การปะยางรถยนต์หลักๆ มี 3 วิธี ได้แก่ การปะแบบสอดไส้ (แทงไหม) เหมาะกับแผลขนาดเล็กที่หน้ายาง, การปะแบบสตรีมเย็น เหมาะกับแผลขนาดกลาง และ การปะแบบสตรีมร้อน ที่มีความทนทานสูงแต่ต้องอาศัยช่างผู้ชำนาญ ราคาปะยางเริ่มต้นที่ 100 – 300 บาทต่อแผล ทั้งนี้ หากรอยรั่วหรือรอยฉีกขาดเกิดขึ้นที่ “แก้มยาง” ไม่แนะนำให้ปะเด็ดขาด ควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่เพื่อความปลอดภัย
ปัญหายางรั่วหรือยางแบนมักเกิดจากการถูกของแหลมคม เช่น ตะปู นอต หรือเศษกระจกทิ่มตำบริเวณหน้ายางขณะขับขี่ นอกจากนี้อาจเกิดจากจุ๊บเติมลมเสื่อมสภาพ หรือขอบยางซึม หากคุณสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ควรรีบนำรถจอดในที่ปลอดภัยทันที:
หากยางระเบิดหรือเสียการทรงตัวจนเกิดอุบัติเหตุ การมีประกันรถยนต์ จะช่วยคุ้มครองทั้งความเสียหายของตัวรถและยาง (ตามเงื่อนไขกรมธรรม์) รวมถึงมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชม. และอย่าลืมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ให้เป็นปัจจุบันเสมอ เพื่อเป็นหลักประกันความคุ้มครองขั้นพื้นฐานตามกฎหมายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
เมื่อนำรถเข้าศูนย์บริการหรือร้านยาง ช่างจะประเมินสภาพแผลและแนะนำวิธีที่เหมาะสมที่สุด โดยปัจจุบันมี 3 วิธีหลักๆ ดังนี้ครับ
เป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็วที่สุด เหมาะสำหรับแผลที่เกิดจากของแหลมคมขนาดเล็ก (ไม่เกิน 6 มม.) ตำทะลุบริเวณหน้ายาง ช่างจะดึงสิ่งแปลกปลอมออก ใช้ตะไบทำความสะอาดรู และแทงไหมที่เคลือบน้ำยาประสานเข้าไปอุดรอยรั่ว
วิธีนี้ต้องทำการถอดล้อและถอดยางออกจากแม็ก เพื่อทำการปะจากด้านใน ช่างจะขัดผิวหน้ายางบริเวณที่รั่ว ทากาวพิเศษ และแปะแผ่นยางสตรีมเย็นทับลงไป
เป็นวิธีที่คล้ายกับสตรีมเย็น แต่จะใช้ความร้อนจากเครื่องสตรีมเพื่อหลอมละลายแผ่นยางให้เป็นเนื้อเดียวกับยางรถยนต์ด้านใน
เพื่อให้คุณวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น นี่คือตารางเปรียบเทียบราคาการปะยางแต่ละประเภท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับขนาดล้อและร้านผู้ให้บริการ)
ไม่ใช่ทุกรอยรั่วที่จะสามารถปะได้ หากคุณพบแผลในลักษณะดังต่อไปนี้ ห้ามปะยางเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการที่ยางจะระเบิดขณะขับขี่ ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุรุนแรงได้
หากเป็นการปะยางที่ถูกต้องและแผลปิดสนิทดี คุณสามารถขับรถด้วยความเร็วปกติได้ทันที แต่ในช่วง 1-2 วันแรก ควรหมั่นตรวจเช็กลมยางว่ามีอาการซึมหรือไม่
ได้ครับ หากจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับ ลมยางจะค่อยๆ ซึมออก และน้ำหนักรถจะกดทับยางจุดเดิมจนเสียรูป (Flat Spot)
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความสนุกของการขับขี่รถยนต์เกียร์ธรรมดา (เกียร์กระปุก) หรือผู้ที่ใช้รถกระบะบรรทุกในการทำงาน อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่เท้าซ้ายต้องสัมผัสอยู่ตลอดเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ก็คือ “ครัชรถ” หรือ “คลัตช์” (Clutch) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกำลังระหว่างเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง เมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง คลัตช์ย่อมมีการสึกหรอตามธรรมชาติ หากปล่อยปละละเลยจนคลัตช์หมดสนิท รถอาจหมดแรงวิ่งขึ้นทางชันหรือเข้าเกียร์ไม่ได้กลางถนน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักการทำงานของคลัตช์ สัญญาณเตือนคลัตช์หมด และวิธีขับขี่ถนอมคลัตช์ให้อยู่ได้ยาวนาน ครัชรถยนต์คืออะไร ทำหน้าที่อะไรในระบบขับเคลื่อน คลัตช์รถยนต์ (Clutch) คืออุปกรณ์ตัดและต่อกำลังระหว่างล้อช่วยแรง (Flywheel) ของเครื่องยนต์กับเพลาเกียร์ โดยเมื่อเราเหยียบแป้นคลัตช์ ชุดคลัตช์จะแยกตัวออกจากล้อช่วยแรงเพื่อตัดการส่งกำลัง ทำให้เราสามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้อย่างนุ่มนวล และเมื่อเราค่อยๆ ปล่อยแป้นคลัตช์ แผ่นคลัตช์จะประกบเข้ากับล้อช่วยแรงอีกครั้งเพื่อส่งถ่ายแรงบิดขับเคลื่อนล้อรถยนต์ให้วิ่งไปข้างหน้า 3 ชิ้นส่วนหลักของชุดคลัตช์รถยนต์ที่ทำงานร่วมกัน ชุดคลัตช์ประกอบด้วย 3 ชิ้นส่วนสำคัญที่ทำงานประสานกันอย่างแม่นยำ ได้แก่ จานคลัตช์ หรือแผ่นคลัตช์ (Clutch Disc) มีลักษณะเป็นแผ่นกลมที่บุด้วยผ้าคลัตช์ (วัสดุเสียดทานทนความร้อนสูง) ทำหน้าที่ประกบติดกับล้อช่วยแรงเพื่อถ่ายทอดแรงบิด เป็นชิ้นส่วนหลักที่เกิดการสึกหรอเมื่อใช้งาน หวีคลัตช์ หรือจานกดคลัตช์ (Clutch Cover / Pressure Plate) ทำหน้าที่เป็นสปริงแผ่นกดแผ่นคลัตช์ให้แนบสนิทกับฟลายวีลตลอดเวลา และปลดแรงกดออกเมื่อเหยียบแป้นคลัตช์ ลูกปืนกดคลัตช์ (Release Bearing)… Continue reading ครัชรถยนต์คืออะไร สัญญาณเตือนคลัตช์หมด วิธีสังเกตและดูแล
เมื่อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คู่ใจของเราถูกใช้งานมาเป็นเวลาหลายปี สิ่งที่ผู้ครอบครองรถทุกคนต้องพบเจอเป็นประจำทุกปีก่อนการต่อภาษีประจำปี (ป้ายวงกลม) ก็คือขั้นตอนการตรวจสภาพรถ และเอกสารสำคัญที่ต้องได้รับมาก็คือ “ใบตรวจสภาพรถ” สำหรับใครที่รถเพิ่งมีอายุการใช้งานย่างเข้าสู่เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และสงสัยว่าใบตรวจสภาพรถคืออะไร ต้องไปตรวจที่ไหน ตรวจอะไรบ้าง และมีขั้นตอนการใช้งานอย่างไร บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลฉบับสมบูรณ์มาให้คุณเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจ ทำความรู้จักใบตรวจสภาพรถ เอกสารสำคัญคู่การต่อภาษีประจำปี ใบตรวจสภาพรถ (หรือใบรับรองการตรวจสภาพรถ) คือเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการจากสถานตรวจสภาพรถที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก ว่ายานพาหนะคันดังกล่าวมีสภาพความพร้อม แข็งแรง ปลอดภัยต่อการขับขี่บนท้องถนน และไม่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด โดยสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่ “สถานตรวจสภาพรถเอกชน” (ตรอ.) ที่มีป้ายสัญลักษณ์ฟันเฟืองสีฟ้า หรือที่สำนักงานขนส่งจังหวัด รถประเภทไหนบ้างที่ต้องตรวจสภาพก่อนต่อภาษี กฎหมายกำหนดเกณฑ์อายุของยานพาหนะที่ต้องผ่านการตรวจสภาพรถก่อนชำระภาษีประจำปีไว้ดังนี้ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุก (อายุครบ 7 ปีขึ้นไป) ได้แก่ รถเก๋ง รถกระบะ 4 ประตู รถกระบะบรรทุก และรถ SUV ที่มีอายุการใช้งานนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกครบ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จะต้องนำรถเข้าตรวจสภาพทุกปีก่อนต่อภาษี รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (อายุครบ 5 ปีขึ้นไป) รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกครบ 5 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ต้องผ่านการตรวจสภาพก่อนต่อภาษีประจำปีเช่นเดียวกัน เช็กลิสต์รายการที่ ตรอ. ตรวจสอบ… Continue reading ใบตรวจสภาพรถคืออะไร ตรวจที่ไหนกี่ปีต้องตรวจ สรุปขั้นตอนต่อภาษี
เมื่อต้องแจ้งเปลี่ยนสีรถ ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายในกี่วัน ใช้เอกสารอะไรบ้าง มีขั้นตอนอย่างไร และมีโทษปรับเท่าไหร่หากไม่ดำเนินการตามกำหนด