ในขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงานและจุดระเบิดเพื่อขับเคลื่อนยานพาหนะ จะเกิดความร้อนสะสมมหาศาลสูงถึงหลายร้อยองศาเซลเซียส อุปกรณ์ด่านหน้าที่มีหน้าที่สำคัญที่สุดในการควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เครื่องยนต์ร้อนจัดจนพังเสียหายก็คือ “หม้อน้ำรถ” (Radiator) หากระบบหม้อน้ำเกิดการรั่วซึม น้ำแห้ง หรือพัดลมไม่ทำงาน เครื่องยนต์จะเกิดอาการ “โอเวอร์ฮีต” (Overheat) จนฝาสูบโก่งและดับสนิทอยู่กลางทาง บทความนี้จะสรุปความรู้เรื่องหม้อน้ำรถยนต์ สัญญาณเตือนปัญหา วิธีรับมือเมื่อความร้อนขึ้นสูง และวิธีดูแลรักษามาให้คนมีรถได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
หม้อน้ำรถยนต์ คืออุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนที่ทำหน้าที่ระบายความร้อนของน้ำหล่อเย็น (Coolant) ที่ไหลเวียนออกมาจากเสื้อสูบเครื่องยนต์ โดยน้ำร้อนจะไหลผ่านท่อทางเดินเล็กๆ ในแผงรังผึ้งหม้อน้ำ และถูกระบายความร้อนออกสู่อากาศภายนอกด้วยลมปะทะขณะรถวิ่งร่วมกับแรงลมจากพัดลมหม้อน้ำ ก่อนจะไหลวนกลับเข้าไปหล่อเย็นเครื่องยนต์ให้อยู่ในอุณหภูมิการทำงานที่เหมาะสม (ประมาณ 85 – 95 องศาเซลเซียส)
ระบบหล่อเย็นประกอบด้วยชิ้นส่วนหลักที่ทำงานประสานกัน ได้แก่
รังผึ้งหม้อน้ำทำจากอะลูมิเนียมหรือทองแดงที่มีครีบระบายความร้อน ส่วนฝาหม้อน้ำมีสปริงวาล์วควบคุมแรงดัน ช่วยเพิ่มจุดเดือดของน้ำหล่อเย็นไม่ให้เดือดเป็นไอได้ง่าย
พัดลมไฟฟ้าจะช่วยดูดอากาศผ่านรังผึ้งเมื่อรถจอดนิ่งหรือวิ่งด้วยความเร็วต่ำ ส่วนวาล์วน้ำจะทำหน้าที่เปิด-ปิดให้น้ำไหลวนตามอุณหภูมิที่กำหนด
ทำหน้าที่รองรับน้ำที่ขยายตัวจากแรงดันในหม้อน้ำ และดูดน้ำกลับคืนสู่ระบบเมื่อเครื่องยนต์เย็นตัวลง
สังเกตความผิดปกติของระบบหม้อน้ำได้จาก
หากต้องเติมน้ำในหม้อพักน้ำสำรองบ่อยๆ เกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แสดงว่าระบบหล่อเย็นต้องมีจุดรั่วซึมเกิดขึ้น
มองเห็นหยดน้ำสีสะท้อนแสง (สีเขียว แดง หรือชมพูของน้ำยา Coolant) หยดลงบนพื้นใต้กันชนหน้า หรือมีคราบตะกรันเกาะตามขอบรังผึ้งหม้อน้ำและท่อยาง
เข็มความร้อนบนหน้าปัดกวาดขึ้นสูงเกินกว่ากึ่งกลาง หรือมีสัญลักษณ์ไฟเตือนอุณหภูมิเครื่องยนต์สีแดงสว่างขึ้น
เกิดจากน้ำหล่อเย็นเดือดพล่านจนดันฝาหม้อน้ำและพุ่งออกมาเป็นควันขาว ถือเป็นสถานการณ์อันตรายขั้นวิกฤต
หากความร้อนขึ้นสูง ให้ปฏิบัติตามนี้ทันที
1. เปิดไฟเลี้ยว ประคองรถเข้าจอดชิดไหล่ทางที่ปลอดภัย แล้วดับเครื่องยนต์ทันที
2. เปิดฝากระโปรงหน้ารถเพื่อช่วยระบายความร้อน
3. “ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำทันทีเด็ดขาด” เพราะน้ำร้อนที่มีแรงดันสูงมหาศาลจะพุ่งกระจายลวกใบหน้าและร่างกายจนบาดเจ็บสาหัสได้ ให้รอจนเครื่องยนต์เย็นสนิทอย่างน้อย 30 – 45 นาที จึงค่อยใช้ผ้าหนาๆ เปิดฝาหม้อน้ำเพื่อตรวจเช็กระดับน้ำ
แนะนำให้ใช้น้ำยาหล่อเย็น (Coolant) แท้ที่มีคุณภาพแทนการเติมน้ำเปล่าธรรมดา เพราะน้ำยาหล่อเย็นช่วยป้องกันสนิม ป้องกันตะกรัน และเพิ่มจุดเดือดของน้ำได้ดีกว่า โดยควรเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นทุกๆ 40,000 – 80,000 กิโลเมตร และหากเกิดเหตุฉุกเฉินความร้อนขึ้นสูงกลางทางจนรถดับ การมีประกันรถยนต์ ชั้นนำจาก insurverse จะช่วยให้คุณหมดกังวล เพราะมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) พร้อมประสานงานส่งรถยกมายกรถของคุณเข้าอู่ซ่อมอย่างปลอดภัยฟรีตามเงื่อนไข
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
รถเกียร์ธรรมดา หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า “เกียร์กระปุก” มีระบบเกียร์ที่ควบคุมด้วยการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์โดยใช้คันเกียร์และคลัตช์ ข้อดีของเกียร์ธรรมดาคือความทนทานและการควบคุมรอบเครื่องยนต์ได้อย่างอิสระ
กระแสความนิยมรถยนต์ยุค 90s และรถยนต์คลาสสิกเรโทรที่มีอายุราวๆ 20 ถึง 30 ปี ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในกลุ่มคนรักรถเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นความคลาสสิกเหนือกาลเวลาหรือความทรงจำในอดีต ทว่าสำหรับผู้ที่มีรถเก่าครอบครองอยู่และต้องการนำรถมาเปลี่ยนเป็นเงินสดหมุนเวียน หรือผู้ที่ต้องการซื้อรถคลาสสิกเหล่านี้แต่ไม่มีเงินสดก้อนใหญ่ คำถามสำคัญทางการเงินก็คือ “รถเก่า 30 ปี เข้าไฟแนนซ์ได้ไหม” สถาบันการเงินจะยอมปล่อยกู้หรือไม่ บทความนี้มีคำตอบที่ชัดเจน พร้อมแนะทางเลือกให้คุณจัดการได้อย่างตรงจุด รถเก่า 30 ปี เข้าไฟแนนซ์ได้ไหม เช็กเกณฑ์มาตรฐานสถาบันการเงิน หากตอบตามหลักเกณฑ์ทั่วไปของ “ธนาคารพาณิชย์หลักและไฟแนนซ์ขนาดใหญ่” คำตอบคือ “ไม่ได้” เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่จะกำหนดเพดานอายุของรถยนต์ที่รับจัดไฟแนนซ์ไว้ที่ไม่เกิน 15 ถึง 20 ปีเท่านั้น (นับจากปีที่จดทะเบียน) แต่หากตอบในแง่ของ “ทางเลือกทางการเงินและไฟแนนซ์เฉพาะทาง” คำตอบคือ “ยังมีโอกาสทำได้” ผ่านผู้ให้บริการทางการเงินบางกลุ่มที่มองเห็นมูลค่าของรถคลาสสิก ทำไมธนาคารส่วนใหญ่จึงไม่รับจัดไฟแนนซ์รถยนต์อายุเกิน 20-30 ปี เหตุผลหลักที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ปฏิเสธรถเก่าอายุ 30 ปี ได้แก่: 1. การประเมินราคากลางทำได้ยาก: รถเก่ามีมูลค่าขึ้นอยู่กับสภาพและความพึงพอใจของกลุ่มคนเล่นรถ ไม่มีราคากลางของสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ที่ชัดเจน 2. ความเสี่ยงด้านการเสื่อมสภาพ: ชิ้นส่วนอะไหล่หายากและมีความเสี่ยงต่อการชำรุดเสียหายสูง 3. สภาพคล่องในการยึดขายทอดตลาดต่ำ:… Continue reading รถเก่า 30 ปีจัดได้ไหม สรุปเงื่อนไขไฟแนนซ์ พร้อมทางออกคนมีรถ
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความสนุกของการขับขี่รถยนต์เกียร์ธรรมดา (เกียร์กระปุก) หรือผู้ที่ใช้รถกระบะบรรทุกในการทำงาน อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่เท้าซ้ายต้องสัมผัสอยู่ตลอดเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ก็คือ “ครัชรถ” หรือ “คลัตช์” (Clutch) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกำลังระหว่างเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง เมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง คลัตช์ย่อมมีการสึกหรอตามธรรมชาติ หากปล่อยปละละเลยจนคลัตช์หมดสนิท รถอาจหมดแรงวิ่งขึ้นทางชันหรือเข้าเกียร์ไม่ได้กลางถนน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักการทำงานของคลัตช์ สัญญาณเตือนคลัตช์หมด และวิธีขับขี่ถนอมคลัตช์ให้อยู่ได้ยาวนาน ครัชรถยนต์คืออะไร ทำหน้าที่อะไรในระบบขับเคลื่อน คลัตช์รถยนต์ (Clutch) คืออุปกรณ์ตัดและต่อกำลังระหว่างล้อช่วยแรง (Flywheel) ของเครื่องยนต์กับเพลาเกียร์ โดยเมื่อเราเหยียบแป้นคลัตช์ ชุดคลัตช์จะแยกตัวออกจากล้อช่วยแรงเพื่อตัดการส่งกำลัง ทำให้เราสามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้อย่างนุ่มนวล และเมื่อเราค่อยๆ ปล่อยแป้นคลัตช์ แผ่นคลัตช์จะประกบเข้ากับล้อช่วยแรงอีกครั้งเพื่อส่งถ่ายแรงบิดขับเคลื่อนล้อรถยนต์ให้วิ่งไปข้างหน้า 3 ชิ้นส่วนหลักของชุดคลัตช์รถยนต์ที่ทำงานร่วมกัน ชุดคลัตช์ประกอบด้วย 3 ชิ้นส่วนสำคัญที่ทำงานประสานกันอย่างแม่นยำ ได้แก่ จานคลัตช์ หรือแผ่นคลัตช์ (Clutch Disc) มีลักษณะเป็นแผ่นกลมที่บุด้วยผ้าคลัตช์ (วัสดุเสียดทานทนความร้อนสูง) ทำหน้าที่ประกบติดกับล้อช่วยแรงเพื่อถ่ายทอดแรงบิด เป็นชิ้นส่วนหลักที่เกิดการสึกหรอเมื่อใช้งาน หวีคลัตช์ หรือจานกดคลัตช์ (Clutch Cover / Pressure Plate) ทำหน้าที่เป็นสปริงแผ่นกดแผ่นคลัตช์ให้แนบสนิทกับฟลายวีลตลอดเวลา และปลดแรงกดออกเมื่อเหยียบแป้นคลัตช์ ลูกปืนกดคลัตช์ (Release Bearing)… Continue reading ครัชรถยนต์คืออะไร สัญญาณเตือนคลัตช์หมด วิธีสังเกตและดูแล