ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้รถยนต์ยุคใหม่ “รีโมทรถยนต์” ได้กลายเป็นอุปกรณ์คู่กายที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการล็อก ปลดล็อก และสตาร์ทรถยนต์ได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่คงไม่มีสถานการณ์ใดที่ทำให้ผู้ขับขี่ตกใจได้เท่ากับวันที่กำลังรีบไปทำงานแล้วกดรีโมทเปิดประตูรถไม่ติด! อาการนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากปัญหาถ่านรีโมทหมด หรือระบบสัญญาณขัดข้อง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักระบบการทำงานของรีโมทรถยนต์ สัญญาณเตือนถ่านหมด วิธีเปิดประตูและสตาร์ทรถฉุกเฉิน รวมถึงวิธีเปลี่ยนถ่านด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้
รีโมทรถยนต์ในปัจจุบันพัฒนามาไกลกว่าในอดีตมาก โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1. กุญแจรีโมทแบบดั้งเดิม (Remote Key): มีปุ่มล็อก-ปลดล็อกบนตัวกุญแจ แต่ยังคงต้องใช้ดอกกุญแจเสียบเข้าช่องสวิตช์กุญแจเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์
2. กุญแจสมาร์ทคีย์ (Smart Keyless Entry): ส่งสัญญาณคลื่นวิทยุความถี่ต่ำ เพียงพกรีโมทไว้ใกล้ตัวก็สามารถกดปุ่มที่มือจับประตูเพื่อเปิดรถ และเหยียบเบรกกดปุ่ม Push Start สตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที
ก่อนที่รีโมทจะดับสนิท มักจะมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้เราสังเกตเห็น ได้แก่
หากคุณเจอกรณีรีโมทถ่านหมดจนกดเปิดประตูไม่ได้ ไม่ต้องตกใจ ให้ทำตามขั้นตอนนี้
ภายในตัวกุญแจ Smart Key ทุกรุ่นจะมี “ดอกกุญแจกล” (Mechanical Key) ซ่อนอยู่เสมอ ให้มองหาปุ่มสลักเล็กๆ ด้านหลังหรือด้านข้างรีโมท แล้วเลื่อนสลักเพื่อดึงดอกกุญแจเหล็กออกมา จากนั้นนำไปเสียบไขที่รูกุญแจตรงมือจับประตูด้านคนขับ (หากรูกุญแจถูกฝาพลาสติกปิดไว้ ให้ใช้ปลายกุญแจงัดฝาครอบออกเบาๆ)
หลังจากเปิดประตูเข้ามาในรถได้แล้ว ให้เหยียบเบรก จากนั้นนำ “โลโก้บนตัวรีโมทรถยนต์” เข้าไปทาบหรือแตะไว้ตรงปุ่ม Push Start โดยตรง (หรือบางรุ่นจะมีช่องเสียบรีโมทเฉพาะที่คอนโซลกลาง) จากนั้นกดปุ่ม Push Start ได้ตามปกติ เนื่องจากในตัวรีโมทมีชิป RFID ที่สามารถส่งสัญญาณเหนี่ยวนำระยะประชิดกับปุ่มสตาร์ทได้แม้ถ่านจะหมดเกลี้ยง
การเปลี่ยนถ่านรีโมทไม่จำเป็นต้องไปศูนย์บริการเสมอไป เพียงดูเบอร์ถ่านกระดุมที่ระบุไว้ (ส่วนใหญ่เป็นเบอร์ CR2032 หรือ CR2025 หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป) จากนั้นใช้ไขควงปากแบนขนาดเล็กหรือปลายกุญแจค่อยๆ งัดเปิดฝาครอบรีโมทออก นำถ่านเก่าออกแล้วใส่ถ่านใหม่โดยหันขั้วบวก (+) ขึ้นตามตำแหน่งเดิม ปิดฝาครอบให้สนิท ก็พร้อมใช้งานได้ทันที
หากเกิดเหตุกุญแจรีโมทสูญหาย หรือระบบไฟฟ้าของรถมีปัญหาจนไม่สามารถเปิดรถได้ การพยายามงัดแงะด้วยตัวเองอาจทำให้ตัวถังหรือระบบกระจกรถยนต์เสียหาย การมีแผนประกันรถยนต์ ที่ครอบคลุมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) เช่น แผนประกันภัยของ insurverse จะช่วยให้คุณอุ่นใจ เพราะมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญพร้อมประสานงานมาช่วยเปิดรถหรือยกรถเข้าศูนย์บริการได้อย่างปลอดภัย
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
เคยวางน้ำหอมปรับอากาศไว้ในรถจนกลิ่นตีกับกลิ่นอาหาร หรือล้างแอร์แล้วแต่กลิ่นอับชื้นก็ยังไม่หายไปหรือไม่? ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ เชื้อรา และแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในห้องโดยสารและระบบท่อแอร์ เป็นสิ่งที่สร้างความรำคาญใจและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของคนมีรถเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในวิธียอดนิยมของศูนย์คาร์แคร์ยุคใหม่ในการแก้ปัญหานี้คือ “การอบโอโซนรถ” สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าการอบโอโซนคืออะไร ช่วยดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคได้จริงไหม และมีความปลอดภัยเพียงใด บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกคำตอบอย่างรอบด้าน การอบโอโซนรถยนต์คืออะไร ทำงานอย่างไรในห้องโดยสาร การอบโอโซนรถยนต์ (Car Ozone Treatment) คือการใช้เครื่องกำเนิดก๊าซโอโซน (Ozone Generator) แปลงก๊าซออกซิเจน (O2) ในอากาศให้กลายเป็น “ก๊าซโอโซน” (O3) ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ที่รุนแรง โดยอะตอมของออกซิเจนส่วนเกินจะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส และเข้าสลายโครงสร้างโมเลกุลของสารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับจนแตกสลายไปอย่างหมดจด จากนั้นก๊าซโอโซนจะสลายตัวกลับคืนเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ภายในเวลาไม่นาน 4 ประโยชน์สำคัญของการอบโอโซนรถยนต์ การทำความสะอาดด้วยโอโซนมีข้อดีเหนือกว่าการใช้น้ำหอมปรับอากาศทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้ กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์อย่างลึกซึ้งถึงต้นตอ โอโซนสามารถแทรกซึมเข้าไปตามเส้นใยเบาะผ้า พรมปูพื้น เพดานรถ และซอกมุมต่างๆ เพื่อทำลายโมเลกุลกลิ่นฝังแน่น เช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอาหาร กลิ่นอับชื้น กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นสัตว์เลี้ยง แทนที่จะเป็นเพียงการเอากลิ่นหอมไปกลบกลิ่นเหม็น ฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส… Continue reading อบโอโซนรถยนต์คืออะไร ดับกลิ่นอับฆ่าเชื้อโรค ดีจริงไหมข้อควรรู้
สำหรับคนที่กำลังมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางหรือประกอบอาชีพ แต่ในอดีตเคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อต่างๆ จนกังวลว่าประวัติที่ถูกบันทึกไว้ในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) จะทำให้หมดสิทธิ์ซื้อรถ คำถามยอดฮิตที่สร้างความกังวลใจอย่างมากก็คือ “ติดบูโรออกรถได้ไหม” และมีโอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ ความจริงแล้วการติดบูโรไม่ได้แปลว่าคุณจะซื้อรถไม่ได้ตลอดไป บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเผย 5 วิธีเตรียมตัวยื่นกู้ให้ผ่านฉลุย คลายข้อสงสัย ติดบูโรออกรถได้ไหมในความเป็นจริง คำตอบที่ชัดเจนคือ “ออกรถได้” ทั้งรถยนต์ป้ายแดงและรถยนต์มือสอง แต่ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสถานะบูโรและเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน โดยทั่วไป สถาบันการเงินขนาดใหญ่หรือธนาคารพาณิชย์หลักอาจมีความเข้มงวดสูง แต่ยังมีบริษัทลีสซิ่งหรือไฟแนนซ์ทางเลือกหลายแห่งที่มีนโยบายยืดหยุ่นและพิจารณาจากความสามารถในการผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นหลัก เข้าใจสถานะเครดิตบูโร ติดแบบไหนมีโอกาสผ่านง่ายกว่ากัน โอกาสในการขอสินเชื่อรถยนต์ขึ้นอยู่กับสถานะในรายงานเครดิตบูโรของคุณ ดังนี้ สถานะปิดบัญชีหนี้เสียแล้ว (มีใบปิดหนี้) หากคุณเคยค้างชำระแต่ได้ทำการเคลียร์หนี้สินจนหมดสิ้นแล้ว และได้รับ “ใบปลดหนี้” หรือหนังสือยืนยันการปิดบัญชีมาแล้วอย่างน้อย 3-6 เดือนขึ้นไป โอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อจะมีสูงมาก เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบและความพร้อมทางการเงินที่ดีขึ้น สถานะค้างชำระเกิน 90 วัน หรือยังไม่ได้ปิดหนี้ หากยังมีหนี้ค้างชำระอยู่และยังไม่ได้รับการสะสาง การขอสินเชื่อจะมีความยากมากขึ้น ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่อาจปฏิเสธ หรือกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่เข้มงวด เช่น ต้องวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงมาก และต้องมีคนค้ำประกันที่มั่นคง 5 วิธีเตรียมตัวออกรถสำหรับคนติดบูโรให้ไฟแนนซ์อนุมัติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไฟแนนซ์อนุมัติผ่านได้อย่างราบรื่น แนะนำให้ปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ 1.… Continue reading ติดบูโรออกรถได้ไหม สรุปวิธีออกรถให้ผ่าน เตรียมตัวอย่างไรให้ฉลุย
สำหรับผู้ใช้รถยนต์ทุกคน แบตเตอรี่คือหัวใจหลักที่คอยจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ไดสตาร์ทและระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในตัวรถ แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยเมื่อต้องตรวจเช็กสภาพแบตเตอรี่ว่าแท้จริงแล้ว “แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์” ค่าเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าไฟเต็ม และค่าเท่าไหร่ที่แปลว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพจนเสี่ยงสตาร์ทไม่ติด การเข้าใจตัวเลขแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ในสภาวะต่างๆ จะช่วยให้คุณประเมินสภาพแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำและป้องกันปัญหารถดับไม่คาดฝัน บทความนี้ได้รวบรวมเกณฑ์ค่ามาตรฐานทั้งหมดมาให้คุณตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์ ทำความเข้าใจค่าแรงดันไฟฟ้ามาตรฐาน โดยมาตรฐานสากล รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถกระบะ หรือรถ SUV จะใช้ระบบแรงดันไฟฟ้าขนาด “12 โวลต์” (12V) ซึ่งภายในแบตเตอรี่จะประกอบด้วยเซลล์ตะกั่ว-กรดจำนวน 6 เซลล์ต่ออนุกรมกัน (แต่ละเซลล์มีแรงดันประมาณ 2.1 โวลต์) ในขณะที่รถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถบัสจะใช้ระบบไฟฟ้าขนาด 24 โวลต์ (24V) โดยการนำแบตเตอรี่ 12V จำนวน 2 ลูกมาต่ออนุกรมกัน ตารางเช็กค่าโวลต์แบตเตอรี่รถยนต์ในแต่ละสภาวะการทำงาน แม้จะเรียกว่าแบตเตอรี่ 12V แต่ในความเป็นจริง แรงดันไฟฟ้าที่วัดได้จะไม่เท่ากับ 12.0V พอดี โดยจะแปรผันตามสภาวะการทำงานดังนี้ ค่าโวลต์ตอนดับเครื่องยนต์ (แรงดันขณะไม่มีโหลด) เมื่อดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ข้ามคืนหรืออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ค่าแรงดันที่เหมาะสมควรเป็นดังนี้: ค่าโวลต์ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ (จังหวะดึงกระแสสูงสุด) ในจังหวะที่บิดกุญแจหรือกดปุ่ม… Continue reading แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์ สรุปค่ามาตรฐาน เช็กเองได้ง่ายๆ