เคยวางน้ำหอมปรับอากาศไว้ในรถจนกลิ่นตีกับกลิ่นอาหาร หรือล้างแอร์แล้วแต่กลิ่นอับชื้นก็ยังไม่หายไปหรือไม่? ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ เชื้อรา และแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในห้องโดยสารและระบบท่อแอร์ เป็นสิ่งที่สร้างความรำคาญใจและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของคนมีรถเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในวิธียอดนิยมของศูนย์คาร์แคร์ยุคใหม่ในการแก้ปัญหานี้คือ “การอบโอโซนรถ” สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าการอบโอโซนคืออะไร ช่วยดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคได้จริงไหม และมีความปลอดภัยเพียงใด บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกคำตอบอย่างรอบด้าน
การอบโอโซนรถยนต์ (Car Ozone Treatment) คือการใช้เครื่องกำเนิดก๊าซโอโซน (Ozone Generator) แปลงก๊าซออกซิเจน (O2) ในอากาศให้กลายเป็น “ก๊าซโอโซน” (O3) ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ที่รุนแรง โดยอะตอมของออกซิเจนส่วนเกินจะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส และเข้าสลายโครงสร้างโมเลกุลของสารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับจนแตกสลายไปอย่างหมดจด จากนั้นก๊าซโอโซนจะสลายตัวกลับคืนเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ภายในเวลาไม่นาน
การทำความสะอาดด้วยโอโซนมีข้อดีเหนือกว่าการใช้น้ำหอมปรับอากาศทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้
โอโซนสามารถแทรกซึมเข้าไปตามเส้นใยเบาะผ้า พรมปูพื้น เพดานรถ และซอกมุมต่างๆ เพื่อทำลายโมเลกุลกลิ่นฝังแน่น เช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอาหาร กลิ่นอับชื้น กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นสัตว์เลี้ยง แทนที่จะเป็นเพียงการเอากลิ่นหอมไปกลบกลิ่นเหม็น
โอโซนมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคได้เร็วกว่าคลอรีนหลายเท่า จึงช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่เกาะอยู่ตามคอยล์เย็นของระบบปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วยกำจัดสปอร์ของเชื้อราและไรฝุ่นในอากาศ ส่งผลให้อากาศที่พัดออกมาจากช่องแอร์สะอาดบริสุทธิ์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
แตกต่างจากสเปรย์ฆ่าเชื้อหรือน้ำยาเคมีทั่วไป เพราะหลังจากทำปฏิกิริยาเสร็จสิ้น ก๊าซโอโซนจะเปลี่ยนสภาพกลับเป็นออกซิเจนตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งคราบเหนียวหรือสารตกค้างที่เป็นพิษไว้ในรถ
กระบวนการอบโอโซนมาตรฐานมีขั้นตอนดังนี้
1. ทำความสะอาดรถเบื้องต้น: ดูดฝุ่นและเก็บเศษขยะในรถออกให้หมดเพื่อกำจัดแหล่งสะสมกลิ่น
2. วางเครื่องกำเนิดโอโซน: ติดตั้งเครื่องในห้องโดยสาร จากนั้นสตาร์ทรถ เปิดแอร์ความแรงปานกลาง และเลือกโหมดหมุนเวียนอากาศภายในรถ (Recirculation Mode)
3. รมก๊าซโอโซน: ปิดประตูและกระจกทุกบานสนิท ปล่อยให้เครื่องทำงานประมาณ 15 – 30 นาที เพื่อให้อนุภาคโอโซนหมุนเวียนเข้าสู่ระบบท่อแอร์และทั่วห้องโดยสาร
4. ระบายอากาศ: เมื่อครบเวลา ปิดเครื่องโอโซนและเปิดประตูรถทุกบานทิ้งไว้อย่างน้อย 10 – 15 นาที เพื่อให้ก๊าซโอโซนสลายตัวเป็นออกซิเจนจนหมดก่อนขึ้นไปใช้งาน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ห้ามมีคนหรือสัตว์เลี้ยงอยู่ในรถขณะอบโอโซนอย่างเด็ดขาด” เนื่องจากก๊าซโอโซนที่มีความเข้มข้นสูงจะระคายเคืองต่อเยื่อบุตาและระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง และควรรอจนกว่ากลิ่นโอโซนจะจางหายไปก่อนขับขี่
อากาศที่สดชื่นไร้กลิ่นอับในห้องโดยสาร ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เวียนศีรษะ และมีสมาธิเต็มเปี่ยมในการควบคุมรถบนท้องถนน และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในทุกการเดินทาง การมีประกันรถยนต์ ที่ให้ความคุ้มครองครบวงจรจาก insurverse จะช่วยดูแลความเสียหายจากอุบัติเหตุได้อย่างครอบคลุม
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับคนที่กำลังมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางหรือประกอบอาชีพ แต่ในอดีตเคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อต่างๆ จนกังวลว่าประวัติที่ถูกบันทึกไว้ในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) จะทำให้หมดสิทธิ์ซื้อรถ คำถามยอดฮิตที่สร้างความกังวลใจอย่างมากก็คือ “ติดบูโรออกรถได้ไหม” และมีโอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ ความจริงแล้วการติดบูโรไม่ได้แปลว่าคุณจะซื้อรถไม่ได้ตลอดไป บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเผย 5 วิธีเตรียมตัวยื่นกู้ให้ผ่านฉลุย คลายข้อสงสัย ติดบูโรออกรถได้ไหมในความเป็นจริง คำตอบที่ชัดเจนคือ “ออกรถได้” ทั้งรถยนต์ป้ายแดงและรถยนต์มือสอง แต่ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสถานะบูโรและเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน โดยทั่วไป สถาบันการเงินขนาดใหญ่หรือธนาคารพาณิชย์หลักอาจมีความเข้มงวดสูง แต่ยังมีบริษัทลีสซิ่งหรือไฟแนนซ์ทางเลือกหลายแห่งที่มีนโยบายยืดหยุ่นและพิจารณาจากความสามารถในการผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นหลัก เข้าใจสถานะเครดิตบูโร ติดแบบไหนมีโอกาสผ่านง่ายกว่ากัน โอกาสในการขอสินเชื่อรถยนต์ขึ้นอยู่กับสถานะในรายงานเครดิตบูโรของคุณ ดังนี้ สถานะปิดบัญชีหนี้เสียแล้ว (มีใบปิดหนี้) หากคุณเคยค้างชำระแต่ได้ทำการเคลียร์หนี้สินจนหมดสิ้นแล้ว และได้รับ “ใบปลดหนี้” หรือหนังสือยืนยันการปิดบัญชีมาแล้วอย่างน้อย 3-6 เดือนขึ้นไป โอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อจะมีสูงมาก เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบและความพร้อมทางการเงินที่ดีขึ้น สถานะค้างชำระเกิน 90 วัน หรือยังไม่ได้ปิดหนี้ หากยังมีหนี้ค้างชำระอยู่และยังไม่ได้รับการสะสาง การขอสินเชื่อจะมีความยากมากขึ้น ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่อาจปฏิเสธ หรือกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่เข้มงวด เช่น ต้องวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงมาก และต้องมีคนค้ำประกันที่มั่นคง 5 วิธีเตรียมตัวออกรถสำหรับคนติดบูโรให้ไฟแนนซ์อนุมัติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไฟแนนซ์อนุมัติผ่านได้อย่างราบรื่น แนะนำให้ปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ 1.… Continue reading ติดบูโรออกรถได้ไหม สรุปวิธีออกรถให้ผ่าน เตรียมตัวอย่างไรให้ฉลุย
สำหรับผู้ใช้รถยนต์ทุกคน แบตเตอรี่คือหัวใจหลักที่คอยจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ไดสตาร์ทและระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในตัวรถ แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยเมื่อต้องตรวจเช็กสภาพแบตเตอรี่ว่าแท้จริงแล้ว “แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์” ค่าเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าไฟเต็ม และค่าเท่าไหร่ที่แปลว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพจนเสี่ยงสตาร์ทไม่ติด การเข้าใจตัวเลขแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ในสภาวะต่างๆ จะช่วยให้คุณประเมินสภาพแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำและป้องกันปัญหารถดับไม่คาดฝัน บทความนี้ได้รวบรวมเกณฑ์ค่ามาตรฐานทั้งหมดมาให้คุณตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์ ทำความเข้าใจค่าแรงดันไฟฟ้ามาตรฐาน โดยมาตรฐานสากล รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถกระบะ หรือรถ SUV จะใช้ระบบแรงดันไฟฟ้าขนาด “12 โวลต์” (12V) ซึ่งภายในแบตเตอรี่จะประกอบด้วยเซลล์ตะกั่ว-กรดจำนวน 6 เซลล์ต่ออนุกรมกัน (แต่ละเซลล์มีแรงดันประมาณ 2.1 โวลต์) ในขณะที่รถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถบัสจะใช้ระบบไฟฟ้าขนาด 24 โวลต์ (24V) โดยการนำแบตเตอรี่ 12V จำนวน 2 ลูกมาต่ออนุกรมกัน ตารางเช็กค่าโวลต์แบตเตอรี่รถยนต์ในแต่ละสภาวะการทำงาน แม้จะเรียกว่าแบตเตอรี่ 12V แต่ในความเป็นจริง แรงดันไฟฟ้าที่วัดได้จะไม่เท่ากับ 12.0V พอดี โดยจะแปรผันตามสภาวะการทำงานดังนี้ ค่าโวลต์ตอนดับเครื่องยนต์ (แรงดันขณะไม่มีโหลด) เมื่อดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ข้ามคืนหรืออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ค่าแรงดันที่เหมาะสมควรเป็นดังนี้: ค่าโวลต์ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ (จังหวะดึงกระแสสูงสุด) ในจังหวะที่บิดกุญแจหรือกดปุ่ม… Continue reading แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์ สรุปค่ามาตรฐาน เช็กเองได้ง่ายๆ
หนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนและมีความสำคัญที่สุดของระบบขับเคลื่อนรถยนต์ก็คือ “เกียร์รถ” หรือระบบส่งกำลัง (Transmission) ซึ่งทำหน้าที่แปรผันแรงบิดและความเร็วรอบจากเครื่องยนต์ส่งต่อไปยังล้อ เพื่อให้รถสามารถออกตัวได้อย่างนุ่มนวล ไต่ทางชันได้อย่างมีพลัง และทำความเร็วสูงได้อย่างประหยัดน้ำมัน ในปัจจุบันมีระบบเกียร์หลากหลายรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์สไตล์การขับขี่ที่แตกต่างกัน บทความนี้จะสรุปประเภทของเกียร์รถยนต์ วิธีการใช้งานตำแหน่งเกียร์ออโต้ สัญญาณเตือนอาการเกียร์พัง และวิธีดูแลรักษามาให้คนมีรถได้เข้าใจอย่างครบถ้วน เกียร์รถยนต์คืออะไร หัวใจในการถ่ายทอดกำลังสู่ล้อ เกียร์รถยนต์ คือชุดฟันเฟืองและระบบกลไกที่ทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนอัตราทดระหว่างเครื่องยนต์กับเพลาขับเคลื่อน เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานอยู่ในย่านรอบที่เหมาะสมที่สุดในทุกระดับความเร็ว หากเปรียบเครื่องยนต์เป็นกล้ามเนื้อ เกียร์ก็คือข้อต่อที่คอยส่งผ่านแรงอย่างมีจังหวะนั่นเอง 4 ประเภทเกียร์รถยนต์ยอดนิยมในปัจจุบัน ระบบเกียร์ในยานยนต์ยุคปัจจุบันที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ได้แก่ เกียร์ธรรมดา (Manual Transmission – MT) หรือที่เรียกกันว่า “เกียร์กระปุก” ผู้ขับขี่ต้องเหยียบแป้นคลัตช์เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ด้วยตนเอง จุดเด่นคือความทนทานสูง ค่าบำรุงรักษาต่ำ ให้อัตราเร่งที่ตอบสนองสั่งได้ดั่งใจ และประหยัดน้ำมัน นิยมในรถกระบะเชิงพาณิชย์และรถสปอร์ตพันธุ์แท้ เกียร์อัตโนมัติแบบทอร์กคอนเวอร์เตอร์ (Torque Converter AT) เป็นเกียร์ออโต้แบบดั้งเดิมที่ใช้แรงดันน้ำมันไฮดรอลิกและชุดทอร์กคอนเวอร์เตอร์ในการส่งถ่ายกำลัง จุดเด่นคือมีความทนทานสูง รองรับแรงบิดมหาศาลได้ดี เปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวล นิยมใช้ในรถกระบะ รถ PPV และรถยนต์ขนาดใหญ่ เกียร์แปรผันต่อเนื่อง (CVT – Continuously Variable Transmission)… Continue reading เกียร์รถยนต์มีกี่แบบ สรุปประเภทและวิธีใช้ พร้อมการดูแลรักษา