ท่ามกลางสภาวะอากาศร้อนและแสงแดดแรงของเมืองไทย ผู้ใช้รถส่วนมากจึงเลือกที่จะติดฟิล์มกรองแสงเพื่อลดความร้อนและป้องกันรังสี UV จากแสงแดด อีกทั้งเพิ่มความเป็นส่วนตัว แต่ว่าควรจะเลือกฟิล์มที่มีระดับความเข้มขนาดไหนถึงจะสามารถกันแดดได้โดยไม่ทำให้ทัศนวิสัยการขับรถแย่ และควรเลือกฟิล์มยังไงให้เหมาะกับรถของคุณ วันนี้ insurverse จะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมเช็กราคาติดฟิล์มรถยนต์ล่าสุดกัน
ก่อนจะไปเช็กราคาติดฟิล์มรถยนต์ ลองมาทำความรู้จักกับประเภทของฟิล์มติดรถยนต์กันก่อน โดยฟิล์มติดรถยนต์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันมีด้วยกัน 5 ประเภท ดังนี้
ฟิล์มติดรถยนต์แบบธรรมดา ราคาไม่สูงมาก เน้นป้องกันแสงแดดและรังสี UV แต่ลดความร้อนได้ไม่ดีนัก และอายุการใช้งานค่อนข้างสั้น
ฟิล์มติดรถยนต์ลักษณะเงาวาว มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนได้ดี ป้องกันรอยขีดข่วนต่าง ๆ ได้ แต่เนื่องจากฟิล์มเคลือบโลหะทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในรถรับสัญญาณภายนอกได้ไม่ดี
ฟิล์มติดรถยนต์แบบย้อมสีมีส่วนผสมของโลหะ มีคุณสมบัติช่วยกรองแสงและป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี แต่มีราคาค่อนข้างสูง
ฟิล์มติดรถยนต์แบบผิวด้าน มีส่วนผสมของอนุภาคคาร์บอน มีคุณสมบัติช่วยเก็บความร้อนได้ดี เหมาะกับเมืองหนาว
ฟิล์มติดรถยนต์ที่ได้รับความนิยมมาก มีคุณสมบัติป้องกันแสงแดดและลดความร้อนได้ดี อายุการใช้งานค่อนข้างนาน แต่มีราคาสูงกว่าฟิล์มชนิดอื่น ๆ
ระดับความเข้มของฟิล์มติดรถยนต์จะแบ่งตามเปอร์เซ็นต์ความเข้มได้ 3 ระดับ ได้แก่ 40% 60% และ 80% ยิ่งเปอร์เซ็นต์มากระดับความเข้มก็ยิ่งมาก
การเลือกติดฟิล์มรถยนต์นอกจากจะต้องพิจารณาเรื่องราคาติดฟิล์มรถยนต์แล้ว ยังต้องพิจารณาคุณสมบัติด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อให้ได้ฟิล์มที่มีคุณสมบัติเหมาะกับรถของคุณ
ยิ่งฟิล์มมีเปอร์เซ็นต์ความเข้มมากก็ยิ่งกรองแสงได้ดี แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ทัศนวิสัยการขับรถเหลือน้อยลงด้วย ด้วยเหตุนี้เจ้าของรถหลายคนจึงเลือกติดฟิล์มโดยใช้สูตร 60:80 หมายความว่าติดฟิล์มกระจกหน้าและหลัง 60% ติดฟิล์มกระจกประตู 4 ด้าน 80%
ฟิล์มติดรถยนต์ที่มีคุณภาพควรมีคุณสมบัติช่วยกรองแสงและป้องกันรังสี UV ได้ไม่ต่ำกว่า 90 – 99% และควรเลือกฟิล์มที่มีค่าสัมประสิทธิ์การบังแดดน้อยกว่า 0.8 จะช่วยป้องกันแสงแดดได้ดียิ่งขึ้น
ฟิล์มกรองแสงบางรุ่นมาพร้อมคุณสมบัติพิเศษ เช่น ช่วยป้องกันรอยขีดข่วน หรือป้องกันไม่ให้กระจกแตกกระจายเมื่อถูกกระแทกหรือเกิดอุบัติเหตุ ลดโอกาสที่คุณจะได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจก เป็นต้น
เนื่องจากฟิล์มกรองแสงเป็นสินค้าที่ค่อนข้างมีราคาจึงควรเลือกซื้อกับร้านหรือตัวแทนจำหน่ายที่มีความน่าเชื่อถือ มีฟิล์มให้เลือกหลายยี่ห้อ และมีการรับประกันหลังการขาย
สำหรับราคาติดฟิล์มรถยนต์จะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่ ชนิดของฟิล์ม ขนาดของรถยนต์ และประสบการณ์ของช่างหรือชื่อเสียงของร้าน แต่โดยทั่วไปการติดฟิล์มแบบปรอทกรอบรถเก๋งขนาดกลางทั้งคันจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 7,000 – 8,000 บาท หากเป็นรถขนาดใหญ่ เช่น รถ SUV หรือรถ VAN ก็จะอยู่ที่ราว 9,000 – 12,000 บาท หรือหากเป็นการติดฟิล์มประสิทธิภาพสูงอย่างฟิล์มเซรามิคจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 10,000 บาท หากเป็นรถขนาดใหญ่ เช่น รถ SUV หรือรถ VAN จะอยู่ที่ 15,000 – 20,000 บาท
ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับฟิล์มติดรถยนต์ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เจ้าของรถคนไหนที่สงสัยว่าราคาติดฟิล์มรถยนต์อยู่ที่เท่าไหร่ก็น่าจะได้คำตอบกันแล้ว และสำหรับใครที่อยากเพิ่มความอุ่นใจในการใช้รถยนต์ นอกจากการติดฟิล์มกรองแสงให้รถของตัวเองแล้ว การทำ ประกันรถยนต์ชั้น 1 ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจในการใช้รถยนต์ให้คุณได้ หรือหากใครที่มีงบประมาณจำกัด กลัวว่าจะจ่ายเบี้ยประกันไม่ไหวก็สามารถเลือกทำ ประกันรถยนต์ชั้น 2+ ที่ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 แต่ค่าเบี้ยประกันถูกกว่าได้เช่นกัน เพียงเท่านี้ก็ใช้รถได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ในยามค่ำคืนหรือช่วงเวลาที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากฝนตกหนักและหมอกควัน ไฟหน้ารถยนต์ คืออุปกรณ์ความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของยานพาหนะ เพราะทำหน้าที่ส่องสว่างเส้นทางข้างหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสิ่งกีดขวาง ป้ายจราจร และคนเดินถนนได้อย่างชัดเจน สำหรับคนรักรถที่กำลังสงสัยว่า ไฟหน้ารถยนต์ในปัจจุบันมีกี่ประเภท? หลอด Halogen, LED และ Xenon แตกต่างกันอย่างไร? หากโคมไฟหน้าเหลืองขุ่นมัวจะแก้ไขได้อย่างไร? และมีข้อกฎหมายการเปลี่ยนไฟหน้ารถอย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย บทความนี้รวบรวมคำตอบฉบับสมบูรณ์มาให้คุณแล้ว ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่ประเภท? เปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดของแต่ละแบบ เทคโนโลยีไฟหน้ารถยนต์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก: 1. หลอดฮาโลเจน (Halogen): ไฟหน้ารถยนต์ดั้งเดิม ราคาประหยัด ทนทาน เป็นหลอดไฟมาตรฐานที่ใช้ในรถยนต์มาอย่างยาวนาน ทำงานโดยใช้ไส้หลอดทังสเตนบรรจุก๊าซฮาโลเจน ให้แสงสีเหลืองนวล (ประมาณ 3,000 – 4,300 Kelvin) มีข้อดีคือราคาถูก เปลี่ยนง่าย ทัศนวิสัยดีเมื่อขับลุยฝนหรือหมอกหนา แต่กินไฟและมีความร้อนสะสมสูง 2. หลอดซีนอน (HID / Xenon): สว่างสูง แสงพุ่งไกล แต่ต้องมีโปรเจกเตอร์ ทำงานโดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านก๊าซซีนอน ให้แสงสว่างมากกว่าหลอดฮาโลเจนถึง 2-3 เท่า… Continue reading ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่แบบ? เจาะลึก Halogen LED Xenon วิธีดูแลรักษา และกฎหมายดัดแปลงไฟหน้า
ในยุคที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวนและกระแสรักษ์โลกกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) ได้กลายมาเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมอันดับต้นๆ ของผู้ใช้รถในไทย เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานความประหยัดและความสะดวกสบายเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สำหรับคนที่กำลังวางแผนซื้อรถคันใหม่และสงสัยว่า รถยนต์ไฮบริดคืออะไร? ระบบไฮบริดแบบ HEV และ PHEV แตกต่างกันอย่างไร? ประหยัดน้ำมันจริงไหม? แบตเตอรี่ไฮบริดทนทานแค่ไหน? และมีแนวทางการเลือกซื้อประกันภัยอย่างไร บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกข้อมูลก่อนตัดสินใจ รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Car) คืออะไร? ทำงานอย่างไร หลักการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า ความแตกต่างระหว่าง HEV (Full Hybrid), PHEV (Plug-in Hybrid) และ MHEV (Mild Hybrid) ข้อดีและข้อจำกัดของรถยนต์ไฮบริดที่ควรรู้ก่อนซื้อ จุดเด่น: ประหยัดน้ำมัน อัตราเร่งออกตัวเงียบเรียบ ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ ข้อจำกัด: ค่าตัวรถเริ่มต้นสูงกว่า ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่และการซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ไฮบริดให้มีอายุการใช้งานยาวนาน การเลือกทำประกันภัยสำหรับรถยนต์ไฮบริด เนื่องจากรถยนต์ไฮบริดมีชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงและแบตเตอรี่ที่มีมูลค่า การเลือกทำ ประกันรถยนต์ ชั้น 1 ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งตัวรถ แบตเตอรี่ไฮบริด… Continue reading รถยนต์ไฮบริด คืออะไร? เจาะลึกข้อดี ข้อจำกัด การดูแลรักษา และความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจซื้อ
เมื่อมีการซื้อขายรถยนต์มือสอง การส่งมอบรถให้คนในครอบครัว หรือการรับมรดกรถยนต์ ขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือการ โอนรถยนต์ เพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ถือกกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถให้ถูกต้องตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวซื้อขายหรือส่งมอบรถ และสงสัยว่าการโอนรถยนต์ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? ค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์คิดอย่างไร? โอนตรงกับโอนลอยต่างกันอย่างไร? บทความนี้ได้รวบรวมคู่มือสรุปขั้นตอนการโอนรถยนต์แบบเข้าใจง่ายมาให้ครบถ้วนในที่เดียว การโอนรถยนต์ คืออะไร? มีกี่รูปแบบที่ควรรู้ 1. การโอนรถยนต์แบบโอนตรง (ไปทำเรื่องพร้อมกันที่สำนักงานขนส่ง) คือการที่ผู้โอน (ผู้ขาย) และผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) เดินทางไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์และนำรถเข้าตรวจสภาพพร้อมกัน ณ สำนักงานขนส่งทางบกที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่ เป็นวิธีที่ปลอดภัยและเสร็จสิ้นขั้นตอนทันที 2. การโอนลอย (เซ็นเอกสารมอบอำนาจให้ผู้ซื้อไปโอนเอง) และข้อควรระวัง คือการที่ผู้ขายเซ็นชื่อในแบบคำขอโอนและหนังสือมอบอำนาจ พร้อมมอบเล่มทะเบียนและสำเนาบัตรประชาชนให้ผู้ซื้อไปดำเนินการโอนเองในภายหลัง ข้อควรระวังสำหรับผู้ขายคือ หากผู้ซื้อไม่ยอมไปโอนรถและนำรถไปทำผิดกฎหมายหรือเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขายเดิมอาจยังต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนรถยนต์ เอกสารสำหรับผู้โอน (ผู้ขาย) เอกสารสำหรับผู้รับโอน (ผู้ซื้อ) 4 ขั้นตอนการโอนรถยนต์ ณ สำนักงานขนส่งทางบก 1. ยื่นเอกสารและนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ อาคารตรวจสภาพรถ ขับรถยนต์เข้าช่องตรวจสภาพเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของหมายเลขตัวถัง หมายเลขเครื่องยนต์ และสภาพรถทั่วไป 2. ยื่นเรื่องขอโอนกรรมสิทธิ์และตรวจสอบความถูกต้อง นำผลตรวจสภาพพร้อมชุดเอกสารโอนรถยื่นที่เคาน์เตอร์ฝ่ายทะเบียน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและประเมินราคารถ 3.… Continue reading โอนรถยนต์ ต้องใช้อะไรบ้าง? สรุปขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าธรรมเนียมฉบับอัปเดต