ในยุคดิจิทัลที่บริการภาครัฐหันมาให้บริการผ่านระบบออนไลน์อย่างแพร่หลาย หลายคนที่ใบขับขี่รถยนต์ใกล้หมดอายุอาจเคยได้ยินข่าวเรื่อง “ต่อใบขับขี่ออนไลน์ไม่ต้องไปขนส่ง” สามารถรับใบขับขี่ส่งตรงถึงบ้านได้เลย จนเกิดความสงสัยว่าเรื่องนี้เริ่มทำได้จริงหรือยัง หรือเป็นเพียงกลโกงของมิจฉาชีพ เพื่อให้คุณไม่เสียเงินฟรีและไม่ทำผิดกฎหมาย บทความนี้จะพาคุณไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามความคืบหน้าล่าสุดของกรมการขนส่งทางบก พร้อมสรุปขั้นตอนการต่อใบขับขี่ออนไลน์ที่สะดวกรวดเร็วและถูกต้อง 100%
คำตอบที่ชัดเจนตามข้อมูลล่าสุดคือ “ปัจจุบันยังต้องไปขนส่ง แต่กรมการขนส่งทางบกกำลังเตรียมเปิดระบบต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์ 100% ซึ่งคาดว่าจะเริ่มให้บริการในเดือนธันวาคม 2569” โดยเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลใบรับรองแพทย์กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ขอต่ออายุที่มีอายุไม่เกิน 55 ปีบริบูรณ์ และใบขับขี่ขาดต่ออายุไม่เกิน 1 ปี สามารถตรวจสมรรถภาพทางสายตากับแพทย์ที่สถานพยาบาล แล้วดำเนินการยื่นต่ออายุผ่านระบบออนไลน์พร้อมรอรับบัตรทางไปรษณีย์ได้ อย่างไรก็ตาม กำหนดการดังกล่าวยังเป็นแผนที่ต้องรอประกาศเปิดใช้อย่างเป็นทางการ ดังนั้นผู้ที่ใบขับขี่ใกล้หมดอายุในช่วงนี้จึงยังต้องเดินทางไปดำเนินการที่สำนักงานขนส่งตามปกติ และหากพบเห็นโฆษณาบนโซเชียลมีเดียที่อ้างว่า “รับทำหรือต่อใบขับขี่ออนไลน์โดยไม่ต้องไปขนส่ง ไม่ต้องตรวจร่างกาย ไม่ต้องอบรม” ให้มั่นใจได้ทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพและบัตรที่ได้จะเป็นบัตรปลอม ซึ่งการนำไปใช้มีโทษทางอาญาข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม
แม้ในปัจจุบันจะต้องเดินทางไปขนส่งและยังต้องรอระบบต่ออายุออนไลน์ครบวงจรเปิดให้บริการ แต่ระบบออนไลน์ของกรมการขนส่งทางบกในตอนนี้ก็ช่วยให้คุณประหยัดเวลาไปได้มากกว่าครึ่ง โดยสิ่งที่สามารถทำออนไลน์ล่วงหน้าได้จากที่บ้าน ได้แก่
เข้าเว็บไซต์ www.dlt-elearning.comเพื่อลงทะเบียนและรับชมวิดีโออบรมกฎจราจร (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงสำหรับการต่ออายุ 5 ปีเป็น 5 ปี) พร้อมตอบคำถามระหว่างคลิป เมื่อผ่านการอบรมจะได้รับหนังสือรับรองอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีอายุการใช้งาน 6 เดือนนับจากวันที่ผ่านการอบรม ทั้งนี้ การอบรมผ่านเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าต่ออายุใบขับขี่เสร็จแล้ว ผู้ใช้บริการยังต้องนำผลไปยื่นที่ขนส่งตามขั้นตอนต่อไป
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue เพื่อเลือกสำนักงานขนส่ง วันที่ และรอบเวลาที่สะดวก โดยเมื่อไปถึงขนส่งตามเวลานัดหมายจะสามารถยื่นเอกสารได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคิวนาน
เมื่อไปถึงสำนักงานขนส่งตามคิวที่จองไว้ คุณจะใช้เวลาเพียง 15 – 30 นาทีในการดำเนินการขั้นตอนสุดท้าย
ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกได้ปรับเกณฑ์เพื่อลดขั้นตอน โดยยกเลิกการทดสอบการมองเห็นสี (ตาบอดสี) สำหรับผู้ที่มาต่ออายุใบขับขี่ (ทดสอบเฉพาะผู้ขอรับใบขับขี่ครั้งแรกเท่านั้น) ส่วนรายการทดสอบอื่นจะแบ่งตามเกณฑ์อายุและวันหมดอายุ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุไม่เกิน 55 ปีบริบูรณ์และใบขับขี่หมดอายุไม่เกิน 1 ปี จะทดสอบเฉพาะสายตาทางกว้างและสายตาทางลึกโดยไม่ต้องทดสอบปฏิกิริยาทางเท้า แต่หากเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปีบริบูรณ์ หรือใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี (ไม่ว่าจะอายุเท่าใด) จะต้องทดสอบทั้งปฏิกิริยาทางเท้า สายตาทางกว้าง และสายตาทางลึก
ชำระค่าธรรมเนียมตามประเภทใบขับขี่ (เช่น ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล 5 ปี รวมค่าคำขอและค่าถ่ายรูป 505 บาท)
ถ่ายรูปดิจิทัล พิมพ์บัตรสมาร์ทการ์ด และรับใบขับขี่ใบใหม่กลับบ้านได้ทันที
สิ่งที่ต้องพกติดตัวไปสำนักงานขนส่งในวันนัดหมายมีเพียง 4 อย่าง ได้แก่:
การมีใบขับขี่ที่ถูกต้องและยังไม่หมดอายุ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับขี่ที่ถูกกฎหมายและการเคลมประกันรถยนต์ เพราะตามเงื่อนไขของประกันรถยนต์ หากผู้ขับขี่ไม่มีใบขับขี่เลย ประกันจะไม่คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถคันเอาประกันภัย และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในทุกการเดินทางถ้าสนใจทำประกันประกันรถยนต์ออนไลน์กับ insurverse พร้อมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ สามารถเช็คเบี้ยประกันรถยนต์ได้ที่นี่เลย
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
เวลาที่เรามองหารถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่สำหรับครอบครัวที่มีเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง และมีตัวถังยกสูงพร้อมลุยทุกสภาพถนน คำศัพท์ที่เราจะได้ยินบ่อยที่สุดในวงการยานยนต์ไทยก็คือคำว่า “รถ PPV” และ “รถ SUV” ซึ่งทั้งสองประเภทมีรูปลักษณ์ภายนอกที่คล้ายคลึงกันมากจนทำให้หลายคนเกิดความสับสนว่าแท้จริงแล้ว “รถ ppv คือ” อะไรกันแน่ และมีความแตกต่างจากรถ SUV อย่างไร บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกโครงสร้าง จุดเด่น ข้อดีข้อเสีย เพื่อช่วยให้คุณเลือกรถที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด รถ PPV คืออะไร ทำไมถึงได้รับความนิยมสูงในเมืองไทย รถ PPV ย่อมาจากคำว่า “Pick-up Passenger Vehicle” คือรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ถูกพัฒนาและดัดแปลงโครงสร้างมาจาก “รถกระบะ” (Pick-up Truck) โดยนำพื้นฐานแชสซีส์และเครื่องยนต์ดีเซลอันทรงพลังของรถกระบะมาออกแบบตัวถังใหม่ให้มีห้องโดยสารปิดทึบเชื่อมต่อกันทั้งหมด พร้อมติดตั้งเบาะนั่ง 3 แถว รองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่ง และปรับปรุงระบบช่วงล่างด้านหลังให้เป็นแบบคอยล์สปริงเพื่อเพิ่มความนุ่มนวลในการโดยสาร ตัวอย่างรุ่นยอดนิยมในไทย เช่น Toyota Fortuner, Isuzu MU-X, Ford Everest และ… Continue reading รถ PPV คืออะไร ต่างจาก SUV อย่างไร สรุปจุดเด่นก่อนซื้อ
อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ขับขี่คนใดอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอุบัติเหตุรุนแรงที่มีผู้สูญเสียชีวิต ซึ่งนอกจากความสูญเสียทางจิตใจและภาระค่าสินไหมทดแทนแล้ว ผู้ขับขี่ยังต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีทางกฎหมายอาญาอีกด้วย คำถามสำคัญที่ผู้ใช้รถทุกคนควรรู้ไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติในการขับขี่ด้วยความระมัดระวังก็คือ “ขับรถชนคนตายติดคุกกี่ปี” คดีประเภทนี้สามารถเจรจายอมความได้หรือไม่ และประกันภัยรถยนต์จะเข้ามาช่วยเหลือในขั้นตอนใดบ้าง บทความนี้ได้สรุปข้อกฎหมายและสิทธิความคุ้มครองที่สำคัญมาให้เข้าใจอย่างครบถ้วน ขับรถชนคนตายติดคุกกี่ปี เช็กอัตราโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ในทางกฎหมาย อุบัติเหตุรถยนต์ชนคนเสียชีวิตโดยที่ผู้ขับขี่ไม่ได้มีเจตนาฆ่า จะถูกดำเนินคดีในฐานความผิดเรื่องความประมาทและกฎหมายจราจร โดยมีอัตราโทษดังนี้ ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (มาตรา 291) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท” กรณีเมาแล้วขับชนคนเสียชีวิต โทษหนักขึ้นอย่างไร ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) แล้วขับรถชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย จะมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท รวมถึงถูกศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ คดีขับรถชนคนตาย ยอมความได้ไหม และมีโอกาสรอลงอาญาหรือไม่ ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย… Continue reading ขับรถชนคนตายติดคุกกี่ปี สรุปข้อกฎหมายจราจร พร้อมความคุ้มครอง
พฤติกรรมมักง่ายบนท้องถนนที่สร้างความเดือดร้อนและเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุร้ายแรงอยู่บ่อยครั้งก็คือ “การขับรถย้อนศร” ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ที่ลักไก่ขับสวนเลนเพื่อย่นระยะทางกลับรถ นอกจากจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายจราจรอย่างชัดเจนแล้ว ยังก่อให้เกิดคำถามสำคัญในหมู่ผู้ใช้รถว่า ปัจจุบันกฎหมายกำหนดโทษปรับขับรถย้อนศรไว้เท่าไหร่ และหากเราขับรถมาตามทางปกติแล้วพุ่งชนรถที่ขับย้อนศรมา เราจะต้องกลายเป็นฝ่ายผิดหรือประมาทร่วมหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบทางกฎหมายที่ชัดเจนมาฝากกัน ขับรถย้อนศร มีโทษปรับเท่าไหร่ตามกฎหมายจราจรฉบับใหม่ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ได้มีการปรับเพิ่มอัตราโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนขับรถย้อนศรให้หนักขึ้นเพื่อป้องปรามอุบัติเหตุ โดยแบ่งเป็น 2 กรณีสำคัญดังนี้ ความผิดฐานขับรถย้อนศรทั่วไป (ปรับไม่เกิน 2,000 บาท) ตามมาตรา 41 กำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องขับรถไปตามทิศทางที่กำหนดไว้ในช่องเดินรถ การฝ่าฝืนขับรถย้อนศรมีโทษปรับตามกฎหมายใหม่ “สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท” (เพิ่มขึ้นจากกฎหมายเดิมที่ปรับไม่เกิน 500 บาท) และอาจถูกตัดคะแนนความประพฤติในการขับขี่ 1 คะแนน ความผิดฐานขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น หากเป็นการขับรถยนต์ย้อนศรบนถนนสายหลัก ทางหลวง หรือทางด่วนด้วยความเร็วสูง ซึ่งสร้างความหวาดเสียวและอันตรายร้ายแรงต่อผู้ใช้ทางคนอื่น อาจเข้าข่ายความผิดฐาน “ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น” ตามมาตรา 43(8) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คลายข้อสงสัย ขับรถมาทางตรงแล้วชนรถย้อนศร ใครเป็นฝ่ายผิด… Continue reading ขับรถย้อนศรปรับเท่าไหร่ สรุปกฎหมายจราจร เกิดอุบัติเหตุใครผิด