สำหรับคนที่ใช้รถยนต์เป็นประจำ เมื่อขับรถผ่านทางขรุขระ ทางลูกรัง หรือลูกระนาด แล้วเริ่มได้ยินเสียงดังกึกกัก หรือรู้สึกว่าพวงมาลัยมีอาการสั่นร่อนผิดปกติ อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณเตือนจากชิ้นส่วนช่วงล่างที่เรียกว่า “ลูกหมากรถยนต์” แม้จะเป็นชิ้นส่วนโลหะขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ลูกหมากกลับทำหน้าที่เป็นจุดหมุนสำคัญที่เชื่อมโยงระบบกันสะเทือนและระบบบังคับเลี้ยวทั้งหมด หากปล่อยปละละเลยจนลูกหมากหลุดขณะขับขี่ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุล้อพับและควบคุมรถไม่ได้ บทความนี้จะสรุปความรู้เรื่องลูกหมากรถยนต์ หน้าที่ อาการเสีย และวิธีป้องกันภัยมาให้เข้าใจกันอย่างชัดเจน
ลูกหมากรถยนต์ (Ball Joint) ทำหน้าที่คล้ายกับ “ข้อต่อกระดูก” ในร่างกายมนุษย์ โดยเป็นข้อต่อที่สามารถหมุนและให้ตัวได้ในหลายทิศทาง เชื่อมระหว่างชิ้นส่วนของระบบช่วงล่าง ล้อรถ และระบบพวงมาลัยเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับแรงกระแทกจากพื้นผิวถนน และช่วยให้ล้อสามารถเลี้ยวซ้าย-ขวา ยุบ-ยืดตัวได้อย่างอิสระและนุ่มนวล
ในระบบช่วงล่างด้านหน้าของรถยนต์ทั่วไป จะประกอบด้วยลูกหมากหลัก 4 ชนิด ได้แก่
ติดตั้งอยู่ระหว่างปีกนกบนและปีกนกล่างกับดุมล้อ ทำหน้าที่รับน้ำหนักของตัวรถและควบคุมมุมล้อให้ตั้งฉากกับพื้นถนนตลอดเวลา ถือเป็นลูกหมากที่รับภาระหนักที่สุด
เชื่อมต่อระหว่างแร็คพวงมาลัยกับคอม้า ทำหน้าที่ถ่ายทอดแรงหมุนจากพวงมาลัยไปยังล้อหน้าเพื่อให้ล้อเลี้ยวตามทิศทางที่ผู้ขับขี่ต้องการ
เป็นก้านยาวต่อจากชุดแร็คพวงมาลัยไปหาลูกหมากคันชัก ช่วยรักษาระยะมุมโท (Toe) ของล้อหน้าให้ขนานกันอย่างถูกต้อง
เชื่อมต่อเหล็กกันโคลงเข้ากับโช้คอัพหรือปีกนก ทำหน้าที่ลดการเอียงตัวของตัวถังรถขณะเข้าโค้ง ช่วยให้รถทรงตัวได้นิ่งและมั่นคง
คุณสามารถสังเกตความผิดปกติของลูกหมากได้จากอาการดังต่อไปนี้
1. มีเสียงดังกุกกักใต้ท้องรถ: เวลาขับรถผ่านทางขรุขระ ลูกระนาด หรือรอยต่อถนน จะมีเสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นชัดเจน
2. พวงมาลัยหลวม ร่อน หรือสั่น: รถควบคุมทิศทางได้ยากขึ้น รู้สึกว่าพวงมาลัยตอบสนองช้า หรือมีอาการดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง
3. หน้ารถมีอาการโคลงเคลงเวลาเข้าโค้ง: รู้สึกว่ารถทรงตัวไม่นิ่งและเอียงตัวมากกว่าปกติ
4. หน้ายางสึกหรอไม่สม่ำเสมอ: ดอกยางด้านในหรือด้านนอกสึกหรอเร็วกว่าปกติจากการที่มุมล้อเพี้ยนไป
หากตรวจพบว่าลูกหมากหลวมหรือยางกันฝุ่นฉีกขาดจนจาระบีรั่วไหล ควรรีบนำรถเข้าอู่เพื่อเปลี่ยนทันที เพราะหากฝืนใช้งานต่อไปจนลูกหมากหลุดออกจากเบ้าขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง ล้อรถจะพับทันที ทำให้สูญเสียการควบคุมและเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ การตรวจเช็กช่วงล่างเป็นประจำทุก 6 เดือน หรือทุก 20,000 กิโลเมตรจึงเป็นสิ่งสำคัญ และแม้เราจะดูแลรถดีเพียงใด เหตุการณ์ไม่คาดฝันบนท้องถนนก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การมีประกันรถยนต์ ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมจาก insurverse จะช่วยดูแลค่าซ่อมแซมรถยนต์และคุ้มครองความรับผิดต่อคู่กรณีได้อย่างครบถ้วน
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
เคยวางน้ำหอมปรับอากาศไว้ในรถจนกลิ่นตีกับกลิ่นอาหาร หรือล้างแอร์แล้วแต่กลิ่นอับชื้นก็ยังไม่หายไปหรือไม่? ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ เชื้อรา และแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในห้องโดยสารและระบบท่อแอร์ เป็นสิ่งที่สร้างความรำคาญใจและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของคนมีรถเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในวิธียอดนิยมของศูนย์คาร์แคร์ยุคใหม่ในการแก้ปัญหานี้คือ “การอบโอโซนรถ” สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าการอบโอโซนคืออะไร ช่วยดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคได้จริงไหม และมีความปลอดภัยเพียงใด บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกคำตอบอย่างรอบด้าน การอบโอโซนรถยนต์คืออะไร ทำงานอย่างไรในห้องโดยสาร การอบโอโซนรถยนต์ (Car Ozone Treatment) คือการใช้เครื่องกำเนิดก๊าซโอโซน (Ozone Generator) แปลงก๊าซออกซิเจน (O2) ในอากาศให้กลายเป็น “ก๊าซโอโซน” (O3) ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ที่รุนแรง โดยอะตอมของออกซิเจนส่วนเกินจะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส และเข้าสลายโครงสร้างโมเลกุลของสารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับจนแตกสลายไปอย่างหมดจด จากนั้นก๊าซโอโซนจะสลายตัวกลับคืนเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ภายในเวลาไม่นาน 4 ประโยชน์สำคัญของการอบโอโซนรถยนต์ การทำความสะอาดด้วยโอโซนมีข้อดีเหนือกว่าการใช้น้ำหอมปรับอากาศทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้ กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์อย่างลึกซึ้งถึงต้นตอ โอโซนสามารถแทรกซึมเข้าไปตามเส้นใยเบาะผ้า พรมปูพื้น เพดานรถ และซอกมุมต่างๆ เพื่อทำลายโมเลกุลกลิ่นฝังแน่น เช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอาหาร กลิ่นอับชื้น กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นสัตว์เลี้ยง แทนที่จะเป็นเพียงการเอากลิ่นหอมไปกลบกลิ่นเหม็น ฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส… Continue reading อบโอโซนรถยนต์คืออะไร ดับกลิ่นอับฆ่าเชื้อโรค ดีจริงไหมข้อควรรู้
สำหรับคนที่กำลังมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางหรือประกอบอาชีพ แต่ในอดีตเคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อต่างๆ จนกังวลว่าประวัติที่ถูกบันทึกไว้ในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) จะทำให้หมดสิทธิ์ซื้อรถ คำถามยอดฮิตที่สร้างความกังวลใจอย่างมากก็คือ “ติดบูโรออกรถได้ไหม” และมีโอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ ความจริงแล้วการติดบูโรไม่ได้แปลว่าคุณจะซื้อรถไม่ได้ตลอดไป บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเผย 5 วิธีเตรียมตัวยื่นกู้ให้ผ่านฉลุย คลายข้อสงสัย ติดบูโรออกรถได้ไหมในความเป็นจริง คำตอบที่ชัดเจนคือ “ออกรถได้” ทั้งรถยนต์ป้ายแดงและรถยนต์มือสอง แต่ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสถานะบูโรและเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน โดยทั่วไป สถาบันการเงินขนาดใหญ่หรือธนาคารพาณิชย์หลักอาจมีความเข้มงวดสูง แต่ยังมีบริษัทลีสซิ่งหรือไฟแนนซ์ทางเลือกหลายแห่งที่มีนโยบายยืดหยุ่นและพิจารณาจากความสามารถในการผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นหลัก เข้าใจสถานะเครดิตบูโร ติดแบบไหนมีโอกาสผ่านง่ายกว่ากัน โอกาสในการขอสินเชื่อรถยนต์ขึ้นอยู่กับสถานะในรายงานเครดิตบูโรของคุณ ดังนี้ สถานะปิดบัญชีหนี้เสียแล้ว (มีใบปิดหนี้) หากคุณเคยค้างชำระแต่ได้ทำการเคลียร์หนี้สินจนหมดสิ้นแล้ว และได้รับ “ใบปลดหนี้” หรือหนังสือยืนยันการปิดบัญชีมาแล้วอย่างน้อย 3-6 เดือนขึ้นไป โอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อจะมีสูงมาก เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบและความพร้อมทางการเงินที่ดีขึ้น สถานะค้างชำระเกิน 90 วัน หรือยังไม่ได้ปิดหนี้ หากยังมีหนี้ค้างชำระอยู่และยังไม่ได้รับการสะสาง การขอสินเชื่อจะมีความยากมากขึ้น ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่อาจปฏิเสธ หรือกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่เข้มงวด เช่น ต้องวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงมาก และต้องมีคนค้ำประกันที่มั่นคง 5 วิธีเตรียมตัวออกรถสำหรับคนติดบูโรให้ไฟแนนซ์อนุมัติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไฟแนนซ์อนุมัติผ่านได้อย่างราบรื่น แนะนำให้ปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ 1.… Continue reading ติดบูโรออกรถได้ไหม สรุปวิธีออกรถให้ผ่าน เตรียมตัวอย่างไรให้ฉลุย
สำหรับผู้ใช้รถยนต์ทุกคน แบตเตอรี่คือหัวใจหลักที่คอยจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ไดสตาร์ทและระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในตัวรถ แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยเมื่อต้องตรวจเช็กสภาพแบตเตอรี่ว่าแท้จริงแล้ว “แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์” ค่าเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าไฟเต็ม และค่าเท่าไหร่ที่แปลว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพจนเสี่ยงสตาร์ทไม่ติด การเข้าใจตัวเลขแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ในสภาวะต่างๆ จะช่วยให้คุณประเมินสภาพแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำและป้องกันปัญหารถดับไม่คาดฝัน บทความนี้ได้รวบรวมเกณฑ์ค่ามาตรฐานทั้งหมดมาให้คุณตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์ ทำความเข้าใจค่าแรงดันไฟฟ้ามาตรฐาน โดยมาตรฐานสากล รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถกระบะ หรือรถ SUV จะใช้ระบบแรงดันไฟฟ้าขนาด “12 โวลต์” (12V) ซึ่งภายในแบตเตอรี่จะประกอบด้วยเซลล์ตะกั่ว-กรดจำนวน 6 เซลล์ต่ออนุกรมกัน (แต่ละเซลล์มีแรงดันประมาณ 2.1 โวลต์) ในขณะที่รถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถบัสจะใช้ระบบไฟฟ้าขนาด 24 โวลต์ (24V) โดยการนำแบตเตอรี่ 12V จำนวน 2 ลูกมาต่ออนุกรมกัน ตารางเช็กค่าโวลต์แบตเตอรี่รถยนต์ในแต่ละสภาวะการทำงาน แม้จะเรียกว่าแบตเตอรี่ 12V แต่ในความเป็นจริง แรงดันไฟฟ้าที่วัดได้จะไม่เท่ากับ 12.0V พอดี โดยจะแปรผันตามสภาวะการทำงานดังนี้ ค่าโวลต์ตอนดับเครื่องยนต์ (แรงดันขณะไม่มีโหลด) เมื่อดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ข้ามคืนหรืออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ค่าแรงดันที่เหมาะสมควรเป็นดังนี้: ค่าโวลต์ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ (จังหวะดึงกระแสสูงสุด) ในจังหวะที่บิดกุญแจหรือกดปุ่ม… Continue reading แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์ สรุปค่ามาตรฐาน เช็กเองได้ง่ายๆ