สำหรับคนที่เป็นเจ้าของรถหรือคนที่กำลังวางแผนจะออกรถคู่ใจคันใหม่ นอกเหนือจากรุ่น สี ออฟชั่น และสเปกของรถที่คุณจะต้องเลือกสรรกันให้ตรงใจที่สุดแล้ว เรื่องของเลขทะเบียนรถนั้นก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ท่านเจ้าของรถทั้งหลายไม่ควรมองข้าม นั่นก็เพราะเชื่อกันว่าเลขทะเบียนรถมงคลจะทำให้ผู้ขับขี่แคล้วคลาดปลอดภัย มั่นใจในทุกเส้นทาง แถมเลขทะเบียนรถมงคลที่ถูกโฉลกกับเจ้าของรถยังช่วยเสริมบารมี สร้างอำนาจวาสนา ทั้งยังอุปถัมภ์ค้ำจุนความก้าวหน้าในชีวิตให้เจ้าของรถได้อีกด้วย
เพราะขึ้นชื่อว่าเลขทะเบียนรถคือสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของรถคันนั้น ๆ ตามตำราโหราศาสตร์นั้นจะถือว่าเลขทะเบียนรถมีอิทธิพลโดยตรงต่อเจ้าของรถอย่างมาก โดยหากเลือกเลขทะเบียนรถมงคลและถูกโฉลกจะช่วยเสริมดวงเจ้าของรถได้อย่างมาก ทั้งยังเชื่อว่าจะช่วยสร้างความเจริญรุ่งเรืองและให้โชคให้ลาภต่าง ๆ นานา ด้วยเหตุนี้จึงได้เห็นว่ามีเจ้าของรถมากมายหลายคนที่ยอมจ่ายเงินในมูลค่าสูงลิบเพียงเพื่อต้องการประมูลเลขทะเบียนรถมงคลที่เหมาะกับพื้นดวงของตนเองมาครอบครองให้ได้ เพราะหวังในการช่วยหนุนนำดวงชะตาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เลขทะเบียนรถมงคลบางหมวดจึงมีราคาพุ่งขึ้นจากหลักพันไปจนถึงหลักล้านก็มีมาแล้ว และนี่จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเลขทะเบียนรถมงคลได้อย่างชัดเจนที่สุด
บทความนี้จะแนะนำวิธีวิเคราะห์เลขทะเบียนรถมงคล ซึ่งเจ้าของรถและคนที่อยากจะได้เลขทะเบียนรถมงคลควรจะต้องรู้ไว้ โดยแบ่งเป็นข้อหลักการง่าย ๆ ที่คุณสามารถนำไปวิเคราะห์ทะเบียนรถของคุณได้ดังนี้
ข้อที่ 1 หลักการทั่วไปก็คือตัวเลขทั้งหมดในเลขทะเบียนรถนั้นหากนำทุกเลขมาบวกรวมกันแล้วได้ผลลัพธ์เป็นจำนวน 5 ขึ้นไปจะถือว่าดีและเป็นสิริมงคลอย่างมาก นอกจากนั้นหากเลขคู่หน้าและคู่หลังบวกรวมกันได้ตั้งแต่ 5 ขึ้นไปจะถือว่ายิ่งดี และถ้ารวมกันแล้วได้มากกว่า 9 จะถือว่าดีมาก นั้นเพราะหมายถึงเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป
ข้อที่ 2 จะเป็นข้อที่พึงระวัง โดยหากตัวเลขทุกตัวบวกรวมกันแล้วได้ผลลัพธ์เป็น 13 จะถือว่าเป็นเลขร้ายเลขอัปมงคลก็ว่าได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลขคู่หน้าและเลขคู่หลังจะต้องบวกรวมกันได้ไม่เป็นเลข 13 ด้วยเสมอ เพราะจะหมายถึงมรณะทั้งขาไปและขากลับ จึงถือเป็นเลขต้องห้าม ห้ามมีอย่างเด็ดขาด
ข้อที่ 3 หากมีเลข 1 อยู่ในเลขทะเบียนรถจะต้องไม่เป็นเลข 1 คู่กัน หรือเลข 1 ติดกัน และต้องไม่เป็นเลข 1 คร่อม เช่น 1152 4311 หรือ 1001 เป็นต้น
สำหรับใครที่ต้องการจะเลือกเลขทะเบียนรถมงคลด้วยตัวเองแบบ DIY ง่าย ๆ ก็สามารถทำได้ แค่ยึดหลักการโดยคร่าว ๆ ดังนี้
ศาสตร์แห่งตัวเลขหรือเลขทะเบียนรถมงคลนี้เป็นเพียงเรื่องของความเชื่อที่ช่วยให้ใครหลาย ๆ คนรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้นในทุกครั้งที่ขับขี่ แต่อย่างไรก็ตามจำไว้เสมอว่าคุณต้องมีสติทุกครั้งขณะอยู่หลังพวงมาลัย และนอกจากนั้นแล้วการเลือกทำ ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นตัวช่วยที่แท้จริงที่จะเสริมความอุ่นใจ มั่นใจ คุ้มครองตลอดทุกเส้นทางของคุณได้อย่างเหนือระดับ สมัคร ประกันรถยนต์ insurverse ได้แล้ววันนี้ เพื่อประสบการณ์ความปลอดภัยที่เหนือกว่าจนใคร ๆ ก็ต้องยอม
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความสนุกของการขับขี่รถยนต์เกียร์ธรรมดา (เกียร์กระปุก) หรือผู้ที่ใช้รถกระบะบรรทุกในการทำงาน อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่เท้าซ้ายต้องสัมผัสอยู่ตลอดเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ก็คือ “ครัชรถ” หรือ “คลัตช์” (Clutch) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกำลังระหว่างเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง เมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง คลัตช์ย่อมมีการสึกหรอตามธรรมชาติ หากปล่อยปละละเลยจนคลัตช์หมดสนิท รถอาจหมดแรงวิ่งขึ้นทางชันหรือเข้าเกียร์ไม่ได้กลางถนน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักการทำงานของคลัตช์ สัญญาณเตือนคลัตช์หมด และวิธีขับขี่ถนอมคลัตช์ให้อยู่ได้ยาวนาน ครัชรถยนต์คืออะไร ทำหน้าที่อะไรในระบบขับเคลื่อน คลัตช์รถยนต์ (Clutch) คืออุปกรณ์ตัดและต่อกำลังระหว่างล้อช่วยแรง (Flywheel) ของเครื่องยนต์กับเพลาเกียร์ โดยเมื่อเราเหยียบแป้นคลัตช์ ชุดคลัตช์จะแยกตัวออกจากล้อช่วยแรงเพื่อตัดการส่งกำลัง ทำให้เราสามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้อย่างนุ่มนวล และเมื่อเราค่อยๆ ปล่อยแป้นคลัตช์ แผ่นคลัตช์จะประกบเข้ากับล้อช่วยแรงอีกครั้งเพื่อส่งถ่ายแรงบิดขับเคลื่อนล้อรถยนต์ให้วิ่งไปข้างหน้า 3 ชิ้นส่วนหลักของชุดคลัตช์รถยนต์ที่ทำงานร่วมกัน ชุดคลัตช์ประกอบด้วย 3 ชิ้นส่วนสำคัญที่ทำงานประสานกันอย่างแม่นยำ ได้แก่ จานคลัตช์ หรือแผ่นคลัตช์ (Clutch Disc) มีลักษณะเป็นแผ่นกลมที่บุด้วยผ้าคลัตช์ (วัสดุเสียดทานทนความร้อนสูง) ทำหน้าที่ประกบติดกับล้อช่วยแรงเพื่อถ่ายทอดแรงบิด เป็นชิ้นส่วนหลักที่เกิดการสึกหรอเมื่อใช้งาน หวีคลัตช์ หรือจานกดคลัตช์ (Clutch Cover / Pressure Plate) ทำหน้าที่เป็นสปริงแผ่นกดแผ่นคลัตช์ให้แนบสนิทกับฟลายวีลตลอดเวลา และปลดแรงกดออกเมื่อเหยียบแป้นคลัตช์ ลูกปืนกดคลัตช์ (Release Bearing)… Continue reading ครัชรถยนต์คืออะไร สัญญาณเตือนคลัตช์หมด วิธีสังเกตและดูแล
เมื่อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คู่ใจของเราถูกใช้งานมาเป็นเวลาหลายปี สิ่งที่ผู้ครอบครองรถทุกคนต้องพบเจอเป็นประจำทุกปีก่อนการต่อภาษีประจำปี (ป้ายวงกลม) ก็คือขั้นตอนการตรวจสภาพรถ และเอกสารสำคัญที่ต้องได้รับมาก็คือ “ใบตรวจสภาพรถ” สำหรับใครที่รถเพิ่งมีอายุการใช้งานย่างเข้าสู่เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และสงสัยว่าใบตรวจสภาพรถคืออะไร ต้องไปตรวจที่ไหน ตรวจอะไรบ้าง และมีขั้นตอนการใช้งานอย่างไร บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลฉบับสมบูรณ์มาให้คุณเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจ ทำความรู้จักใบตรวจสภาพรถ เอกสารสำคัญคู่การต่อภาษีประจำปี ใบตรวจสภาพรถ (หรือใบรับรองการตรวจสภาพรถ) คือเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการจากสถานตรวจสภาพรถที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก ว่ายานพาหนะคันดังกล่าวมีสภาพความพร้อม แข็งแรง ปลอดภัยต่อการขับขี่บนท้องถนน และไม่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด โดยสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่ “สถานตรวจสภาพรถเอกชน” (ตรอ.) ที่มีป้ายสัญลักษณ์ฟันเฟืองสีฟ้า หรือที่สำนักงานขนส่งจังหวัด รถประเภทไหนบ้างที่ต้องตรวจสภาพก่อนต่อภาษี กฎหมายกำหนดเกณฑ์อายุของยานพาหนะที่ต้องผ่านการตรวจสภาพรถก่อนชำระภาษีประจำปีไว้ดังนี้ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุก (อายุครบ 7 ปีขึ้นไป) ได้แก่ รถเก๋ง รถกระบะ 4 ประตู รถกระบะบรรทุก และรถ SUV ที่มีอายุการใช้งานนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกครบ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จะต้องนำรถเข้าตรวจสภาพทุกปีก่อนต่อภาษี รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (อายุครบ 5 ปีขึ้นไป) รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกครบ 5 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ต้องผ่านการตรวจสภาพก่อนต่อภาษีประจำปีเช่นเดียวกัน เช็กลิสต์รายการที่ ตรอ. ตรวจสอบ… Continue reading ใบตรวจสภาพรถคืออะไร ตรวจที่ไหนกี่ปีต้องตรวจ สรุปขั้นตอนต่อภาษี
เมื่อต้องแจ้งเปลี่ยนสีรถ ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายในกี่วัน ใช้เอกสารอะไรบ้าง มีขั้นตอนอย่างไร และมีโทษปรับเท่าไหร่หากไม่ดำเนินการตามกำหนด