การเปลี่ยนสีรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการทำสีใหม่ทั้งคันเพื่อความสวยงาม เสริมดวงชะตาตามหลักฮวงจุ้ย หรือการติดสติกเกอร์แร็ปเปลี่ยนสีรถ (Car Wrap) ยอดนิยมในกลุ่มคนรักรถ ถือเป็นสิทธิ์ที่เจ้าของรถสามารถทำได้ ทว่าในแง่ของกฎหมายจราจรและทะเบียนยานพาหนะ สีรถถือเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ คำถามสำคัญที่เจ้าของรถต้องรู้ให้ชัดเจนคือ “เปลี่ยนสีรถต้องแจ้งภายในกี่วัน” หากไม่แจ้งจะมีโทษปรับเท่าไหร่ และมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไร บทความนี้ได้สรุปข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติมาให้ครบถ้วน
ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 13 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “รถใดที่จดทะเบียนแล้ว หากมีการเปลี่ยนสีรถให้แตกต่างไปจากที่จดทะเบียนไว้ เจ้าของรถต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เปลี่ยนสีรถนั้น” หากเจ้าของรถละเลยหรือไม่ดำเนินการแจ้งภายในระยะเวลา 7 วัน จะมีโทษปรับตามมาตรา 60 สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท
กรมการขนส่งทางบกมีเกณฑ์การพิจารณาสัดส่วนของสีรถที่เปลี่ยนไป ดังนี้
ไม่ว่าจะพ่นสีใหม่ทั้งคัน หรือแร็ปสติกเกอร์เปลี่ยนสีรถทั้งคัน จะต้องแจ้งเปลี่ยนสีต่อนายทะเบียนขนส่งทุกกรณี
หากมีการเปลี่ยนสีเฉพาะจุด เช่น ฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงท้าย และหลังคา ซึ่งเมื่อคำนวณพื้นที่รวมกันแล้ว “เกิน 30% ของพื้นที่ตัวถังทั้งหมด” ต้องแจ้งเปลี่ยนเป็นรถสองสี (ทูโทน เช่น ขาว-ดำ หรือ แดง-ดำ)
หากเปลี่ยนสีเพียงจุดเล็กๆ เช่น เปลี่ยนสปอยเลอร์ ครอบกระจกมองข้าง หรือคิ้วกันชน ซึ่งมีพื้นที่รวมกันไม่เกิน 30% ของตัวรถ ไม่จำเป็นต้องแจ้งต่อนายทะเบียนขนส่ง
การดำเนินการสามารถทำได้ที่สำนักงานขนส่งที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. เล่มสมุดคู่มือจดทะเบียนรถตัวจริง (หากติดไฟแนนซ์ ต้องติดต่อขอเล่มทะเบียนตัวจริงออกมาดำเนินการ)
2. บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริงของเจ้าของรถ
3. ใบเสร็จรับเงินหรือใบรับรองจากอู่ทำสี หรือร้านแร็ปสติกเกอร์ (เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันวันที่ทำสีเสร็จ)
4. แบบคำขอแก้ไขเพิ่มเติมรายการในทะเบียน (รับได้ที่สำนักงานขนส่ง)
ขับรถคันที่เปลี่ยนสีเข้าไปยังช่องตรวจสภาพรถ ณ สำนักงานขนส่ง จากนั้นยื่นเอกสาร ชำระค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 105 – 125 บาท (ค่าตรวจสภาพ 50 บาท, ค่าคำขอ 5 บาท, ค่าแก้ไขรายการ 50 บาท) นายทะเบียนจะทำการบันทึกสีใหม่ลงในเล่มทะเบียนรถตัวจริงทันที
จุดสำคัญที่สุดที่หลายคนมักลืมหลังจากแจ้งเปลี่ยนสีที่ขนส่งแล้ว คือ “การแจ้งบริษัทประกันภัยรถยนต์” เพราะในกรมธรรม์ประกันรถยนต์ จะมีการระบุสีรถเดิมเอาไว้ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นแต่สีรถจริงไม่ตรงกับข้อมูลในกรมธรรม์ อาจทำให้ขั้นตอนการตรวจสอบและเคลมประกันเกิดความล่าช้า ดังนั้น เมื่อได้เล่มทะเบียนที่อัปเดตสีใหม่แล้ว ให้ส่งเอกสารให้บริษัทประกันเพื่อทำการสลักหลังแก้ไขข้อมูลทันที ซึ่งหากคุณทำประกันรถยนต์ออนไลน์กับ insurverse คุณสามารถแจ้งอัปเดตข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ให้ถูกต้องครบถ้วน ช่วยให้คุณขับขี่รถสีใหม่คันโปรดได้อย่างมั่นใจ สบายใจ และคุ้มครองต่อเนื่องในทุกเส้นทาง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความสนุกของการขับขี่รถยนต์เกียร์ธรรมดา (เกียร์กระปุก) หรือผู้ที่ใช้รถกระบะบรรทุกในการทำงาน อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่เท้าซ้ายต้องสัมผัสอยู่ตลอดเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ก็คือ “ครัชรถ” หรือ “คลัตช์” (Clutch) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกำลังระหว่างเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง เมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง คลัตช์ย่อมมีการสึกหรอตามธรรมชาติ หากปล่อยปละละเลยจนคลัตช์หมดสนิท รถอาจหมดแรงวิ่งขึ้นทางชันหรือเข้าเกียร์ไม่ได้กลางถนน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักการทำงานของคลัตช์ สัญญาณเตือนคลัตช์หมด และวิธีขับขี่ถนอมคลัตช์ให้อยู่ได้ยาวนาน ครัชรถยนต์คืออะไร ทำหน้าที่อะไรในระบบขับเคลื่อน คลัตช์รถยนต์ (Clutch) คืออุปกรณ์ตัดและต่อกำลังระหว่างล้อช่วยแรง (Flywheel) ของเครื่องยนต์กับเพลาเกียร์ โดยเมื่อเราเหยียบแป้นคลัตช์ ชุดคลัตช์จะแยกตัวออกจากล้อช่วยแรงเพื่อตัดการส่งกำลัง ทำให้เราสามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้อย่างนุ่มนวล และเมื่อเราค่อยๆ ปล่อยแป้นคลัตช์ แผ่นคลัตช์จะประกบเข้ากับล้อช่วยแรงอีกครั้งเพื่อส่งถ่ายแรงบิดขับเคลื่อนล้อรถยนต์ให้วิ่งไปข้างหน้า 3 ชิ้นส่วนหลักของชุดคลัตช์รถยนต์ที่ทำงานร่วมกัน ชุดคลัตช์ประกอบด้วย 3 ชิ้นส่วนสำคัญที่ทำงานประสานกันอย่างแม่นยำ ได้แก่ จานคลัตช์ หรือแผ่นคลัตช์ (Clutch Disc) มีลักษณะเป็นแผ่นกลมที่บุด้วยผ้าคลัตช์ (วัสดุเสียดทานทนความร้อนสูง) ทำหน้าที่ประกบติดกับล้อช่วยแรงเพื่อถ่ายทอดแรงบิด เป็นชิ้นส่วนหลักที่เกิดการสึกหรอเมื่อใช้งาน หวีคลัตช์ หรือจานกดคลัตช์ (Clutch Cover / Pressure Plate) ทำหน้าที่เป็นสปริงแผ่นกดแผ่นคลัตช์ให้แนบสนิทกับฟลายวีลตลอดเวลา และปลดแรงกดออกเมื่อเหยียบแป้นคลัตช์ ลูกปืนกดคลัตช์ (Release Bearing)… Continue reading ครัชรถยนต์คืออะไร สัญญาณเตือนคลัตช์หมด วิธีสังเกตและดูแล
เมื่อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คู่ใจของเราถูกใช้งานมาเป็นเวลาหลายปี สิ่งที่ผู้ครอบครองรถทุกคนต้องพบเจอเป็นประจำทุกปีก่อนการต่อภาษีประจำปี (ป้ายวงกลม) ก็คือขั้นตอนการตรวจสภาพรถ และเอกสารสำคัญที่ต้องได้รับมาก็คือ “ใบตรวจสภาพรถ” สำหรับใครที่รถเพิ่งมีอายุการใช้งานย่างเข้าสู่เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และสงสัยว่าใบตรวจสภาพรถคืออะไร ต้องไปตรวจที่ไหน ตรวจอะไรบ้าง และมีขั้นตอนการใช้งานอย่างไร บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลฉบับสมบูรณ์มาให้คุณเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจ ทำความรู้จักใบตรวจสภาพรถ เอกสารสำคัญคู่การต่อภาษีประจำปี ใบตรวจสภาพรถ (หรือใบรับรองการตรวจสภาพรถ) คือเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการจากสถานตรวจสภาพรถที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก ว่ายานพาหนะคันดังกล่าวมีสภาพความพร้อม แข็งแรง ปลอดภัยต่อการขับขี่บนท้องถนน และไม่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด โดยสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่ “สถานตรวจสภาพรถเอกชน” (ตรอ.) ที่มีป้ายสัญลักษณ์ฟันเฟืองสีฟ้า หรือที่สำนักงานขนส่งจังหวัด รถประเภทไหนบ้างที่ต้องตรวจสภาพก่อนต่อภาษี กฎหมายกำหนดเกณฑ์อายุของยานพาหนะที่ต้องผ่านการตรวจสภาพรถก่อนชำระภาษีประจำปีไว้ดังนี้ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุก (อายุครบ 7 ปีขึ้นไป) ได้แก่ รถเก๋ง รถกระบะ 4 ประตู รถกระบะบรรทุก และรถ SUV ที่มีอายุการใช้งานนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกครบ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จะต้องนำรถเข้าตรวจสภาพทุกปีก่อนต่อภาษี รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (อายุครบ 5 ปีขึ้นไป) รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกครบ 5 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ต้องผ่านการตรวจสภาพก่อนต่อภาษีประจำปีเช่นเดียวกัน เช็กลิสต์รายการที่ ตรอ. ตรวจสอบ… Continue reading ใบตรวจสภาพรถคืออะไร ตรวจที่ไหนกี่ปีต้องตรวจ สรุปขั้นตอนต่อภาษี
เคยวางน้ำหอมปรับอากาศไว้ในรถจนกลิ่นตีกับกลิ่นอาหาร หรือล้างแอร์แล้วแต่กลิ่นอับชื้นก็ยังไม่หายไปหรือไม่? ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ เชื้อรา และแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในห้องโดยสารและระบบท่อแอร์ เป็นสิ่งที่สร้างความรำคาญใจและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของคนมีรถเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในวิธียอดนิยมของศูนย์คาร์แคร์ยุคใหม่ในการแก้ปัญหานี้คือ “การอบโอโซนรถ” สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าการอบโอโซนคืออะไร ช่วยดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคได้จริงไหม และมีความปลอดภัยเพียงใด บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกคำตอบอย่างรอบด้าน การอบโอโซนรถยนต์คืออะไร ทำงานอย่างไรในห้องโดยสาร การอบโอโซนรถยนต์ (Car Ozone Treatment) คือการใช้เครื่องกำเนิดก๊าซโอโซน (Ozone Generator) แปลงก๊าซออกซิเจน (O2) ในอากาศให้กลายเป็น “ก๊าซโอโซน” (O3) ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ที่รุนแรง โดยอะตอมของออกซิเจนส่วนเกินจะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส และเข้าสลายโครงสร้างโมเลกุลของสารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับจนแตกสลายไปอย่างหมดจด จากนั้นก๊าซโอโซนจะสลายตัวกลับคืนเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ภายในเวลาไม่นาน 4 ประโยชน์สำคัญของการอบโอโซนรถยนต์ การทำความสะอาดด้วยโอโซนมีข้อดีเหนือกว่าการใช้น้ำหอมปรับอากาศทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้ กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์อย่างลึกซึ้งถึงต้นตอ โอโซนสามารถแทรกซึมเข้าไปตามเส้นใยเบาะผ้า พรมปูพื้น เพดานรถ และซอกมุมต่างๆ เพื่อทำลายโมเลกุลกลิ่นฝังแน่น เช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอาหาร กลิ่นอับชื้น กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นสัตว์เลี้ยง แทนที่จะเป็นเพียงการเอากลิ่นหอมไปกลบกลิ่นเหม็น ฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส… Continue reading อบโอโซนรถยนต์คืออะไร ดับกลิ่นอับฆ่าเชื้อโรค ดีจริงไหมข้อควรรู้