที่มีการเคลมประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น คุณเป็น “ฝ่ายผิด” หรือ “ไม่มีคู่กรณี” การระบุค่า Deductible ไว้ในกรมธรรม์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เอาประกันประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันรายปีได้มาก เพราะบริษัทประกันจะนำจำนวนเงิน Deductible ที่คุณเลือก ไปเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันตอนซื้อนั่นเอง นอกจากการทำประกันภาคสมัครใจแล้ว ผู้ขับขี่ต้องไม่ลืมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับ เพื่อรับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามกฎหมายด้วย Deductible กับ Excess แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไม่สับสนเวลาเคลมประกัน เราขอสรุปความแตกต่างของค่าเสียหายส่วนแรกทั้ง 2 แบบ… Continue reading Deductible คืออะไร? สิ่งที่คนมีรถต้องรู้ก่อนซื้อประกัน
ค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร เวลาเลือกซื้อประกันรถยนต์ ผลต่อการเคลมหรือค่าใช้จ่ายอย่างไร แม้ทั้งสองอย่างจะเป็น "ค่าเสียหายส่วนแรก" เหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ซื้อประกันรถยนต์ได้เหมาะกับการใช้งาน ไม่พลาดย้อนหลัง