เมื่อมีแพลนจะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศก็อย่าลืมเตรียมแลกเงินต่างประเทศเอาไว้ก่อนเดินทางกันล่ะ ไม่เช่นนั้นอาจจะวิ่งวุ่นหาที่แลกเงินกันจนวินาทีสุดท้ายที่สนามบิน เราควรเตรียมตัวก่อนเดินทางจะดีกว่า มีเงินสดของประเทศนั้น ๆ ติดตัวไว้ยังไงก็อุ่นใจกว่ายามฉุกเฉินจะได้ควักใช้จ่ายได้คล่องตัว
การแลกเงินต่างประเทศนั้นมีเรื่องของอัตราการแลกเปลี่ยนเงินมาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เรทค่าเงินมีความผันผวนขึ้นลงได้ตลอดเวลา บางทีขึ้นลงเป็นรายชั่วโมงรายนาทีด้วยซ้ำ เราจึงต้องวางแผนการแลกเงินให้ดี ๆ ไม่เช่นนั้นอาจจะได้เรทค่าเงินที่แพงได้ บทความนี้เราเลยมีทริกและข้อควรรู้ก่อนวางแผนแลกเงินต่างประเทศเพื่อให้ได้เรทแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุด
การแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศนั้นเป็นรูปแบบธุรกรรมทางการเงินที่ต้องมีตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยที่เรานำเงินของเราไปซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินผ่านตัวกลาง ซึ่งก็จะมีความเกี่ยวข้องกับตลาดเงินตราต่างประเทศและอัตราการแลกเปลี่ยนที่ผันผวนตามกลไกเศรษฐกิจโลก เราจำเป็นจะต้องเลือกตัวกลาง แลกเงินต่างประเทศที่ให้เรทที่ดีที่สุดและปลอดภัย เพื่อการแลกเปลี่ยนเงินที่คุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งก่อนการตัดสินใจแลกเปลี่ยนเงินกับตัวกลางใด ๆ นั้น มีข้อควรรู้ ดังนี้
1.เปรียบเทียบเรทราคาแลกเงิน
ก่อนตัดสินใจแลกเงินต่างประเทศ อย่างแรกเลยเราจะต้องเช็กเปรียบเทียบเรทการแลกเปลี่ยนจากหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ เว็บไซต์ เพื่อเปรียบเทียบเรทราคากันอย่างละเอียดทั้งแบบซื้อและขาย เมื่อได้อแล้วให้เลือกที่ที่ให้เรทดีสุด ซึ่งเราสามารถแลกเปลี่ยนเงินได้ที่ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ หรือบูธแลกเปลี่ยนเงินเฉพาะของธนาคารที่จะอยู่ตามจุดต่าง ๆ รวมไปถึงร้านแลกเปลี่ยนเงินของเอกชนที่ได้รับอนุญาต
2.ดูความน่าเชื่อถือ
นอกจากจะเลือกแลกเงินต่างประเทศจากเรทราคาที่ดีและคุ้มค่าที่สุดแล้วยังจะต้องใส่ใจเลือกกับธนาคารหรือสถานรับแลกเปลี่ยนที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือ ต้องดูว่ามีรีวิวผู้ใช้บริการมากแค่ไหน มีสภาพคล่องทางการเงินดีไหม เพื่อที่เราจะได้มั่นใจในการแลกเปลี่ยนเงินของเรา
3.วางแผนเวลาแลกเปลี่ยน
อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรานั้นไม่มีความคงที่ ผันผวนตลอดแทบจะทั้งวัน ถ้าเลือกพลาดอาจจะได้ในอัตราแลกเปลี่ยนที่น้อยและไม่คุ้มค่าได้ แนะนำว่าให้เลือกแลกเงินในช่วงเช้า จะได้เรทราคาดีกว่าในช่วงบ่าย และควรหลีกเลี่ยงแลกเงินในวันหยุด เพราะตลาดเงินต่างประเทศมักจะหยุด ทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนแพงขึ้นได้
4.แลกเงินเท่าที่จำเป็น
เราจำเป็นจะต้องวางแผนการเงินของเราตลอดทั้งทริปว่าจะถือเงินสดประมาณเท่าไหร่ หรือถ้าจะแลกแบบออนไลน์ก็ให้เลือก fixed rate และจำนวนเงินที่ต้องการแลกเอาไว้เลย เพราะถ้าแลกเยอะก็อาจจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมได้ ในทางกลับกันหากแลกเงินแล้วใช้ไม่หมดต้องการจะขายแลกกลับก็อาจจะมีค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ได้
การแลกเงินต่างประเทศนั้นมีด้วยกันหลากหลายวิธี ดังนี้
1.แลกกับเคาน์เตอร์ธนาคารพาณิชย์
การแลกเงินต่างประเทศกับเคาน์เตอร์ธนาคารพาณิชย์เจ้าต่าง ๆ โดยเรานำเงินสดหรือถอนเงินจากบัญชีธนาคารแล้วแลกรับเป็นธนบัตรสกุลเงินในประเทศที่เราต้องการแลก ซึ่งวิธีนี้เราจำเป็นจะต้องติดต่อสอบถามกับทางธนาคารล่วงหน้า เพราะบางทีอาจจะไม่มีสกุลเงินหรือธนบัตรรองรับให้แลกเปลี่ยนได้เลยทันที
2.แลกกับบูธหรือตู้แลกเปลี่ยนเงินอัตโนมัติของธนาคารพาณิชย์
นอกจากแลกเงินต่างประเทศกับเคาน์เตอร์ธนาคารแล้ว ธนาคารพาณิชย์หลาย ๆ แห่งก็จะมีบูธและตู้แลกเงินอัตโนมัติให้เราสามารถแลกเงินได้ตามจุดต่าง ๆ ในแหล่งท่องเที่ยวหรือตามห้างร้านย่านธุรกิจ เราสามารถเดินเข้าไปขอแลกเปลี่ยนเงินได้ทันที โดยการแลกเปลี่ยนตู้อัตโนมัติถือว่าเป็นที่นิยมเพราะสามารถแลกเงินต่างประเทศ 24 ชม
3.แลกเงินออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน
โดยส่วนใหญ่ทุกธนาคารพาณิชย์จะมีแอปพลิเคชันรองรับธุรกรรมออนไลน์และสังคมไร้เงินสด เราสามารถแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศแบบ fixed rate โดยการย้ายเงินในบัญชีเข้าไปในระบบแลกเปลี่ยนเงินตรา จากนั้นระบบก็จะแลกเปลี่ยนสกุลเงินให้เรากลับมาในจำนวนที่เราต้องการแลก ซึ่งเราสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่ายแบบ Contactless Payments หรือโอนสแกนจ่ายได้เลย หากใช้ไม่หมดก็สามารถแลกกลับเป็นเงินไทยได้แบบสะดวก
4.แลกเงินผ่านร้านรับแลกเงิน
นอกจากจะแลกเงินต่างประเทศกับทางธนาคารพาณิชย์แล้วเรายังสามารถแลกเงินกับร้านรับแลกเงินเอกชนที่ได้รับอนุญาตได้ เพียงแค่นำเงินสดไปขอแลกเปลี่ยนตามจุดหรือสาขาที่สะดวก เราก็จะได้รับธนบัตรหรือเงินสดของสกุลเงินที่เราต้องการติดตัวกลับมา
5.แลกเงินผ่านบัตร Travel Card
บัตร Travel Card เป็นลักษณะบัตรเติมเงิน ที่เราจะโอนเงินเข้าไปอยู่ในบัตรแล้วทำการแลกเปลี่ยนตามวงเงินนั้นเป็นสกุลเงินต่างประเทศแบบ fixed rate ในอัตราวันที่แลก แล้วเราสามารถใช้บัตรนั้นกดเงินสดจากตู้ ATM ต่างประเทศได้เลย หรือจะใช้รูดจ่ายในต่างประเทศได้ทันที
อย่างที่บอกไปว่าเรทการแลกเงินต่างประเทศนั้นมีความผันผวนไม่คงที่ ธนาคารแต่ละแห่งก็จะมีเรทราคาการแลกแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่เรทราคาจะไม่หนีห่างจากกันมาก บางทีร้านรับแลกเงินสดเอกชนอาจจะเรทดีกว่าด้วยซ้ำ เราจำเป็นจะต้องเปรียบเทียบเรทราคาจากหลาย ๆ ที่เพื่อให้ได้เรทที่ดีที่สุดก่อนตัดสินใจแลก
แต่ถ้าต้องการเงินในระบบออนไลน์สำหรับสแกนจ่ายแบบไร้เงินสด หรือใช้รูดผ่านบัตร การแลกเงินกับทางธนาคารที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินรองรับจะสะดวกกว่า ซึ่งแต่ละธนาคารก็จะมีโปรโมชั่นออกมาพร้อมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่นเดียวกับบัตรเครดิตเป็นระยะ ๆ ซึ่งเราสามารถใช้ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการสร้างความคุ้มค่าให้ในการแลกเงินได้
หวังว่าจะพอเข้าใจเรื่องการแลกเงินต่างประเทศกันมากขึ้นแล้ว แต่นอกจากจะมีเงินพร้อมกับการท่องเที่ยวแล้วก็อย่าลืมวางแผนซื้อประกันเดินทางไว้เพื่อความอุ่นใจคุ้มครองตลอดทั้งทริป อย่างการเลือกทำ ประกันภัยเดินทางต่างประเทศ กับอินชัวร์เวิร์ส ประกันออนไลน์ในเครือทิพย ไว้วางใจได้ ทั้งยังมอบความสะดวกให้คุณสามารถเช็กและเปรียบเทียบเบี้ยประกันได้ด้วยตัวเอง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ