หากพูดถึงชิ้นส่วนขนาดเล็กที่มีความสำคัญระดับหัวใจหลักของเครื่องยนต์สันดาป (Internal Combustion Engine) “หัวเทียนรถยนต์” (Spark Plug) คือหนึ่งในอะไหล่ที่คนใช้รถทุกคนต้องรู้จัก เพราะหากชิ้นส่วนนี้เกิดความเสียหายหรือที่เรียกกันติดปากว่า อาการหัวเทียนบอด อาจส่งผลให้รถยนต์ของคุณสตาร์ทไม่ติด เครื่องยนต์สั่น หรือกินน้ำมันมากกว่าปกติได้
วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับหัวเทียนรถยนต์ให้มากขึ้น ว่ามันคืออะไร มีกี่ชนิด พร้อมเช็คสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้อง เปลี่ยนหัวเทียน แล้ว เพื่อให้รถของคุณพร้อมใช้งานในทุกเส้นทาง
หัวเทียนรถยนต์ ทำหน้าที่เป็นตัวจุดประกายไฟในห้องเผาไหม้ โดยกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงจะถูกส่งมาจาก คอยล์จุดระเบิด วิ่งผ่านแกนกลางของหัวเทียนไปสู่ ขั้วหัวเทียน (Electrode) เกิดเป็นการสปาร์ค (Spark) เพื่อจุดระเบิดส่วนผสมระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงและอากาศ การจุดระเบิดนี้เองที่เป็นพลังงานผลักดันให้ลูกสูบทำงาน และทำให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
การเลือกซื้ออะไหล่รถยนต์อย่างหัวเทียน จำเป็นต้องเลือกให้เหมาะกับสเปกของเครื่องยนต์ โดยทั่วไปในท้องตลาดจะแบ่งชนิดของหัวเทียนตามวัสดุที่ใช้ทำขั้วหัวเทียน
เป็นหัวเทียนมาตรฐานที่ติดมากับรถยนต์รุ่นเก่าหรือรถใช้งานทั่วไป นำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยมจากแกนทองแดง (Copper) แต่มีข้อเสียคือ ขั้วเสื่อมสภาพและสึกหรอได้ง่ายที่สุด จึงต้องเปลี่ยนบ่อยกว่าชนิดอื่น
มีการเคลือบหรือใช้จุดที่เกิดประกายไฟเป็นแร่แพลตตินัม ทนทานต่อความร้อนได้สูงกว่าแบบทองแดงมาก ช่วยให้การจุดระเบิดมีความเสถียร อายุการใช้งานยาวนานขึ้น และลดปัญหาเขม่าเกาะขั้วหัวเทียน
นี่คือหัวเทียนเกรดพรีเมียมที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน ขั้วหัวเทียนทำจากแร่อิริเดียมซึ่งมีความแข็งแรงและทนต่อความร้อนได้สูงที่สุด จ่ายไฟได้นิ่งและแม่นยำ ช่วยให้อัตราเร่งดีขึ้น และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเภท
เมื่อหัวเทียนผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน ขั้วหัวเทียนจะเริ่มสึกหรอ หรือมี เขม่าดำ ไปเกาะจนกระแสไฟไม่สามารถกระโดดข้ามขั้วได้ ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “หัวเทียนบอด” โดยคุณสามารถสังเกตความผิดปกติได้จาก 5 อาการนี้
หากจอดรถติดไฟแดงแล้วรู้สึกว่า เครื่องยนต์สั่น กระตุกเป็นจังหวะ หรือรอบเครื่องยนต์สวิงขึ้นลงผิดปกติ นี่คือสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าหัวเทียนบางหัวอาจจะจุดระเบิดได้ไม่สมบูรณ์
หากบิดกุญแจหรือกดปุ่ม Push Start แล้วมอเตอร์สตาร์ททำงานปกติ แต่เครื่องยนต์กว่าจะติดต้องลากยาว อาจเป็นเพราะหัวเทียนจ่ายไฟได้ไม่แรงพอ
เมื่อการจุดระเบิดสะดุด พลังงานที่ได้จากการเผาไหม้ก็ลดลง ทำให้เวลากดคันเร่งแซงแล้วรถรู้สึกตื้อ เหยียบไม่ค่อยขึ้นเหมือนแต่ก่อน
เมื่อหัวเทียนบอด เครื่องยนต์จะเผาไหม้เชื้อเพลิงได้ไม่หมด (เผาไหม้ไม่สมบูรณ์) ทำให้รถต้องจ่ายน้ำมันมากขึ้นเพื่อให้ได้กำลังเท่าเดิม ส่งผลให้รถ กินน้ำมัน มากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
รถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะมีเซนเซอร์ตรวจจับการจุดระเบิด (Misfire) หากหัวเทียนมีปัญหา ไฟรูปเครื่องยนต์ (Check Engine) จะสว่างขึ้นเตือนบนหน้าปัด
หากรถของคุณเกิดอาการเครื่องยนต์ดับกลางอากาศหรือสตาร์ทไม่ติดกลางทาง คงเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อย เพื่อความอุ่นใจในทุกการเดินทาง การทำ ประกันภัยรถยนต์ ที่มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้คุณได้อย่างทันท่วงทีครับ
ระยะเวลาในการเปลี่ยนหัวเทียนจะขึ้นอยู่กับชนิดของหัวเทียนที่คุณใช้งาน โดย ช่างยนต์ ส่วนใหญ่และคู่มือประจำรถมักจะแนะนำระยะทางในการเปลี่ยนดังนี้:
ทั้งนี้ หากพบว่ารถมีอาการตามที่กล่าวไปในหัวข้อที่แล้ว ก็ควรนำรถเข้าอู่หรือศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงรอบระยะทาง
หัวเทียนรถยนต์ ถือเป็นชิ้นส่วนสิ้นเปลืองที่ต้องดูแลและเปลี่ยนตามระยะทาง การเลือกใช้หัวเทียนที่ได้มาตรฐานและตรงกับสเปกเครื่องยนต์ ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาอาการหัวเทียนบอดหรือเครื่องยนต์สั่น แต่ยังช่วยให้รถประหยัดน้ำมัน และยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ให้อยู่กับเราไปได้อีกนาน
เรื่องรถให้เราช่วยดูแล… เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้เราคุ้มครอง
เพราะเราเข้าใจว่าอุบัติเหตุและเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ นอกจากเกร็ดความรู้เรื่องรถดีๆ แล้ว เรายังมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็น:
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ในยามค่ำคืนหรือช่วงเวลาที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากฝนตกหนักและหมอกควัน ไฟหน้ารถยนต์ คืออุปกรณ์ความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของยานพาหนะ เพราะทำหน้าที่ส่องสว่างเส้นทางข้างหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสิ่งกีดขวาง ป้ายจราจร และคนเดินถนนได้อย่างชัดเจน สำหรับคนรักรถที่กำลังสงสัยว่า ไฟหน้ารถยนต์ในปัจจุบันมีกี่ประเภท? หลอด Halogen, LED และ Xenon แตกต่างกันอย่างไร? หากโคมไฟหน้าเหลืองขุ่นมัวจะแก้ไขได้อย่างไร? และมีข้อกฎหมายการเปลี่ยนไฟหน้ารถอย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย บทความนี้รวบรวมคำตอบฉบับสมบูรณ์มาให้คุณแล้ว ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่ประเภท? เปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดของแต่ละแบบ เทคโนโลยีไฟหน้ารถยนต์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก: 1. หลอดฮาโลเจน (Halogen): ไฟหน้ารถยนต์ดั้งเดิม ราคาประหยัด ทนทาน เป็นหลอดไฟมาตรฐานที่ใช้ในรถยนต์มาอย่างยาวนาน ทำงานโดยใช้ไส้หลอดทังสเตนบรรจุก๊าซฮาโลเจน ให้แสงสีเหลืองนวล (ประมาณ 3,000 – 4,300 Kelvin) มีข้อดีคือราคาถูก เปลี่ยนง่าย ทัศนวิสัยดีเมื่อขับลุยฝนหรือหมอกหนา แต่กินไฟและมีความร้อนสะสมสูง 2. หลอดซีนอน (HID / Xenon): สว่างสูง แสงพุ่งไกล แต่ต้องมีโปรเจกเตอร์ ทำงานโดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านก๊าซซีนอน ให้แสงสว่างมากกว่าหลอดฮาโลเจนถึง 2-3 เท่า… Continue reading ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่แบบ? เจาะลึก Halogen LED Xenon วิธีดูแลรักษา และกฎหมายดัดแปลงไฟหน้า
ในยุคที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวนและกระแสรักษ์โลกกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) ได้กลายมาเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมอันดับต้นๆ ของผู้ใช้รถในไทย เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานความประหยัดและความสะดวกสบายเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สำหรับคนที่กำลังวางแผนซื้อรถคันใหม่และสงสัยว่า รถยนต์ไฮบริดคืออะไร? ระบบไฮบริดแบบ HEV และ PHEV แตกต่างกันอย่างไร? ประหยัดน้ำมันจริงไหม? แบตเตอรี่ไฮบริดทนทานแค่ไหน? และมีแนวทางการเลือกซื้อประกันภัยอย่างไร บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกข้อมูลก่อนตัดสินใจ รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Car) คืออะไร? ทำงานอย่างไร หลักการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า ความแตกต่างระหว่าง HEV (Full Hybrid), PHEV (Plug-in Hybrid) และ MHEV (Mild Hybrid) ข้อดีและข้อจำกัดของรถยนต์ไฮบริดที่ควรรู้ก่อนซื้อ จุดเด่น: ประหยัดน้ำมัน อัตราเร่งออกตัวเงียบเรียบ ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ ข้อจำกัด: ค่าตัวรถเริ่มต้นสูงกว่า ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่และการซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ไฮบริดให้มีอายุการใช้งานยาวนาน การเลือกทำประกันภัยสำหรับรถยนต์ไฮบริด เนื่องจากรถยนต์ไฮบริดมีชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงและแบตเตอรี่ที่มีมูลค่า การเลือกทำ ประกันรถยนต์ ชั้น 1 ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งตัวรถ แบตเตอรี่ไฮบริด… Continue reading รถยนต์ไฮบริด คืออะไร? เจาะลึกข้อดี ข้อจำกัด การดูแลรักษา และความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจซื้อ
เมื่อมีการซื้อขายรถยนต์มือสอง การส่งมอบรถให้คนในครอบครัว หรือการรับมรดกรถยนต์ ขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือการ โอนรถยนต์ เพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ถือกกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถให้ถูกต้องตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวซื้อขายหรือส่งมอบรถ และสงสัยว่าการโอนรถยนต์ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์คิดอย่างไร? โอนตรงกับโอนลอยต่างกันอย่างไร? บทความนี้ได้รวบรวมคู่มือสรุปขั้นตอนการโอนรถยนต์แบบเข้าใจง่ายมาให้ครบถ้วนในที่เดียว การโอนรถยนต์ คืออะไร? มีกี่รูปแบบที่ควรรู้ 1. การโอนรถยนต์แบบโอนตรง (ไปทำเรื่องพร้อมกันที่สำนักงานขนส่ง) คือการที่ผู้โอน (ผู้ขาย) และผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) เดินทางไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์และนำรถเข้าตรวจสภาพพร้อมกัน ณ สำนักงานขนส่งทางบกที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่ เป็นวิธีที่ปลอดภัยและเสร็จสิ้นขั้นตอนทันที 2. การโอนลอย (เซ็นเอกสารมอบอำนาจให้ผู้ซื้อไปโอนเอง) และข้อควรระวัง คือการที่ผู้ขายเซ็นชื่อในแบบคำขอโอนและหนังสือมอบอำนาจ พร้อมมอบเล่มทะเบียนและสำเนาบัตรประชาชนให้ผู้ซื้อไปดำเนินการโอนเองในภายหลัง ข้อควรระวังสำหรับผู้ขายคือ หากผู้ซื้อไม่ยอมไปโอนรถและนำรถไปทำผิดกฎหมายหรือเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขายเดิมอาจยังต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนรถยนต์ เอกสารสำหรับผู้โอน (ผู้ขาย) เอกสารสำหรับผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) 4 ขั้นตอนการโอนรถยนต์ ณ สำนักงานขนส่งทางบก 1. ยื่นเอกสารและนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ อาคารตรวจสภาพรถ ขับรถยนต์เข้าช่องตรวจสภาพเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของหมายเลขตัวถัง หมายเลขเครื่องยนต์ และสภาพรถทั่วไป 2. ยื่นเรื่องขอโอนกรรมสิทธิ์และตรวจสอบความถูกต้อง นำผลตรวจสภาพพร้อมชุดเอกสารโอนรถยื่นที่เคาน์เตอร์ฝ่ายทะเบียน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและประเมินราคารถ 3.… Continue reading โอนรถยนต์ ต้องใช้อะไรบ้าง? สรุปขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าธรรมเนียมฉบับอัปเดต