แบตรถยนต์หมด เป็นปัญหาของคนที่ขับรถมักเจอกันบ่อยครั้ง ถ้าใช้รถไปนานๆ แล้วลืมไปเลยว่า แบตรถยนต์เปลี่ยนครั้งล่าสุดไปตอนไหน วันดีคืนดีเกิดสตาร์ทไม่ติด รถดับกลางทาง อาการรถแบตหมด มันจะแสดงออกให้เราได้รู้ทันที แล้วแบตรถยนต์หมดต้องทำยังไง เรามาดูกัน นอกจากเปลี่ยนแบต ยังมีวิธีพ่วงแบตรถยนต์กันด้วยนะ
แบตรถยนต์ มีความสำคัญกับรถเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหัวใจหลักของรถยนต์เลย ใช้สำหรับเก็บกระแสไฟฟ้า เป็นแหล่งจ่ายไฟให้สตาร์ทรถติด ขับเคลื่อนรถไปได้ และยังจ่ายไฟไปให้อุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถ โดยปกติแล้ว แบตรถยนต์ จะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ตามประเภทของแบตเตอรี่ สูงสุดไม่เกิน 3 ปี ส่วนถ้าเป็นแบตเตอรี่แห้ง มักอยู่ได้ยาวนานถึง 5 ปี เลยทีเดียว
วิธีสังเกตอาการรถแบตหมด หรือแบตรถใกล้หมด เป็นเรื่องง่ายมาก ถ้าเกิดเจออาการเหล่านี้
หากสังเกตแล้วว่า แบตรถยนต์หมดแน่นอน ทำยังไงก็สตาร์ทไม่ติด ขั้นแรกให้ตั้งสติดีๆ และมองหาการชาร์จแบตโดยการพ่วงแบตก่อน เพราะบางทีอาจจะทำให้ขับไปต่อได้อีกสักระยะหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนแบตรถยนต์ก้อนใหม่ เรามาดูกันว่า วิธีพ่วงแบตรถยนต์ เมื่อเกิดอาการรถแบตหมด ต้องทำยังไงบ้าง
ไม่ว่าจะขับรถไปที่ไหน สิ่งที่ควรพกติดรถไว้เลยคือสายพ่วงแบตหรือสายจัมพ์แบต เพราะหากแบตหมดกะทันหัน สายพ่วงนี้จะช่วยให้รอดได้ โดยการขอพ่วงกับรถคันอื่น หรือพ่วงกับรถของช่างที่เรียกมาก็ได้
โดยเมื่อมีรถอีกคันที่มาช่วยพ่วงแบต ให้จอดรถหันหน้าเข้าหากัน เปิดฝากระโปรงหน้ารถ แล้วทำการดับเครื่องยนต์และปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อเตรียมต่อสายพ่วงแบต
ทำการต่อพ่วงระหว่างแบตเตอรี่รถยนต์ของทั้งสองคัน โดยให้สายพ่วงสีแดง ต่อเข้ากับขั้วบวกแบตของคันที่แบตหมด และนำปลายสีแดงของสายพ่วงอีกด้าน ต่อกับขั้วบวกแบตของคันที่มีแบตเตอรี่ หลังจากนั้น ให้นำสายพ่วงสีดำ พ่วงกับขั้วลบของแบตคันที่มาช่วย และสายพ่วงสีดำอีกด้าน ให้หนีบกับตัวถังรถไว้
เมื่อต่อพ่วงแบตเสร็จสมบูรณ์ในลักษณะที่ถูกต้องแล้ว ก็ให้สตาร์ทเครื่องยนต์ของคันที่มาช่วย ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 นาที และค่อยๆ เร่งคันเร่ง เพื่อให้ถ่ายเทประจุไฟฟ้า จากนั้น ลองดับเครื่อง และลองสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตหมด พร้อมเร่งเครื่องเบาๆ ไปด้วย โดยลองสตาร์ททิ้งไว้ไม่เกิน 1-2 นาที ถ้าแบตเตอรี่เพียงพอ รถจะสตาร์ทติด
โดยการถอดสสายพ่วงต้องทำเป็นขั้นตอน ให้เริ่มถอดสายสีดำ ที่หนีบตัวถังรถออกก่อน แล้วตามด้วยถอดสายสีดำจากขั้วลบแบตคันที่มาช่วย และเริ่มถอดสายสีแดงขั้วแบตคันที่มาช่วยออกต่อ สุดท้าย ให้ถอดสายสีแดงจากขั้วบวกแบตรถคันที่แบตหมดออก
เห็นไหมว่า แบตรถยนต์หมด ไม่ต้องตกใจ รถแบตหมด ก็แค่ต้องสังเกตอาการรถแบตหมดให้ดี ถ้ามั่นใจว่าแบตหมดแน่ ก็ทำการต่อพ่วงแบตกับรถคันอื่นก่อน เพียงเท่านี้ ก็ช่วยให้รถไปต่อได้แล้ว และถ้าแบตรถหมด ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ก็ต้องเปลี่ยน เพื่อความปลอดภัย อุ่นใจในการขับขี่ได้อย่างสบายใจ
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ